Archive for May, 2005

Be With You : รักที่ใฝ่หา หนังที่อยากดูแต่ไม่มีเวลา และไม่มีใจไปดู(คนเดียว)

ด้วยความชอบส่วนตัวของผมแล้ว หนังเอเชียหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะในแถบญี่ปุ่น และเกาหลี มีการนำเสนอที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเนื้อหาที่เรียกได้ว่าน้ำเน่า แต่เป็นน้ำเน่าที่ดูเน่าอย่างน่าสนใจ ด้วยการใช้พล็อต และมุมกล้องที่สวยงามดุจงามศิลป์ Be with You เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากดูมากแต่ก็ยังไม่มีเวลาที่เหมาะสมให้ไปดูซะที วันนี้เลยขอเอาบทวิจารณ์มาแบ่งปันกันอ่านละกัน

 

Be With You : รักที่ใฝ่หา
ผู้กำกับ : โนบุฮิโร่ โดอิ
บทภาพยนตร์ : โยชิคาสุ โอคุดะ จากนวนิยายชื่อเดียวกัน(Ima, Ai ni Yukimasu)ของ ทาคูจิ อิชิคาว่า
ผู้แสดง : ยูโกะ ทาเคอุจิ, ชิโดะ นากามูระ, อาคาชิ ทาเคอิ
หลังจากมิโอะ(ยูโกะ ทาเคอุจิ) ภรรยาเสียชีวิต ทาคุมิ(ชิโดะ นากามูระ), พ่อม่ายหนุ่มก็ใช้ชีวิตอยู่กับยูจิ(อาคาชิ ทาเคอิ) ในเมืองเล็กๆ อย่างเงียบเหงา และไร้จุดหมายไปวันๆ เขาและลูกไม่สามารถจัดการกับชีวิตที่ขาดมิโอะให้เป็นไปได้ด้วยดีนัก บ้านสกปรก อาหารที่ทำไม่อร่อย การงานผิดพลาด จนได้แต่นึกถึงคำพูดของเธอที่ให้สัญญาว่าจะกลับมาอีกครั้งเมื่อฤดูฝนได้มาเยือน ซึ่งก็คือหนึ่งปีหลังจากที่ได้เสียชีวิตไป

และแล้วปาฏิหาริย์ดังกล่าวก็เกิดขึ้น ในวันที่ฤดูฝนได้เริ่มต้นขึ้นพร้อมหยาดฝนที่ร่วงหล่นมาเหมือนไม่สิ้นสุด แต่พ่อลูกยังคงสวมเสื้อกันฝนสีสดใส เดินหยอกล้อ เล่นต่อคำอย่างมีความสุขท่ามกลางบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยต้นไม้อันเขียวชอุ่ม เพื่อออกไปค้นหากล่องที่เคยซ่อนเก็บเอาไว้ จู่ ๆ พวกเขาก็ได้พบกับมิโอะในบริเวณนั้น สร้างความฉงนว่าเธอเป็นผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายกัน เป็นภาพลวงตากลางหยดน้ำ หรือวิญญาณของคนรักที่ตายไปแล้วกันแน่
อย่างไรก็ตามสุดท้ายพวกเขาก็เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าเธอคือมิโอะอย่างแน่นอน แต่ปัญหาก็คือเธอจำเรื่องราวต่างๆ ในอดีตไม่ได้เลย และนั่นทำให้การเรียนรู้กันและกันได้เริ่มต้นอีกครั้ง เช่นเดียวกับความรักในอดีตระหว่าง มิโอะ และทาคุมิ ที่ถูกเล่าย้อนรอยเพื่อทบทวนอดีตที่เขาทั้งสองต่างมีให้กันตั้งแต่เริ่มแรกที่พบ และแรกเริ่มเมื่อก่อเกิดความรัก ซึ่งทำให้เกิดช่วงเวลาแห่งความสุขกลับมาสู่ครอบครัวของเขาอีกครั้ง

