Archive for the ‘ Books ’ Category

The Hunger Game เกมล่าชีวิต

hunger1ไม่เคยรู้จักหนังสือเรื่องนี้มาก่อนเลย ถึงแม้ว่ามันจะถูกแปลมานานหลายปีแล้ว อาจจะเคยเห็นบ้าง แต่ด้วยความสัตย์จริงๆผมคิดว่ามันเป็นแนวอาชญวิทยาซะมากกว่า อาจจะเป็นเพราะผมชอบไปติดกับค่ายสำนักพิมพ์และคิดไปเองว่าค่ายนี้เป็นแนวนู้น แนวนี้ ก็ว่าไป

อย่างไรก็ตามด้วยการะแสที่ภาพยนตร์กำลังมาแรง ผมเลยต้องไปหามาอ่าน แล้วพอได้ลองอ่านก็บอกได้เต็มปากว่าสนุกจริง

โครงเรื่องหลักๆนั้น ผมพูดได้เต็มปากว่ามันคือ Battle Royal ภาคภาษาอังกฤษนั่นเอง

ซึ่งผมยังค่อนข้างสงสัยอยู่นิดหน่อย เพราะผมคิดว่านิยายเล่มนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชน แต่ความโหดของมันก็ใช่เล่นเลย

กลิ่นอายหนึงซึ่งปกคลุมไปทั่วหนังสือตลอดเวลาที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นเวลา 2 วันนั้น ผมว่ามันมีความกลัวแอบแฝงอยู่กับทุกตัวหนังสือ และแอบซ่อนไปด้วยตลกร้ายของนางเอก

หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดการเล่าเรื่องผ่านทางมุมมองของแคตนิสนางเอกวัย 14 ของเรื่อง ทั้งการแดกดัน การคิดเอาชนะ การทำไปตามอารมณ์ ผมมองว่าทุกอย่างนั้นถูกทำไปด้วยสัญชาติญาณดิบในตัวของคน และแน่นอนว่ามีความกลัวอยู่ด้วย

เมื่อเด็กอายุ 12-18 ปี จาก 12 เขตต้องถูกเลือกขึ้นมา แล้วเข่นฆ่ากัน

มันคงหลีกเลี่ยงคำว่าโหดร้ายไม่ได้

แต่เบื้องหลังความโหดร้าย การเอาชีวิตรอด

ก็มีความสนุกตื่นเต้น ลุ้นอยู่ทุกๆบรรทัดที่อ่านเลยทีเดียว…

ปล.อย่างน้อยก็ดีใจที่อ่านจบก่อนหนังเข้า…

จาก http://bangkokian-bibliophile.blogspot.com/2012/03/hunger-game.html

Advertisements

สัจจนิยมนวนิยาย จากมาเฟียบู๊ลิ้ม

1331026493

“คนเมื่อไม่มีเงินทอง สมองนึกถึงแต่ขนมเปี๊ยะช่วยให้อิ่มท้อง ไม่ว่าศีลธรรมจรรยา ตลอดจนมารยาทธรรมเนียมใดล้วนไม่คำนึงถึง แต่พอมีเงินมีอำนาจ ก็เริ่มใฝ่ฝันถึงสิ่งที่ไม่คำนึงนึกถึงมาก่อน”

จาก มาเฟียบูู๊ลิ้ม เล่ม 8

ความคิดตกผลึกเรื่องมุมมองต่อชาวญี่ปุ่น

ช่วงหลังมีโอกาสได้อ่านเรื่องของการเถลิงอำนาจของชาวญี่ปุ่น (ผมเลือกใช้คำนี้เอง เพราะสำหรับตัวเอง ญี่ปุ่นเถลิงอำนาจจริงๆ) ในเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับประเทศต่างๆโดยทางอ้อมอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะผ่านทางนิยายของ อันฉี หมิน ทั้ง 2 เล่มที่เกี่ยวเนื่องกับซูสีไทเฮา และหนังสือเรื่องสงคราโลกทั้ง 2 เล่มอย่าง  Letters From Iwo Jima และ Flags of Our Fathers

ในช่วงเวลานั้นเห็น เลยว่าญี่ปุ่นได้เป็นผู้รุกรานดินแดนเอเชียตะวันออกอย่างแท้จริง ยิ่งมีโอกาสได้หาข้อมูลเรื่องของความโหดร้านของชาวญี่ปุ่น ในฐานะผู้รุกราน (ซึ่งส่วนตัวแล้วเชื่อว่า ชาติไหนรุกรานชาติอื่นๆก็โหดร้ายทั้งนั้น)

