Archive for the ‘ Bangkokian on Marketing ’ Category

ลืม (ไปแล้ว)

ลืมไปแล้ว…
ว่าจะโพสอะไร…

คืนวันเพ็ญ

จากวันนี้ถึงสิ้นปี…
มีงานแต่งงานที่ผมรู้เรื่อง 10 งาน
มีงานที่ผมไม่ไปไม่ได้ 7 งาน
 
 
ผมถามคนที่กำลังจะแต่งงาน
ว่าทำไมช่วงนี้คนแต่งเยอะ
 
 
เขาบอกว่า…
มันเป็นฤดูผสมพันธุ์

M for Marketing, Movie and money – ตอนที่ 1 cloverfield

ชอบดูหนังกันมั้ยครับ? ผมป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการดูหนัง หรือ ชมภาพยนตร์ เป็นอย่างมาก ทั้งการดูในโรงภาพยนตร์ บางเรื่องก็เพียงรอบ บางเรื่องถึงสามรอบก็มี หรือ การซื้อแผ่น DVD ภาพยนตร์มาเก็บสะสมไว้

ด้วยการที่มีความชื่นชอบในระดับที่ถือว่ามากระดับหนึ่ง ผมจึงชอบที่จะหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภาพยนตร์ผ่านทางสื่อต่างๆอยู่เสมอๆ

ในโลกของ New Marketing การเลือกสื่อต่างๆที่ผู้สร้างภาพยนตร์ และค่ายหนัง จะทำการโปรโมทภาพยนตร์ของตัวเองจึงมีทางเลือกมากมาย และยังสามารถสร้างกระแส (BUZZ) ให้แก่ภาพยนตร์ของตนเองได้ตั้งแต่ก่อนที่ภาพยนตร์ของตนเองจะเข้าฉายในโรง

ในปีที่ผ่านมานี้ ผมมีภาพยนตร์อยู่สองเรื่องที่ผมรู้สึกว่า เจ๋ง ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ มันเจ๋งจนเรียกว่า พลิกมิติ ของการโปรโมทหนังกัน (อย่างนั้น) เลยทีเดียว

ภาพยนตร์ที่ผมกล่าวถึงทั้งสองเรื่องนั้นก็คือ

Cloverfield ของ JJ.Abram และ Dark Knight ของ Christopher Nolan สำหรับทั้งสองเรื่องนี่ เขามีการโปรโมทหนังของตัวเองกันเรียกว่าระดับ เป็นปี ก่อนที่หนังจะฉายเลยครับ โดยเฉพาะเรื่องแรก (Cloverfield) ที่ผมนับถือการโปรโมทของเขามากๆ เพราะ side story ของเขานี่เป็นจักรวาลที่ซ้อนอยู่กับจักรวาลของเราเลยจริงๆ (แฟนการ์ตูนฮีโร่อเมริกัน คงจะนึกภาพออกนะครับ)

เพื่อไม่ให้ blog นี้ยาวมากเกินไป ผมจะขอเล่าเรื่องของ Cloverfiled เพียวๆ เพียงอย่างเดียวก่อนหนึ่งตอน และในตอนหน้า จะเป็นเรื่องของ Dark Knight เรามาลองดูกันดีกว่าว่าเขาทำอะไรกันบ้าง

ให้ความสงสัยครอบงำลูกค้าของคุณ

Cloverfield เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตกอยู่ภายในสถานการณ์ สัตว์ประหลาดบุกเมือง เริ่มเรื่องด้วยการถ่ายภาพ และตัดภาพด้วยมุมกล้องแบบบุคคลที่ 1 ซึ่งอาจจะสร้างความมึนงงให้กับผู้ชมบางวัย หรือบางกลุ่ม ที่ไม่คุ้นเคยกับมุมกล้องแบบนี้พอสมควร

ตัวเอกคือชายหนุ่มชื่อ Rob ซึ่งต้องกำลังมีปาร์ตี้เลี้ยงฉลองการได้งานใหม่ ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดให้กับบริษัท Tagurato ซึ่งขายเครื่องดื่มชื่อว่า Slusho ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่โด่งดังมากๆ ของญี่ปุ่น และกำลังจะบุกตลาดเข้ามาในอเมริกา

ระหว่างงานเลี้ยงนั่นเอง ก็เกิดเหตุการณ์ระเบิดอย่างไม่รู้ที่มา ทำให้ไฟฟ้าดับไปทั่ว …และนั่นคือที่มาของความโกลาหลที่กลุ่มตัวเองต้องฟันฟ่าเพื่อหาทางออกจากเกาะแมนฮัตตัน

ตั้งแต่ต้นจนจบ …มีปริศนามากมายที่ถูกทิ้งเอาไว้ค้างคาให้ผู้ชมเข้าใจกันไปต่างๆนาๆ เรียกได้ว่าเป็นการจบแบบปลายเปิดจริงๆ เพราะว่า หนังไม่บอกว่า

…สัตว์ประหลาดมาจากไหน
…มีใครรอด มีใครตาย
…สัตว์ประหลาดหายไปไหน
…เกิดอะไรขึ้นกับโลก
…#@!?