แต่แล้วความลับบางอย่างก็เริ่มเปิดเผย มิโอะรู้ดีว่าเธอจะอยู่ในจนสิ้นฤดูฝนนี้เท่านั้น ก่อนที่จะจากไปอย่างไร้สาเหตุเช่นเดียวกับการมาถึงเมื่อครั้งเริ่มต้น

Be With You สร้างโลกที่ดูบริสุทธิ์ด้วยงานภาพที่ดูนุ่มนวล ในสังคมเมืองต่างจังหวัด ที่ยังอยู่กับธรรมชาติ ดำรงอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่มีคนมากมายพลุกพล่าน คบหากับผู้คนต่างๆ ได้อย่างสนิทใจ หนังอาจให้ภาพของเมืองใหญ่ที่วุ่นวายอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต หลังจากผ่านการแต่งงานทุกอย่างก็ราวกับภาพการใช้ชีวิตในอุดมคติ ที่คนเมืองต่างไขว่คว้าหามัน ทาคุมิขี่จักรยานไปทำงานที่ไม่ต้องยุ่งกับคอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เนต อีกทั้งยังมีเพื่อนร่วมงานหญิงที่คอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา หนูน้อยยูจิยังคงมีความหวังให้แม่ของเขากลับมาด้วยการแขวนตุ๊กตาไล่ฝนให้กลับหัว คอยช่วยเหลือและห่วงใยพ่อที่มีปัญหาร่างกาย โดยไม่ต้องสาละวนอยู่กับหน้าโทรทัศน์ นับเป็นความสุขที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งในสังคมที่เร่งรีบ

ไม่น่าแปลกใจ หากหนังจะประสบความสำเร็จระดับมหาศาลในญี่ปุ่น ประเทศที่ผู้คนส่วนใหญ่มีชีวิตและการงานในเมืองที่เต็มไปด้วยปัญหาสังคมซึ่งเดินคู่มากับความเจริญ โดยมองข้ามหรือหลงลืมความสุขเล็กๆ ซึ่งทั้งทาคุมิ และมิโอะได้ร่วมกันสร้างขึ้น สิ่งที่ช่วยเน้นย้ำประเด็นดังกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกก็คือสภาพร่างกายของทาคุมิ หลังจากผ่านการฝึกฝนเพื่อเป็นนักวิ่งอย่างหนักหนา จนเกิดอาการผิดปรกติ มีสภาพคล้ายเครื่องจักรที่ดับจากการเร่งเกินปรกติ หากออกแรงมากหรืออยู่ท่ามกลางฝูงชนตัวทาคุมิจะหมดสติไปทันที ตัวละครเช่นเขาเสมือนภาพเปรียบบาดของผู้คนมากมายต้องผ่านความเร่งและแรงเสียดทานที่เกินพอดี จนมีบาดแผลติดในตัวแต่ละคนมาบ้างไม่มากก็น้อย

ทาคุมิก็เหมือนใครอีกหลายๆ คนที่มีสภาพเป็นผู้แพ้ แม้เขาจะทุ่มเทสักเพียงใดก็ดูเหมือนจะยิ่งส่งผลเลวร้ายมากยิ่งขึ้น แต่ก็เพราะมีมิโอะเป็นส่วนเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต เธอเป็นแบบอย่างของผู้หญิงในอุดมคติของผู้ชายแท้ๆ ที่ทำให้เขาเชื่อว่าความรักแท้ยังมีอยู่จริง วันข้างหน้ายังมีความหมาย และรักนั้นยังสามารถเกิดขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเดียวกับที่มิโอะมอบให้กับเขาและลูก

