Archive for August, 2008

ผ่านสมองซีกขวา และน่าจะผ่านซ้ายแล้วด้วย…

หลังจากนั่งไตร่ตรอง ตรึกตรอง มาเป็นเวลาร่วมสัปดาห์
ผมตัดสินใจว่าเรื่องทางการตลาดที่เขียนในบ้านหลังนี้ จะถูกยกไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ของมันโดยเฉพาะ
ภายใต้ชื่อว่า Bangkokian1981 ซึ่งผมจะเขียนเรื่องของการตลาดแนวต่างๆแบบสนุกๆไว้ภายในนั้นเพียงที่เดียว
และจะเบนหัวเรือของบ้านหลังนี้ (เป็นบ้าน แต่เบนหัวเรือ ??? เอากะมัน) กลับไปสู่เรื่องของนิยาย pestimistic เพียงอย่างเดียว
 
ผมเจอน้องคนหนึ่งซึ่งรู้จักกันทาง net มาสามสีปีแล้วเมื่อเดือน มิย. ที่ผ่านมา
เขาถามผมว่า พี่ไม่เขียนเรื่องของ ผู้ชายผู้หญิงอีกแล้วเหรอ
 
ผมไม่ได้ตอบอะไรเขา เพราะตอนนั้นผมกำลังอยากเขียนเรื่องการตลาดแบบจัดๆอยู่
หลังจาได้ไตร่ตรองอะไรๆในระดับหนึ่ง
 
เอาวะ!!!
 
เขียนแง่มทุกเรื่องแหละ
แยกๆกันไปเป็นบ้านหลายๆหลัง
จะได้เกิดเป็นหมู่บ้าน Bangkokian ซะที
 
ดังนั้น บ้านนนี้ Bannkokian’s Space ก็จะเน้นหนักดราม่าด้านนิยายประโลมโลกตามที่ผมถนัด
 
และบ้านใหม่ Bangkokian1981 ก็จะเน้นด้านการตลาด หมวกอีกใบที่ผมสวมอยู่
 
คนที่เข้ามาอ่านจะได้ไม่มึนงงกันมากนัก
ว่าไอ้นี่ มันจะเขียนเรื่องอะไรกันแน่
 
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานที่เยอะ (ข้ออ้างคลาสสิค) การเรียนที่เยอะมาก (ข้ออ้างใหม่)
ก็อาจจะทำให้ผมได้มาขีดเขียนเรื่องต่างๆได้ไม่มากเท่าเมื่อก่อน
 
หวังใจว่าจะยังไม่ทิ้งกัน!!!
 
รักเสมอเพื่อนพ้องนักอ่าน 😀
 
เพื่อนใหม่ลองอ่านที่ลิงค์ด้านล่างได้เลย
 
 

M for Marketing, Movie and money – ตอนที่ 1 cloverfield

ชอบดูหนังกันมั้ยครับ? ผมป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการดูหนัง หรือ ชมภาพยนตร์ เป็นอย่างมาก ทั้งการดูในโรงภาพยนตร์ บางเรื่องก็เพียงรอบ บางเรื่องถึงสามรอบก็มี หรือ การซื้อแผ่น DVD ภาพยนตร์มาเก็บสะสมไว้

ด้วยการที่มีความชื่นชอบในระดับที่ถือว่ามากระดับหนึ่ง ผมจึงชอบที่จะหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภาพยนตร์ผ่านทางสื่อต่างๆอยู่เสมอๆ

ในโลกของ New Marketing การเลือกสื่อต่างๆที่ผู้สร้างภาพยนตร์ และค่ายหนัง จะทำการโปรโมทภาพยนตร์ของตัวเองจึงมีทางเลือกมากมาย และยังสามารถสร้างกระแส (BUZZ) ให้แก่ภาพยนตร์ของตนเองได้ตั้งแต่ก่อนที่ภาพยนตร์ของตนเองจะเข้าฉายในโรง