พออ่านแล้วก็เพลียใจไป ทั้งๆที่ตัวเองก็ชื่นชอบอะไรๆญี่ปุ่นอยู่เช่นกัน…

pim_wisa

พอรู้สึกไม่ดีแบบนี้แล้ว…

เลยต้องไปดู AV ย้อมใจ เพื่อคืนความรู้สึกดีๆแก่ชาวญี่ปุ่นซะแล้ววววว

maria-ozawa

มุมมองของมือกระบี่…โดย วินทร์ เลียววาริณ

 

 

ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนมานานร่วมสามสิบปี   ห้าปีในนั้นผมทำงานในต่างประเทศ

เมื่อกลับมาเมืองไทย  ผมพบเรื่องอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่ง

นั่นคือหลายคนมองการก้าวเท้าออกจากสำนักงานตรงเวลาเป็นเรื่องประหลาดที่สุดในโลก (มิพักเอ่ยถึงการออกก่อนเวลาเมื่องานเสร็จแล้ว)

ผมรู้ความจริงภายหลังว่า คนจำนวนมากไม่ยอมออกจากสำนักงานตรงเวลา

เพื่อแสดงให้เจ้านายเห็นว่า ตนเองขยันขันแข็ง ยิ่งอยู่ดึก

ยิ่งเป็นพนักงานตัวอย่าง   เสียสละเพื่อองค์กร น่ายกย่องชมเชย

บ่อยครั้งมีผลถึงการได้รับโบนัสตอนท้ายปี

เนื่องจากเจ้านายมักเห็นหน้าเห็นตาใครคนนั้นหลังเวลาเลิกงานแล้วเสมอ

หากไม่เคยทำงานในต่างประเทศมาก่อน ผมอาจเข้าร่วมวงไพบูลย์   "มาสายกลับดึก" ด้วย แต่หลายปีในชีวิตการทำงานในประเทศที่มีประสิทธิภาพในการจัดการที่สุดทำให้เห็นค่าเวลาทุกนาทีในชีวิต

ผมกลับมองว่าคนที่อยู่ดึกเป็นประจำคือพวกไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำงานให้เสร็จทันเวลา จึงต้องอยู่ดึก   ยิ่งทำงานมากชั่วโมงยิ่งแสดงถึงการทำงานโดยไม่มีการวางแผน ไม่มองภาพรวม

ลองคิดดู   การอยู่ดึกเพื่อทำงานพิเศษหนึ่งคืนหมายถึงค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น ค่าทะนุบำรุงสูงขึ้น ผลกระทบต่อคนทำงานคือพักผ่อนน้อยกว่าที่ควรเป็น ยิ่งอยู่ดึก  ประสิทธิภาพของงานในวันถัดไปยิ่งตกต่ำลง

มือกระบี่ชั้นหนึ่งในแผ่นดินมองท่วงทีของศัตรูอย่างระวัง

ตวัดกระบี่ในมือเพียงฉับเดียวก็เข่นฆ่าฝ่ายตรงข้าม

มือกระบี่ชั้นรองต้องประกระบี่ดังโคร้งเคร้งนานนับชั่วโมง

ราวกับอยากบอกโลกว่า ข้าก็ใช้กระบี่นะโว้ย

โลกรับรู้ แต่คมกระบี่ก็บิ่น  ต้องเสียเวลาลับกระบี่อีกหลายวัน

งานดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องตรงเวลาด้วย งานดีไม่มีทางเกิดขึ้นตามยถากรรม

หรืออารมณ์ขึ้นลง ไปจนถึงความหนาแน่นรัดกุมของกฎเกณฑ์ "ตอกบัตร"

ปริมาณเวลาในการทำงานชิ้นหนึ่งไม่ได้เป็นสัดส่วนกับคุณภาพของผลงานเสมอไป

บ่อยครั้งเป็นปฏิภาคกัน หลายครั้งงานที่ให้เวลาน้อย 

กลับออกมาดีกว่างานที่ให้เวลามาก

คนเก่งจริงไม่เรื่องมาก  คนฉลาดจริงไม่มากเรื่อง

ทำงานเสร็จแล้วก็เลิก  ไม่ต้องรอเทวดาบนสวรรค์วิมานมารับรู้

เพราะถึงเวลานั้นเทวดาก็กลับบ้านไปแล้ว

 

 วินทร์  เลียววาริณ