นักแสดงในเรื่องก็ยิ่งช่วยสร้างความรู้สึกนุ่มนวลยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยบทที่เอื้อต่อการแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจ แต่การแสดงของพวกเขาก็สามารถกลมกลืนไปกับบรรยากาศได้อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยูโกะ ทาเคอุจิ เธอคือหัวใจหลักของ Be With You โดยแท้ เธอเป็นความอบอุ่นของสองพ่อลูก เป็นเสน่ห์ที่ทั้งดูบริสุทธิ์ และน่าค้นหา ผมนึกไม่ออกเหมือนกันว่าหากหนังขาดเธอไปแล้วจะหาใครมาทดแทนได้ และคงไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้เกิดขึ้นตามได้ดังที่ตัวหนังเรียบๆ ที่ไม่มีเทคนิคทางภาพยนตร์หวือหวาเรื่องนี้ปรากฎ

จุดเด่นประการต่อมาคือทีมงานสร้าง และผู้กำกับ โนบุฮิโร่ โดอิ ที่ลงมากำกับหนังเป็นครั้งแรกหลังจากผ่านการกำกับ และอยู่เบื้องหลังละครโทรทัศน์มานาน ในการเลือกให้หนังนิ่ง และง่าย แม้จะเป็นเรื่องราวที่มีปาฏิหารย์เกิดขึ้นมา แต่หนังขับเน้นความรู้สึกเหล่านั้นโดยปราศจากเทคนิคพิเศษ แล้วเลือกแสดงด้วยออกด้วยภาพธรรมชาติอันสวยงามมากกว่า เช่น ภาพทุ่งดอกทานตะวัน, สีเขียวชุ่มน้ำของต้นหญ้าเขียวชอุ่ม

อย่างไรก็ตามการที่หนังสร้างโลกที่ดูเป็นสีขาวสวยงามเกือบตลอด ก็ถือเป็นดาบสองคมที่ทำให้หนังขาดความน่าเชื่อถือสำหรับคนที่ยังไม่อาจปักใจเชื่อว่ามีโลกดังที่ปรากฏในหนังจริงๆ จนอาจสร้างความหวานเลี่ยนอันไม่พึงประสงค์ให้กับผู้ไม่นิยมรสชาติดังกล่าวในการดูหนังสักเรื่อง ทั้งนี้ก็เพราะหนังใช้วิธีที่ค่อนข้างง่ายในการก่อตัวของสังคมและโลกแบบที่หนังเป็นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดทุกสิ่งทุกอย่างที่ชะตากรรมได้ลิขิตเอาไว้กับมิโอะ กับครอบครัวของเธอ โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้อีกหลังจากที่หนังได้เฉลยในช่วงท้าย นอกจากการเลือกชะตากรรมด้วยตัวมนุษย์เอง การที่หนังเลือกสาระดังกล่าวโดยไม่มีจุดพลิกผัน ต้องถือว่าเป็นจุดอ่อนให้หนังง่ายไปไม่น้อย อาจจะเรียกว่ามันเป็นความสวยงามแต่ยังไม่ละเอียดพอก็ว่าได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายยิ่ง

แต่ถึงที่สุด เชื่อว่าผู้ชมที่ประทับใจย่อมไม่ได้สนใจเหตุผลทางความเป็นจริงกันอยู่แล้ว และยังมีสิ่งที่ช่วยเพิ่มพูนความรู้สึกดีๆ ไปอีก ทั้งนี้สาเหตุหลักสำคัญไม่ใช่เพียงเพราะความสวยงามในโลกที่ถูกรังสรรค์เท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงการไถ่บาปในอดีตที่คั่งค้างให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ ดังที่เรื่องราวกำหนดในฤดูฝน หยดน้ำทั้งหลายที่โปรยปรายมาไม่หยุดอาจทำให้หลายคนเมินหน้า ผิดกับพ่อลูกคู่นี้ที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ เพราะไม่ใช่เพียงแค่คนที่เขารักกำลังจะกลับมา แต่น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยล้างมลทินในใจให้ชีวิตพวกเขาได้กลับมารู้สึกถึงความบริสุทธิ์อีกครั้ง เช่นเดียวกับคำปลอบโยน ให้กำลังใจของมิโอะ ก่อนการร่ำลา