หลายๆคนอาจจะไม่ชอบที่ตัวหนังไม่ได้เฉลยอะไรเลย

แต่สำหรับแฟนๆที่เริ่มได้กลิ่นตุๆ หรือเอะใจ หรือเริ่มมีข้อสงสัยกับตัวหนัง จนเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Cloverfield

คุณจะพบว่า คำตอบ (ส่วนหนึ่ง) มันถูกปูเกริ่นเรื่องไปแล้วตั้งแต่ก่อนหนังจะเข้าฉาย (เกือบปี) และแน่นอนคุณจะต้องตื่นเต้นไปกับเรื่องราวของ Cloverfield

มี wording หลายๆคำที่ถูกยกเข้ามาเกี่ยวข้องกับ Cloverfield ก่อนภาพยนตร์เริ่มออกฉาย เช่น

– Slusho
– Tagurato
– 1-18-08
– Jamie and Teddy
– Oil Rig Sink
– etc.

ลองดูคลิปด้านล่างครับ เป็นคลิปข่าวแท่นขุดน้ำมันแห่งหนึ่งในมหาสมุทรแอตแลนติค ชื่อว่า Chuai Station จมลงเมื่อช่วงต้นปี 2008

 

 
 
 

ในตอนแรกที่ข่าวนี้ออกมา หลายๆคนก็ปักใจเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง หลายๆคนดูแล้วก็ผ่านไป แต่หากศึกษาข้อมูลดีๆแล้ว คุณจะรู้ข้อมูลได้ไม่ยาก (ผ่านทาง internet) เลยว่า Chuai Station นี่เป็นของบริษัท Tagurato ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันกับเครื่องดื่ม Slusho ที่พระเอกกำลังจะไปทำงาน (เริ่มมีความเกี่ยวโยงแล้วเห็นมั้ยครับ)

 

ทีนี้ย้อนกลับมาเมื่อต้นปี 2007 Myspace.com ก็ได้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นใน Community ของเขาคือ ตัวเอกของภาพยนตร์ Cloverfield เช่น Beth นางเอกของเรื่องและผองเพื่อน

นอกจากนั้นใน website 1-18-08 (ซึ่งเลข 1-18-08 ก็คือเลขวันฉายหนังเรื่อง Cloverfield นั่นเอง) ก็มีการนำรูปภาพต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในเรื่อง Cloverfield มาแสดงให้เห็นทีละภาพๆ เช่น รูปภาพของปลาวาฬที่ถูกชำแหละท้อง รูปเลือดลอยอยู่กลางทะเล รูปแท่นขุดเจาะน้ำมัน รวมถึงรูปของ Teddy ซึ่งเป็นแฟนกับ Jamie ซึ่ง Jamie นี่ก็เป็นเพื่อนที่อยู่ใน friend list ใน myspace ของ Beth นางเอกของเรื่อง

Teddy และ Jamie ไม่ได้มีบทบาทในหนังแต่เพียงอย่างใด แต่ว่าทั้งคู่มี website ส่วนตัวที่รวม คลิปลับๆที่ทั้งคู่ถ่ายไว้เกี่ยวกับส่วนผสมพิเศษที่ใส่ในเครื่องดื่มของ Slusho เครื่องดื่มที่พระเอกกำลังจะไปทำการตลาดให้ภายในหนัง

ดังข้อมูลบางส่วนที่ผมยกมาเล่าให้ฟัง ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งใจที่จะเล่นกับความสงสัยของผู้บริโภค เพราะว่าคนเรามักจะมีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องราวต่างๆ และถ้าได้รู้เร็วกว่าคนอื่นก็จะยิ่งภูมิใจ

JJ. Abram จึงเลือกใช้ช่องทางที่ผู้บริโภคเป้าหมายของเขา เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในปัจจุบันนั่นก็คือ Internet – New Media มาเป็นสื่อกลางในการส่งผ่านข้อมูลนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น

Social Networking ผ่านทาง website
– facebook.com
– myspace.com
– etc.

Video Platform ผ่านทาง website
– YouTube

ให้แฟนหนังช่วยทำการตลาด

ยิ่งเกิดความสงสัยว่า

…สัตว์ประหลาดมาจากไหน ??
…สัตว์ประหลาดคืออะไร ??
…เครื่องดื่ม Slusho คืออะไร ??
…ทำไมสัตว์ประหลาดต้องบุกเกาะแมนฮัตตัน ??
…/?!# ???