ในปีที่ผ่านมานี้ ผมมีภาพยนตร์อยู่สองเรื่องที่ผมรู้สึกว่า เจ๋ง ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ มันเจ๋งจนเรียกว่า พลิกมิติ ของการโปรโมทหนังกัน (อย่างนั้น) เลยทีเดียว

ภาพยนตร์ที่ผมกล่าวถึงทั้งสองเรื่องนั้นก็คือ

Cloverfield ของ JJ.Abram และ Dark Knight ของ Christopher Nolan สำหรับทั้งสองเรื่องนี่ เขามีการโปรโมทหนังของตัวเองกันเรียกว่าระดับ เป็นปี ก่อนที่หนังจะฉายเลยครับ โดยเฉพาะเรื่องแรก (Cloverfield) ที่ผมนับถือการโปรโมทของเขามากๆ เพราะ side story ของเขานี่เป็นจักรวาลที่ซ้อนอยู่กับจักรวาลของเราเลยจริงๆ (แฟนการ์ตูนฮีโร่อเมริกัน คงจะนึกภาพออกนะครับ)

เพื่อไม่ให้ blog นี้ยาวมากเกินไป ผมจะขอเล่าเรื่องของ Cloverfiled เพียวๆ เพียงอย่างเดียวก่อนหนึ่งตอน และในตอนหน้า จะเป็นเรื่องของ Dark Knight เรามาลองดูกันดีกว่าว่าเขาทำอะไรกันบ้าง

ให้ความสงสัยครอบงำลูกค้าของคุณ

Cloverfield เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตกอยู่ภายในสถานการณ์ สัตว์ประหลาดบุกเมือง เริ่มเรื่องด้วยการถ่ายภาพ และตัดภาพด้วยมุมกล้องแบบบุคคลที่ 1 ซึ่งอาจจะสร้างความมึนงงให้กับผู้ชมบางวัย หรือบางกลุ่ม ที่ไม่คุ้นเคยกับมุมกล้องแบบนี้พอสมควร

ตัวเอกคือชายหนุ่มชื่อ Rob ซึ่งต้องกำลังมีปาร์ตี้เลี้ยงฉลองการได้งานใหม่ ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดให้กับบริษัท Tagurato ซึ่งขายเครื่องดื่มชื่อว่า Slusho ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่โด่งดังมากๆ ของญี่ปุ่น และกำลังจะบุกตลาดเข้ามาในอเมริกา

ระหว่างงานเลี้ยงนั่นเอง ก็เกิดเหตุการณ์ระเบิดอย่างไม่รู้ที่มา ทำให้ไฟฟ้าดับไปทั่ว …และนั่นคือที่มาของความโกลาหลที่กลุ่มตัวเองต้องฟันฟ่าเพื่อหาทางออกจากเกาะแมนฮัตตัน

ตั้งแต่ต้นจนจบ …มีปริศนามากมายที่ถูกทิ้งเอาไว้ค้างคาให้ผู้ชมเข้าใจกันไปต่างๆนาๆ เรียกได้ว่าเป็นการจบแบบปลายเปิดจริงๆ เพราะว่า หนังไม่บอกว่า

…สัตว์ประหลาดมาจากไหน
…มีใครรอด มีใครตาย
…สัตว์ประหลาดหายไปไหน
…เกิดอะไรขึ้นกับโลก
…#@!?

หลายๆคนอาจจะไม่ชอบที่ตัวหนังไม่ได้เฉลยอะไรเลย

แต่สำหรับแฟนๆที่เริ่มได้กลิ่นตุๆ หรือเอะใจ หรือเริ่มมีข้อสงสัยกับตัวหนัง จนเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Cloverfield

คุณจะพบว่า คำตอบ (ส่วนหนึ่ง) มันถูกปูเกริ่นเรื่องไปแล้วตั้งแต่ก่อนหนังจะเข้าฉาย (เกือบปี) และแน่นอนคุณจะต้องตื่นเต้นไปกับเรื่องราวของ Cloverfield

มี wording หลายๆคำที่ถูกยกเข้ามาเกี่ยวข้องกับ Cloverfield ก่อนภาพยนตร์เริ่มออกฉาย เช่น

– Slusho
– Tagurato
– 1-18-08
– Jamie and Teddy
– Oil Rig Sink
– etc.