Be With You จึงไม่ใช่หนังรักเรียกน้ำตาที่ขับเน้นจากฉากความสะเทือนใจ แต่เร้าอารมณ์ด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง ประทับใจเป็นหลัก มันอาจไม่ใช่หนังที่มีศิลปะเพียบพร้อม แต่ก็ขับเน้นความบริสุทธิ์จากรัก จากธรรมชาติอันเริ่มเลือนหายที่ผู้คนต่างโหยหาอยากหวนคืนแต่ทำไม่ได้ง่ายเหมือนกับหนัง เพียงเพื่อหลีกหนีจากโลกที่แสนจะวุ่นวายในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้กระมัง ส่วนคำตอบว่าความรู้สึกดังกล่าวจะอยู่กับเราเพียงชั่วครั้งคราว หรือชั่วนิจนิรันดร์ในใจหรือไม่นั้น…คงขึ้นอยู่กับแต่ละตัวบุคคลเอง

ยังไม่เข้าวันใหม่ แต่ทำไมเรากลับจากแจ่มแล้ว เราคนเก่าตายแล้วหรือไร!!!

แปลกดีที่วันนี้ผมไปแจ่ม แล้วตอนนี้ผมก็มานั่งพิมพ์อะไรต่อมิอะไรอยู่นี่ ถ้าเป็นสมัยก่อนเวลานี้คงเป็นเวลาที่ผมเริงร่า หลงใหลอยู่กับควันคละคลุ้ง ในที่ๆผู้คนแออัดยัดเยียด ผู้หญิงไม่หวงเนื้อหวงตัว แล้วก็คงร้องโวยวายเกี่ยวกับความรักที่ถูกทำร้าย จะเรียกว่าถูกทำร้ายก็คงไม่ถูกนัก เพราะว่าผู้ที่เริ่มก่อการ สร้างรอยร้าว จากแผลเล็กๆจนลุกลามใหญ่โต ก็เป็นผมทั้งนั้นเอง ผมเคยชอบที่จะไปอยู่ ในที่ตรงนั้น ชอบที่จะให้คนเข้ามาทักทาย ชอบที่จะสร้างโลกแห่งเปลือกนอกอันดูหอมหวาน เพื่อเติมเต็มความรักในรูปแบบที่ผมอยากได้รับ …ผมเป็นคนที่ไม่เคยพอ ผมอยากได้รักที่มากเหนือเหตุผล ผมอยากให้คนรักของผมเลือกผมก่อนใคร …แต่ในวันนั้นผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมรักที่สุดกลับมองไม่เหมือนกันกับผม เขาเลือกที่จะไปสร้างความรักในรูปแบบของเขาเอง …ผมมั่นใจในการตัดสินใจของเขาโดยการไม่ดึงเขากลับมา และผมก็มั่นใจว่าความรักที่เขาสร้างขึ้นตอนนี้มันจอมปลอม มันจอมปลอมแม้กระทั่งตัวเขาเองคงได้กลิ่นเหม็นเน่าน่ารังเกียจที่เกิดจากความรักที่ไม่ถูกต้องและไม่มีวันจะดีได้อันนั้น ในฐานะคนที่เคยรักกันผมก็คงขอให้เขาโชคดีและผ่านพ้นเหตุผลที่ขาดสติซึ่งเขาได้กระทำไปโดยไม่ได้ตรึกตรอง …แต่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งผมคงไม่พาดพิงถึงอีกต่อไป ค่ำคืนนี้ผมรู้สึกเหงาเล็กๆที่ต้องกลับมานั่งอยู่ตรงนี้ แต่ผมรู้ว่าผมจะผ่านพ้นมันไปได้ เพราะผมมีใครอีกคนหนึ่งที่ผมพร้อมจะทำให้เขารู้สึกดี และให้เขารู้ว่าผมพร้อมจะอยู่ข้างเขาตลอดเวลาที่เขาโดดเดี่ยว …เหงา อาจจะเหงาเพียงนิดหน่อย แต่ที่แน่นอนใจผมไม่หนาวแล้ว… 

 