คนก็ยิ่งค้นหาคำตอบกัน อย่างที่กล่าวไปในด้านบน ยิ่งใครไขความลับได้มากกว่า ก็ยิ่งรูสึกว่าตัวเองเก่ง ตัวเองเด่น

website ของหนังอีก web หนึ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือ website ของ บ.ที่พระเอกกำลังจะเข้าไปทำงานอยู่ หรือคือ บ. Slusho นั่นเอง

Website นี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าชม ได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงผลิตภัณฑ์ตัวต่างๆของ โดยการให้ข้อมูลรสชาติต่างๆของเครื่องดื่ม Slusho และแน่นอน มันมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับตัวหนัง คือว่า รสชาติใหม่ที่ทาง บ. กำลังจะเปิดตัว เรียกว่ารสปลาวาฬ มีส่วนผสมมาจากแหล่งลึกลับจากใต้ทะเลลึก!! (เห็นความเกี่ยวเนื่องที่มากขึ้นหรือยังครับ)

พอแฟนหนัง เริ่มค้นหาข้อมูล ก็เริ่มเกิดการแพร่กระจาย และการแบ่งปันข้อมูลไปตาม webboard ต่างๆ อย่างเช่น ในเมืองไทยของเราก็มีผู้รวบรวมข้อมูลเรื่อง cloverfield ไว้ใน pantip.com อยู่มากมายพอสมควร

BUZZ WORD ที่เกิดขึ้นแบบคลื่นใต้น้ำนี้ ก็ดึงให้คนสนใจในตัวภาพยนตร์ เกิดความอยากรู้ ยิ่งปากต่อปาก ใครเจออะไรใหม่ๆก็เอามาเล่าให้คนอื่นๆฟัง ก็ทำให้ยอดตั๋วชมภาพยนตร์เพิ่มขึ้นๆ และท้ายที่สุดก็นำไปสู่รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้องตามมาอีก อาทิ เช่น DVD, Comic Books, Series เรื่องอื่นๆที่ JJ. มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่น HEROES ซึ่งมีฉากหนึ่งใน season ที่สอง ที่ตัวเอกตัวหนึ่งดื่มเครื่องดื่ม slusho อยู่

เห็นมั้ยครับว่า การทำการตลาดที่แยบยลให้หนังสักเรื่องหนึ่ง ก่อให้เกิด BUZZ WORD และนำมาสู่รายได้ในอนาคตที่มากขึ้นๆ

Cloverfield ใช้ทุนในการสร้างไปโดยประมาณอยู่ที่ 25 ล้านเหรียญ US แต่ได้รายได้กลับมาจากการฉายทั้งในประเทศและทั่วโลกมากว่า 170 ล้านเหรียญ US!!! ดูอัตราส่วนต่างซิครับ กำไรกว่า 600 เปอร์เซ็นต์ จะมีธุรกิจไหนในโลกที่สร้างผลกำไรได้ขนาดนี้!

ตอนต่อไปลองมาดูอะไรๆที่ scifi น้อยลง แต่สนุกไม่แพ้กันอย่างการทำการตลาดของ Dark Knight กันครับ 😀

TRIVIA : ผกก.เรื่อง Cloverfield คือ Matt Reeves แต่คนกลับพูดถึงชื่อของ JJ. Abram ซึ่งเป็น Producer มากกว่า 

Strategy + Marketing

โปรดติดตามผลงานการเขียนของผมด้วยนะครับ
 
ในนิตยสาร S+M : Strategy+Marketing Volume.07 Issue 079 2008
 
หน้าปกสีเหลืองๆเขียว
ส่วนที่ผมเขียนมี 2 คอลัมน์นะครับ
ส่วนแรกคือ Leading Idea หน้า 74 อันนี้ผมเขียนเต็มๆเลยครับ
ส่วนที่สองคือ Cover Story หน้า 28 อันนี้ช่วย edit ครับ
ถ้าไม่ลำบากอย่าลืมสนับสนุนด้วยนะครับ
 
ขอบคุณมากๆครับ
พบกับทุกๆเดือนตามแผงหนังสือครับ

การคุกคามโง่ๆ ของการทำการตลาดแบบผิดๆ

มีเรื่องกวนใจผมตั้งแต่เช้าที่ผ่านมาเนื่องจากเบอร์โทรศัพท์เบอร์หนึ่ง ซึ่งเป็นเบอร์ที่มีความพยายามสูงมั่กๆๆๆๆ สูงปรี๊ดดดดดดด (ทำเสียงแหลม) พยายามโทรเข้ามาหาผมตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นๆ แต่ผมไม่ได้รับสายเนื่องจากติดงานอยู่ และไม่ได้พยายามโทรกลับเพราะคาดเดาเอาไว้ว่าน่าจะเป็นเบอร์แนวๆพวกแจ้งยอดอะไรสักอย่าง (แนวๆพวกลงท้ายด้วย 02-xxx-0000) ซึ่งยังไงก็ตามผมต้องได้รับเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่แล้ว

แต่ๆแล้วๆ เช้าตรู่วันนี้ประมาณ 7 โมงเช้า ซึ่งผมถือว่าเป็นเวลาส่วนตัวอยู่ โทรศัพท์เบอร์เดิมก็โทรเข้ามาอีก (เบอร์สมมติ 02-791-000) ผมก็เลยรับสาย เพราะกลัวว่าอาจจะเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนอะไรสักอย่างจากงานที่ผมติดต่ออยู่ พอผมรับสาย

เสียงที่ลอยมาตามสายก็คือ สวัสดีค่ะ ถ้าท่านต้องการฟังข้อมูลต่อ กด 1 ถ้าท่านต้องการฟังข้อมูลภายหลังกด 2 ผมตัดสายทิ้ง เพราะผมเกิดอารมณ์รำคาญขึ้นมาละ เวลาส่วนตัวผม (กู) คุณ (มึง)ยังอุตส่าห์โทรมาขายของ ผมหงุดหงิดขึ้นมา 30%

ผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ ผมอยู่ที่ลาน free weight ใน fitness โทรศัพท์ก็ดังเข้ามาอีก ผมตัดสินใจว่าอยากรู้ว่า สินค้าอะไรที่โทรมากวน (เท้า) และตื้อได้อย่างไร้มารยาทขนาดนี้ ผมตัดสินใจกด 1

ยินดีด้วยค่ะ คุณเป็นผู้โชคดีหนึ่งใน 50 ท่านที่ทาง XXX Fitness เลือกขึ้นมา WOWWWWWWW เพียงคุณ… ตรู๊ดดดด ผมตัดสายทิ้ง
เสียง operator ผู้หญิงที่ลอยมาตามสายนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจประหนึ่งว่า ยินดีกับผมจริงๆ… แต่คุณรู้มั้ย คุณกำลังสร้าง bad perception ให้กับกลุ่มลูกค้าเช่นผม ความหงุดหงิดเพิ่มมาที่ 70%

ผมเดินทางมาทำงานตามปกติ

แต่แล้วเมื่อสิบนาทีที่ผ่านมานี่เอง !!!! กริ๊งงงงงงง มันโทรมาอีกครับ ทั้งๆที่โทรมาแล้วไม่ต่ำกว่าสองที แล้วผมก็กดสายทิ้งตลอด ผมก็เลยตัดสินใจที่จะนำเรื่องนี้มาเขียนเล่าสู่กันฟัง

ดังนั้น จากการที่เขาอาจจะได้สมาชิก club ของเขาเพิ่มอีก 1 คน กลับกลายเป็นว่า เขาสร้างคนที่เกิด bad brand recognition ขึ้นมา 1 คน (ซึ่งจะนำไปเล่าต่อให้เพื่อนๆฟังอีกไม่ต่ำกว่า 10 คน) มันคุ้มกันมั้ยกับสิ่งที่เขาลงทุนทำอยู่??

ประเด็นที่เกิดขึ้นจากเรื่องราวทั้งหมด อันเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิด bad perception และนำไปสู่ bad recognition ในตัวแบรนด์ของสินค้า

1. ผมไม่เคยให้ข้อมูลกับบริษัท fitness แห่งนั้น และไม่เคยแสดงความจำนงที่จะรับข้อความใดๆจากทางบริษัท สิ่งที่คุณทำจึงเป็น "การคุกคามผู้บริโภค"

2. การแจ้งโปรโมชั่นที่ดูไม่เนียน หรือ มีความเป็นไปได้ต่ำ เข้าข่ายของ "การหลอกลวงผู้บริโภค" มีความเป็นไปได้กี่ % ที่คุณจะคัดเลือกคนขึ้นมาเพียง 50 คนจริงๆ มันไม่คุ้มกับการลงทุนเลย non-sense ไปหน่อยสำหรับ dialog ชวนเชื่อแบบนั้น

3. สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือ คุณตั้งโทรศัพท์ระบบอัติโนมัติโดยไม่ได้ดูเวลาเลย คุณโทรหาลูกค้าโดยที่ไม่สนใจเวลาเลยว่าตอนไหนเป็นเวลาส่วนตัวของลูกค้า "คุณกำลังลุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลของผู้บริโภค"

สิ่งที่คุณควรจะรู้ในก่อนที่จะแจ้งข่าวสารให้กับลูกค้าของคุณตามหลัก Permission Marketing ของ Seth Godin

1. การขออนุญาติ เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อต้านในจิตใจของลูกค้า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ทุกคนมีเส้นล้อมรอบตัวอยู่เป็นวงกลม ถ้าใครมาเดินๆเลียบๆและทำท่าพยายามจะเข้ามา โดยที่ไม่ได้ขออณุญาติเรา เราจะต่อต้าน และสร้างภาพลักษณ์ในเชิงลบแก่สิ่งนั้นๆที่ทำท่าเหมือนจะคุกคาม

2. การศึกษาจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์ คุณควรจะรู้ว่า เวลาไหน ควร ไม่ควร ในการจะทำอะไร ถ้ามีคนโทรมาหาคุณเพื่อขายของตอนสองทุ่ม คุณจะชอบมั้ย เรื่องนี้ก็ควรใส่ใจให้หนักหน่อย

3. การเลือกใช้ถ้อยคำ ที่ดูสร้างสรรค์กว่าสิ่งที่คุณใช้อยู่ เพราะแค่คุณพูดออกมาเรื่องผู้โชคดี จะมีกี่คนใน กทม. เชื่อเรื่องนี้ของคุณ??