ลองดูคลิปด้านล่างครับ เป็นคลิปข่าวแท่นขุดน้ำมันแห่งหนึ่งในมหาสมุทรแอตแลนติค ชื่อว่า Chuai Station จมลงเมื่อช่วงต้นปี 2008

 

 
 
 

ในตอนแรกที่ข่าวนี้ออกมา หลายๆคนก็ปักใจเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง หลายๆคนดูแล้วก็ผ่านไป แต่หากศึกษาข้อมูลดีๆแล้ว คุณจะรู้ข้อมูลได้ไม่ยาก (ผ่านทาง internet) เลยว่า Chuai Station นี่เป็นของบริษัท Tagurato ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันกับเครื่องดื่ม Slusho ที่พระเอกกำลังจะไปทำงาน (เริ่มมีความเกี่ยวโยงแล้วเห็นมั้ยครับ)

 

ทีนี้ย้อนกลับมาเมื่อต้นปี 2007 Myspace.com ก็ได้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นใน Community ของเขาคือ ตัวเอกของภาพยนตร์ Cloverfield เช่น Beth นางเอกของเรื่องและผองเพื่อน

นอกจากนั้นใน website 1-18-08 (ซึ่งเลข 1-18-08 ก็คือเลขวันฉายหนังเรื่อง Cloverfield นั่นเอง) ก็มีการนำรูปภาพต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในเรื่อง Cloverfield มาแสดงให้เห็นทีละภาพๆ เช่น รูปภาพของปลาวาฬที่ถูกชำแหละท้อง รูปเลือดลอยอยู่กลางทะเล รูปแท่นขุดเจาะน้ำมัน รวมถึงรูปของ Teddy ซึ่งเป็นแฟนกับ Jamie ซึ่ง Jamie นี่ก็เป็นเพื่อนที่อยู่ใน friend list ใน myspace ของ Beth นางเอกของเรื่อง

Teddy และ Jamie ไม่ได้มีบทบาทในหนังแต่เพียงอย่างใด แต่ว่าทั้งคู่มี website ส่วนตัวที่รวม คลิปลับๆที่ทั้งคู่ถ่ายไว้เกี่ยวกับส่วนผสมพิเศษที่ใส่ในเครื่องดื่มของ Slusho เครื่องดื่มที่พระเอกกำลังจะไปทำการตลาดให้ภายในหนัง

ดังข้อมูลบางส่วนที่ผมยกมาเล่าให้ฟัง ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งใจที่จะเล่นกับความสงสัยของผู้บริโภค เพราะว่าคนเรามักจะมีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องราวต่างๆ และถ้าได้รู้เร็วกว่าคนอื่นก็จะยิ่งภูมิใจ

JJ. Abram จึงเลือกใช้ช่องทางที่ผู้บริโภคเป้าหมายของเขา เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในปัจจุบันนั่นก็คือ Internet – New Media มาเป็นสื่อกลางในการส่งผ่านข้อมูลนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น

Social Networking ผ่านทาง website
– facebook.com
– myspace.com
– etc.

Video Platform ผ่านทาง website
– YouTube

ให้แฟนหนังช่วยทำการตลาด

ยิ่งเกิดความสงสัยว่า

…สัตว์ประหลาดมาจากไหน ??
…สัตว์ประหลาดคืออะไร ??
…เครื่องดื่ม Slusho คืออะไร ??
…ทำไมสัตว์ประหลาดต้องบุกเกาะแมนฮัตตัน ??
…/?!# ???