อึดอัดที่ดูไร้ค่า รู้สึกเสียเวลากับการหยุดนิ่ง

 

บางครั้งการได้อยูในที่ที่หลายๆคนรู้สึกว่าดี รู้สึกว่าน่าสนุก มันก็หลอกให้เรารู้สึกภูมิใจอย่างปลอมๆได้สักพัก แต่ในทุกๆครั้งที่ผมนอนอยู่คนเดียวในห้องนอนของผม ผมกลับรู้สึกว่างเปล่ากับสิ่งที่ตนเองต้องทำอยู่ แรกๆมันก็ดูสนุกมากๆกับความแปลกใหม่ มันอาจจะเป็นความหอมหวานของความแปลกใหม่ที่คนเราทุกคนย่อมรู้สึกเมื่อได้เผชิญ แต่นี่มันล่วงเลยมาเป็นเวลาขวบปี และเป็นขวบปีที่ดูกระท่อนกระแท่น ครึ่งปีแรกของงานช่างเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ความเครียด แต่เป็นความลำบากที่แสนจะเต็มไปด้วยความสุข มันเหนื่อย มันเครียด มันลำบาก แต่มันสุข เพราะมันได้เติบโต เวลาเดินไปไหนอกเราจะยืดๆเพราะความรู้ที่ได้รับผสมกับความภูมิใจที่ได้เติบโต แต่ในครึ่งปีหลัง งานทุกอย่างกลับกลายเป็นความสบายนาวาแห่งหน้าที่การทำงานของผมดูล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย อาจเป็นเพราะผมไม่มีนายเรือที่เหมาะสม อาจเป็นเพราะผมยังไม่มีประสบการณ์มากพอที่จะนำพานาวาลำนี้ไปด้วยตัวเอง หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเป้าหมายของการเดินทางไม่ชัดเจนเสียแล้ว ผมได้แต่เฝ้าขอคำตอบจากสวรรค์ …ว่าผมจะฝืนล่องนาวาลำนี้ต่อไป หรือจะออกเดินเรือใหม่ในมหาสมุทธที่กว้างกว่าเดิม…

StarWar EP.3

ไปดูมาเมื่อวันก่อน ยอมรับตามตรงว่าไม่ได้ชอบ แต่แน่นอนก็ไม่ได้เกลียด เหตุที่ไม่ได้ชอบมีหลายอย่าง ตัวหนังรีบตอบคำถามหลายๆอย่างมากเกินไปสำหรับผม ผมก็เข้าใจว่า ลูคัส อยากสื่ออะไรออกมามากๆซะขนาดนั้น เพราะเก็บงำความลับหลายๆอย่างมากว่า 27 ปี แต่ก็เข้าใจดีถึงความตั้งใจของ ลูคัส ที่อยากทำหนังเพื่อสนองแฟนๆ(อย่างพวกผมน่ะแหละ) แต่อย่างไรก็ตาม ผมว่าใครติดตามมาแต่แรกนะ ก็ไปดูเหอะครับ มันไม่ใช่ไม่ดีนะ อย่างน้อยมันก็ดีกว่า เฉิ่ม

มหา’ลัยเหมืองแร่

"เหมืองแร่ คืออดีตที่กลายเป็นอนาคตไม่รู้วาย"

2492 ปีที่ นิสิตรีไทร์ จากมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติของประเทศไทยต้องระเห็ดจากแสงไฟ ไปอยู่ในแดนกันดาร บ้านป่าเมืองเถื่อน ในอดีตมีคำกล่าวว่า "ชายใดจากหญิงภรรยาไปเมืองจีน ไปชวา ไปพังงาฟ้าแดงเกิน 3 ปี อนุญาติให้หญิงนั้นมีชู้ได้" นี่คือความห่างไกลที่ชายหนุ่มต้องเผชิญ…

4 ปีในเหมืองแร่ได้แปรสภาพเป็นเบ้าหลอมใหญ่ที่หล่อหลอมชีวิตของชายหนุ่มคนหนึ่งให้พบกับ ความสุข ความเศร้า ความเหงา และมิตรภาพที่แท้จริง