หวังว่าถ้า staff การตลาดของบริษัทที่ผมเขียนถึง ได้อ่านเรื่องนี้ดู น่าจะเป็นประโยชน์แก่เขาบ้าง ไม่มากก็น้อย

ภาพประกอบจาก internet

 

A-Z ของเด็กยุค 2000 (เก็บตกจาก email)

 

A = Apple
B = Bluetooth
C = Core2
D =
http://del.icio.us/
E = eMule

F = Facebook
G = Google
H =
http://www.hit.ac.il
I = iPhone
J = Java
K = KaZaa
L = Linux
M = MSN
N = Napster
O = Office
P = Play Station
Q = QuickTime
R = RSS
S = Second Life
T = Tag
U = USB
V = Vista
W = Wikipedia
X = XP
Y = YouTube
Z = Zuma

มันเป็นเรื่องขำๆ เกี่ยวกับช่องว่างของวัยครับ พอดีเรื่องที่ผมได้มาจากอีเมล์ในวันนี้ มันดันไปสอดคล้องกับเรื่องที่ลงอยู่ใน blog ของ บริษัทผมที่คุณรันเจ้าของบริษัทเขียนเอาไว้ ลองอ่านได้ด้านล่างครับ

Looking through Their Eyes – โลกของคุณ กับโลกของเขา ไม่เหมือนกัน…

Author: niran

10.07.2008

วันนี้มีรุ่นน้องคนนึงของผม ส่ง MSN ถามผมมาเกี่ยวกับเรื่อง “เทป” นี่เป็นบทสนทนาแบบย่อๆ…

ไอ้รุ่นน้อง: “เอ่ออ พี่รัน วีดีโอเทป ก้อคือเทปป่ะ”
ผม: “media น่ะเป็นเทป แต่ต่างกันตรงบันทึกภาพหรือเสียงไง”
ไอ้รุ่นน้อง: “งงได้อีกพี่รัน…”
ผม: “วิดีโอเทป มันเป็นเทปที่บันทึกได้ทั้งภาพและเสียง ส่วนเทปมันบันทึกได้แค่เสียงอย่างเดียว”
ไอ้รุ่นน้อง: “แล้วไอ้เทปที่มันบันทึกแต่เสียงอย่างเดียว เรียกว่าไรอ๋อ”
ผม: “cassette tape…”
ไอ้รุ่นน้อง: “โอเค… get!!”
ผม: “เด็กสมัยนี้ ไม่รู้จักวิดีโอเทปจริงๆ อ่ะ..!?!?”
ไอ้รุ่นน้อง: “………….”
ผม: “&^*&%^(*#$@!”

แรกๆ ผมคิดในใจว่า ไอ้รุ่นน้องคนนี้มันบ๊องหรือเปล่าวะ ไม่รู้จักกระทั่งวิดีโอเทป… จนกระทั่งผมถามน้องออย มาร์เกตติ้งไฟแรงเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ของแมกซินคิวบ์ ก็ได้ความว่า เด็กสมัยใหม่ หลายๆ คนแทบไม่รู้จักวิดีโอเทปกันจริงๆ!! แล้วผมก็เริ่มนึกไปถึงเรื่องที่รุ่นน้องบางคนเคยแซวๆ ผมเรื่องเพลงเก่าๆ เค้าบอกว่า เกิดมาก็รู้จักแต่ Retrospect แล้ว… เบิร์ดกะฮาร์ดคือใคร เป็น สส. หรือเปล่า?

ในที่สุด ผมเริ่มสำเหนียกได้ว่า ระหว่างพวกเด็ก teenage รุ่นใหม่ (-teen คืออายุยังไม่ถึง 20 ปี) กับรุ่นวัยอย่างผม (20 ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ) ห่างกันแค่สิบปี แต่ว่า lifestyle ของคนสองกลุ่มนี้ห่างกันราวฟ้ากับเหว

เด็กรุ่นใหม่ไม่เคยรู้จักทีวี 5 ช่อง ไม่อินกับเบิร์ดธงชัย ไม่รู้จักเฉลียง ไม่เคยซื้อซีดีแผ่นละ 400 บาท ไม่เคยจับเทปคาสเซต ไม่เคยใช้เพจเจอร์ ไม่เคยนัดเจอเพื่อนโดยไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่รู้จักการสอบเทียบ ไม่เคยใช้โมเด็ม 28.8 Kbps ไม่เคยฟังวิทยุรอบดึกตอนอ่านหนังสือก่อนสอบเอนทรานซ์ และไม่เคยอะไรๆ อีกต่างๆ นาๆ

ตลอดที่ผมทำงานมา ผมมีความเป็นห่วงในเรื่องช่องว่างระหว่างมนุษย์ดิจิตอล กับมนุษย์ธรรมดา (digital divide) หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือความแตกต่างระหว่างคนวัยทำงาน กับกลุ่มคนที่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคน (ถึงวัยกลางคน) ว่าการที่จะ educate กลุ่มคนกลุ่มหลังใช้หันมาเรียนรู้และใช้งานเทคโนโลยี เป็นเรื่องที่ท้าทาย และน่าให้ความสนใจ

แต่ผมลืมมองตัวเอง…

หันกลับมาอีกที ตัวผมเองกลับมี digital divide กับกลุ่ม teenage ไปเรียบร้อยแล้ว

ปัญหาก็คือ lifestyle ที่โคตรแตกต่างกันของคนสองกลุ่มนี้คืออะไร?