คนก็ยิ่งค้นหาคำตอบกัน อย่างที่กล่าวไปในด้านบน ยิ่งใครไขความลับได้มากกว่า ก็ยิ่งรูสึกว่าตัวเองเก่ง ตัวเองเด่น

website ของหนังอีก web หนึ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือ website ของ บ.ที่พระเอกกำลังจะเข้าไปทำงานอยู่ หรือคือ บ. Slusho นั่นเอง

Website นี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าชม ได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงผลิตภัณฑ์ตัวต่างๆของ โดยการให้ข้อมูลรสชาติต่างๆของเครื่องดื่ม Slusho และแน่นอน มันมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับตัวหนัง คือว่า รสชาติใหม่ที่ทาง บ. กำลังจะเปิดตัว เรียกว่ารสปลาวาฬ มีส่วนผสมมาจากแหล่งลึกลับจากใต้ทะเลลึก!! (เห็นความเกี่ยวเนื่องที่มากขึ้นหรือยังครับ)

พอแฟนหนัง เริ่มค้นหาข้อมูล ก็เริ่มเกิดการแพร่กระจาย และการแบ่งปันข้อมูลไปตาม webboard ต่างๆ อย่างเช่น ในเมืองไทยของเราก็มีผู้รวบรวมข้อมูลเรื่อง cloverfield ไว้ใน pantip.com อยู่มากมายพอสมควร

BUZZ WORD ที่เกิดขึ้นแบบคลื่นใต้น้ำนี้ ก็ดึงให้คนสนใจในตัวภาพยนตร์ เกิดความอยากรู้ ยิ่งปากต่อปาก ใครเจออะไรใหม่ๆก็เอามาเล่าให้คนอื่นๆฟัง ก็ทำให้ยอดตั๋วชมภาพยนตร์เพิ่มขึ้นๆ และท้ายที่สุดก็นำไปสู่รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้องตามมาอีก อาทิ เช่น DVD, Comic Books, Series เรื่องอื่นๆที่ JJ. มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่น HEROES ซึ่งมีฉากหนึ่งใน season ที่สอง ที่ตัวเอกตัวหนึ่งดื่มเครื่องดื่ม slusho อยู่

เห็นมั้ยครับว่า การทำการตลาดที่แยบยลให้หนังสักเรื่องหนึ่ง ก่อให้เกิด BUZZ WORD และนำมาสู่รายได้ในอนาคตที่มากขึ้นๆ

Cloverfield ใช้ทุนในการสร้างไปโดยประมาณอยู่ที่ 25 ล้านเหรียญ US แต่ได้รายได้กลับมาจากการฉายทั้งในประเทศและทั่วโลกมากว่า 170 ล้านเหรียญ US!!! ดูอัตราส่วนต่างซิครับ กำไรกว่า 600 เปอร์เซ็นต์ จะมีธุรกิจไหนในโลกที่สร้างผลกำไรได้ขนาดนี้!

ตอนต่อไปลองมาดูอะไรๆที่ scifi น้อยลง แต่สนุกไม่แพ้กันอย่างการทำการตลาดของ Dark Knight กันครับ 😀

TRIVIA : ผกก.เรื่อง Cloverfield คือ Matt Reeves แต่คนกลับพูดถึงชื่อของ JJ. Abram ซึ่งเป็น Producer มากกว่า 

Strategy + Marketing

โปรดติดตามผลงานการเขียนของผมด้วยนะครับ
 
ในนิตยสาร S+M : Strategy+Marketing Volume.07 Issue 079 2008
 
หน้าปกสีเหลืองๆเขียว
ส่วนที่ผมเขียนมี 2 คอลัมน์นะครับ
ส่วนแรกคือ Leading Idea หน้า 74 อันนี้ผมเขียนเต็มๆเลยครับ
ส่วนที่สองคือ Cover Story หน้า 28 อันนี้ช่วย edit ครับ
ถ้าไม่ลำบากอย่าลืมสนับสนุนด้วยนะครับ
 
ขอบคุณมากๆครับ
พบกับทุกๆเดือนตามแผงหนังสือครับ