กว่า 65 ล้านบาทเบื้องหลังงานสร้างอลังการของภาพยนต์ประทับใจแห่งปี มหา’ลัย เหมืองแร่ โดย จิระ มะลิกุล งานโปรดักชั่นระดับยิ่งใหญ่ที่เนรมิต เรือขุดแร่ หมู่บ้าน และบรรยากาศทุกอย่างให้ย้อนกลับไปใน พ.ศ.2492 อย่างน่าทึ่ง ทุกๆอย่างถูกสร้างขึ้นมาใหม่อย่างประณีต และใส่ใจในรายละเอียดเสมือนได้ย้อนกลับไปสู่โลกอีกใบในอดีตอย่างแท้จริง…

เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปชมภาพยนต์ มหา’ลัย เหมืองแร่ รอบสื่อมวลชนที่ เมเจอร์ฯ รัชโยธิน ในความคาดหวังแรกเกี่ยวกับตัวหนังหลังจากได้ดูตัวอย่างหนังมาก่อนหลายรอบ บวกกับการได้อ่านหนังสือของคุณ อาจินต์ รุ่นพี่ร่วมมหาลัยมาอีกหลายรอบ ทำให้ค่อนข้างมีความคาดหวังกับตัวหนังอยู่สูง พอภาพยนต์เริ่มฉายในช่วงแรกยอมรับเลยว่าเป๋ไปนิดนึง เพราะว่าการลำดับเรื่องในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกค่อนข้างขาดการเชื่อมโยงที่น่าสนใจ(สำหรับผมนะ ผมออกตัวไว้ก่อน) เหมือนกับว่าต้องรีบยัดเยียดให้คนดูรู้จักกับตัวเอกของเรื่องพร้อมกับต้องการเก็บรายละเอียดในเรื่องสั้นแต่ละเรื่องตามบทประพันธ์อย่างเร่งรีบเกินไปทำให้คนดูหลายๆคนสะดุดไปเหมือนกัน (แอบเห็นจากคนรอบๆตัว ทำหน้ามึนๆ) แต่พอเริ่มจับจังหวะของหนังได้ โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่ อาจินต์ ได้พบกับ ไข่ คู่หูเพื่อนตาย จากนั้นพี่เก้ง จิระ ก็พาผมอินไปกับเรื่องราวได้จริงๆ ซึ่งในช่วงหลังนี่เล่นเอาซาบซึ้งกระแทกจิตใจกันไปหลายฉาก ตัวหนังพูดถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตของ อาจินต์ได้เป็นอย่างดี การถ่ายทอดอารมณ์ของมนุษย์ก็ทำได้อย่างดีเยี่ยม แทบทุกฉากต้องมีประโยคเด็ดๆที่ทำเอาเราต้องแอบเก็บไปไว้ในสมองอยู่หลายครั้งเช่น "ชนะเพื่อนแพ้นาย ชนะกฏหมายแพ้เงิน" หรือ "กินอย่าอาย ตายอย่ากลัว ยากช่างหัว ตายปลด" อีกมุมที่พี่เก้งสามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้ดีก็คือ ความเป็นคนของแต่ละตัวละคร ตัวละครแต่ละตัวถูกถ่ายทอดอารมณ์ออกมาอย่างละเอียดอ่อน และค่อนข้างตรงกับคำบรรยายในหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นพี่จอน ไอ้ไข่ นายฝรั่ง ลุงหมา อาโก และ ตัวอาจินต์เองที่แสดงได้ในขั้นดีใช้ได้เมื่อเทียบกบการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก

สำหรับตัวผมเองผมอยากขอเชียร์ให้ทุกๆคนไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้นะครับ ไปชม Star Wars ก่อนก็ได้แต่จากนั้นก็ชม เหมืองแร่ซะ เพราะว่ามันเป็นหนังที่ควรค่าแก่การไปดูจริงๆ