เมื่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเพราะดิจิตอล คาแรกเตอร์ของวัยรุ่น จะเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในโลกยุคนี้มากยิ่งขึ้น แต่นักการตลาดหลายคนซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกับผม ยังคงมอง target group ของตัวเอง ด้วยสายตาของคนอายุ 30 และยังคงเชื่อว่า พฤติกรรมของกลุ่ม teenage ยังไม่แตกต่างจากกลุ่มของตนเองมากนัก

พฤติกรรมการใช้ชีวิต มีผลกระทบในทางจิตวิทยากับการตลาดอย่างไร?

ข้อแรก วัยรุ่น จะเป็นกลุ่มที่ปราณีตในการเลือกมากขึ้น (choosy) ความต้องการของวัยรุ่นจะหลากหลายมากขึ้น และต้องการใน “สิ่งที่ดีที่สุด” มากยิ่งขึ้น สาเหตุเนื่องมาจากข้อมูลมากมายมหาศาลในยุคปัจจุบัน เปิดทางเลือกให้กับผู้บริโภค ที่เลือกจะสนใจ (pay attention) ในสินค้าหรือบริการที่ตรงใจมากที่สุด สินค้า mass จะมียอดขายที่ไม่สูงเหมือนก่อน (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากคือ ดนตรีในยุคก่อน จะได้รับความนิยมมาก และยาวนานกว่าดนตรีในยุคปัจจุบันแบบเทียบกันไม่ติด ถ้าไม่เชื่อ ลองเอาสถิติจาก Billboard มาดูได้) สินค้า niche จะมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน

ข้อสอง วัยรุ่น มีแนวโน้มที่จะมีสังคมลดลง อันนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย แต่ก็แสดงให้เห็นชัดเจนถึง lifestyle ของวัยรุ่นบางกลุ่มที่สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกส่วนตัวได้ โดยไม่รู้สึก “ขาด” การปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม จะผ่านช่องทางดิจิตอลมากยิ่งขึ้น และผมเชื่อว่า ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นรูปแบบนี้ (อิสรภาพทางการติดต่อสื่อสารด้วยต้นทุนที่ต่ำ) จะทำให้วัยรุ่นมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และหวงแหนโลกส่วนตัวมากกว่าในอดีต

ข้อสาม ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะมีความอดทนลดลง และคุณค่าของสินค้าที่อยู่ในมือเขาจะลดต่ำลงอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อก่อนตอนผมเป็นเด็ก เคยรอที่จะอ่านหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์อย่าง Zero หรือ Talent หลังจากอดทนมาตลอดหนึ่งอาทิตย์ แต่ละวันอังคารตอนเย็น ผมและเพื่อนๆ จะรีบวิ่งออกจากโรงเรียนเพื่อซื้อหนังสือการ์ตูนที่ออกใหม่แกะซองกันอย่างกระตือรือล้น บางคนถึงกับยืนอ่านอยู่ตรงหน้าร้านการ์ตูนนั่นเลย

การอดทนรอคอยอะไรก็ตาม มันมักจะให้ความสุขเสมอ เมื่อเราได้รับผลตอบแทนจากความอดทน

ความสุขที่ได้มันมักจะเพิ่มเป็น double คุณค่าของสินค้าที่ตีค่าได้จากความสุขที่ได้รับนั้น มันก็เพิ่มเป็น double เช่นกัน

แต่ในยุคนี้ พวกวัยรุ่น ซึ่งไม่เคยอยู่ในโลกยุคแห่งการรอคอยอย่างเรา พวกเขาแทบไม่รู้จักคำว่า “รอ” แทบจะทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาบริโภคในชีวิตประจำวัน สามารถหามาได้ โดยแทบไม่ต้องใช้การอดทน (torrent, iPod, ซีดีเถื่อน, music station online) ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี, ภาพยนตร์, เกมส์, ข้อมูลข่าวสาร, การติดต่อสื่อสารประจำวัน

ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ ชัดเจน ก็คือ ในยุคเกมส์แฟมิคอม ยังไม่มีการก๊อปปี้กันด้วยต้นทุนที่ถูกเท่า Playstation สมัยนี้ เด็กในยุคนั้นจะมีความสุขกับเกมส์ๆ หนึ่งนานมาก เนื่องจากต้นทุนที่จะได้มาซึ่งเกมส์ๆ หนึ่งนั้นค่อนข้างสูง ทำให้คุณค่าของเกมส์มีมากขึ้นตามจำนวนเงินที่ได้จ่ายออกไป รวมถึงปริมาณเกมส์ที่เด็กแต่ละคนเป็นเจ้าของนั้นมีน้อยด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ

เมื่อเปรียบเทียบกับยุค Playstation 3 (หรือ XBox หรือ Wii) พวกเราสามารถไปสะพานเหล็กซื้อเกมส์เจ๋งๆ ได้ในราคาไม่กี่สิบบาท!! หรือยิ่งกว่านั้น สำหรับคนที่อินเทอร์เนตเร็วๆ สามารถดาวน์โหลดเกมส์ Playstation 3 ทั้งเกมส์ผ่านทาง torrent โดยรอเพียงแค่ไม่เกิน 2 ชม.!! เร็วกว่าไปกลับสะพานเหล็ก และค่าใช้จ่ายมีเพียงค่าไฟเท่านั้น!!

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็คือ เด็กๆ จะมีเกมส์ของตัวเองอยู่เป็นปริมาณมหาศาล แล้วพวกเค้าจะทำอย่างไร กับเกมส์ที่ไม่ดึงดูดใจ ใน 10 นาทีแรกที่ลองเล่น…?

คำตอบของเด็กส่วนใหญ่ คือโยนทิ้งครับ…

โจทย์ของนักการตลาดยุคก่อน ก็คือ “ทำอย่างไร ให้เด็กเลือกที่จะหยิบเกมส์ของคุณ จากเกมส์ร้อยกว่าเกมส์ที่อยู่ตรงหน้า…?”

ในยุคนี้ โจทย์ที่เพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ “ทำอย่างไร ให้เค้าไม่โยนทิ้งไป แล้วเลือกเกมส์ใหม่ที่น่าสนใจเหมือนๆ กัน…?”

…………………………………………..

 

400 GB Blu-ray

เก็บตกข่าวที่สุดยอด (สำหรับผม) Pioneer หนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าของโลก เตรียมให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ในวันที่ 13 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ เกี่ยวกับ แผ่น Blu-Ray ที่มีความจุมากถึง 400 GB!!!

ซึ่งแน่นอนว่าการวงาขายจริงคงไม่ได้เกิดขึ้นในเร็วๆนี้ แต่ก็ไม่น่าเกิน 3-5 ปีนี้แน่ๆ ความจุขนาด 400 GB นี่เทียบเท่าได้กับ Hard disk ขนาดย่อมๆเลยทีเดียว และสิ่งที่จะถามมาเมื่อนวัตกรรมนี้วางขาย ก็คืออุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่จะต้องวางขายเพื่อออกมารองรับนวัตกรรมนี้ ไม่ว่าจะเป็น TV จอที่ใหญ่ขึ้น เครื่องเสียงที่ให้เสียงที่มีมิติมากขึ้น และ เครื่องเล่นแผ่น disc ที่ต้องรองรับการอ่านข้อมูลของแผ่น

ข้อมูลที่ผมได้รับมาคร่าวๆ เกี่ยวกับแผ่น Blu-Ray แบบใหม่นี้ก็คือ การจัดเก็บข้อมูลจะแบ่ง layer เป็น 16 layer แต่ละ layer จะจัดเก็บข้อมูลโดยประมาณ 25 GB

ในปัจจุบันนี้แผ่น Blu-Ray ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในวงกว้าง จะมี 2 รูปแบบคือ Single Layer และ Dual Layer ซึ่งให้ความจุ 25 GB และ 50 GB โดยประมาณตามลำดับ

ต้องติดตามกันต่อไปครับว่าข่าวคราวของเจ้าสิ่งนี้ จะเป็นอย่างไรในอนาคต!

 

 

Make a BUZZ, Create Community, bLog it ตอนที่ 4

ในตอนที่แล้วผมฝากให้เป็นการบ้านสนุกๆ ให้เพื่อนๆลองนึกๆกันดูว่า… เราจะทำอย่างไรให้ลูกค้าได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เป็นส่วนร่วม และได้รับการยอมรับในโลก Cyber แห่งนี้ วิธีการที่แต่ละองค์กรธุรกิจเลือกใช้มันก็มีมากมายขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ที่จะสร้างขึ้นมา ผมจะขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ผมพึ่งได้ศึกษามาจากนิตยสาร marketeer ฉบับล่าสุด ซึ่งผมเห็นว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราคุยกันมาแรมเดือนแล้ว (ผู้เขียนอู้ไม่ยอมเขียนให้จบสักที –")

มาดูกรณีศึกษากันดีกว่า

Mommy Society (แก๊งค์แม่บ้านแก๊งค์เดิมกับตอนที่แล้ว)

ยังจำเรื่องราวของแก๊งค์แม่บ้านจาก blog ครั้งที่แล้วได้มั้ยครับ

"แกงค์แม่บ้านต้องนัดประชุมกันที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบเรื่องของแม่บ้านแกงค์อื่นๆ (บางครั้งก็แอบซุบซิบแม่บ้านในแกงค์เดียวกันประปราย) ซุบซิบเรื่องดารา ซุบซิบข่าวลือต่างๆ แต่แม่บ้านปี 2008 ไม่จำเป็นต้องออกไปที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบอีกแล้ว เพราะพวกเขาสามารถ online chat กับแม่บ้านคนอื่นๆได้ และก็สามารถไปอ่านคอลัมน์บีบสิวหัวช้างของซ้อเจ็ดเพื่ออัพเดทข่าวคราว (คาว) ดาราและเรื่องฉาวๆได้อีกพะเรอเกวียน"

ผมขอยกเอาตัวละครเดิมที่เคยเขียนเอาไว้มาใช้อีกครั้งนะครับ

ด้วยความร่วมมือของ Sprint – Mobile Phone Operator, Suave – ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนตัวของสตรี และ MINDSHARE ซึ่งเป็น Media Agencies ของทั้งสองบริษัท เนื่องด้วยว่าทั้งสองบริษัทมีความต้องการที่จะเจาะตลาดของกลุ่มแม่บ้าน ช่องทางที่ทั้งสองบริษัทเลือกมาใช้จึงเป็นช่องทางที่แม่บ้านสมัยใหม่เข้าถึงได้ นั่นก็คือการทำ Newmedia ในรูปแบบของ Webisode

Webisode มาจากส่วนผสมของคำสองคำนั่นก็คือ website และ episode โดยรวมจึงมีความหมายว่า เรื่องราวรูปแบบของละครซีรีย์ที่ออกฉายทาง website เหตุผลที่ทีมงานทั้งหมดเลือกใช้ช่องทางนี้ก็เนื่องมาจากว่า การสำรวจกลุ่มเป้าหมายคุณแม่ยุคใหม่ พบว่า ชื่นชอบการดู miniseries (ผู้หญิง ติดละครทุกเชื้อชาติ no wonder about it!!!) In the Motherhood miniseries ความยาว 9 ตอนจบจึงได้ถือกำเนิดขึ้น และเริ่มออกฉายตอนแรกในปี 2550 โดย MSN ผ่านทาง website www.inthemotherhood.com ซึ่งมียอดผู้เข้าชมกว่า 5 ล้านคน ในซีซั่นแรก ทำให้ในสัปดาห์แรกของการแพร่ภาพซีซั่นที่สองมียอดผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นถึงกว่า 10 ล้านคน!!!

 

ด้วยกระแสความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ ABC สถานีโทรทัศน์ชื่อดังของอเมริกาตัดสินใจที่จะนำ series เรื่องนี้ไปออกฉายทางเครือข่าย

เหตุผลที่ทำให้ series นี้เป็นที่ชื่นชม และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ก็เพราะว่าภายใน website มีการเปิดส่วนของ community ขึ้นอยู่หลายส่วน ทั้งส่วนของ webboard ให้กลุ่มแม่บ้านทันสมัยเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ game และส่วนของการร่วมสนุก ในการส่งเรื่องราวของตัวเองเข้ามา ซึ่งเรื่องของผู้ชนะจากการประกวดจะได้รับไปทำเป็นบทละครของ series ชุดนี้ !!!

ซึ่งการสร้าง community แบบนี้ ทำให้แม่บ้านได้เข้ามาพูดคุยกัน และได้แบ่งปันความคิดเห็นและความรู้ต่างๆให้แก่กัน อันจะเป็นการสร้างความรู้สึกของการเป็น ส่วนหนึ่ง ให้กับแม่บ้านเหล่านี้ เพราะทุกๆครั้งที่แม่บ้านได้เข้ามาใน board ก็เหมือนกับว่าได้เข้ามาเจอเพื่อนๆ

และแน่นอนทั้ง Sprint และ SUAVE ซึ่งเป็นเจ้าของ Branded Content ก็ได้ประโยชน์จากงานนี้กันไปเต็มๆ

และกระแส Buzz ที่เกิดจากการพูดคุยปากต่อปากระหว่างแก๊งค์แม่บ้านก็ทำให้จำนวนของผู้เข้าชมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นตัวอย่างของการทำ Community ที่ดีตัวหนึง ซึ่งช่วยให้สินค้าของเราได้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจนมากขึ้น!

สำหรับในเมืองไทยของเราก็มีการทำ webisode กันบ้างเหมือนกัน คุณหนุ่มๆอาจจะบ่นน้อยใจกันเพราะว่าเรื่องด้านบนเป็นเรื่องของสาวๆเค้าทั้งนั้น ก่อนจากกันผมเลยขอเก็บ webisode ไทยๆ มาฝากกันก่อนจากสักอันนะครับ MAXIM webisode ครับ

ปล.ไม่สามารถนำมา embed ในนี้ได้ เดี๋ยวเสียภาพ brand ของ blog ผมหมด !!!

PodCasting จะเร็วไปมั้ย สำหรับอีกทางเลือกหนึ่งของ New Media ในเมืองไทย?

ผมอ่านเจอบทความเรื่องนี้จาก www.chrisbrogan.com ครับ เป็น web หนึ่งที่ผมว่ามีเรื่องการตลาด แนว new media ที่น่าสนใจอยู่เยอะเหมือนกัน เรื่องนี้อัพขึ้นไว้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2551 ผมว่าเป็นเรื่องที่น่าจะหยิบยกมาพูดคุยกันในระดับหนึ่ง ก็เลยเอามาแบ่งปันกันครับ 😀

คาดว่าหลายๆคนที่เข้ามาอ่าน blog ของพวกผม น่าจะจะเคยได้ยินเรื่องของ PodCast กันมาแล้วนะครับ (ไม่มากก็น้อย) ผมขออธิบายง่ายๆสั้นๆเผื่อผู้ที่ยังไม่รู้สักนิดนึงละกันนะครับ

PodCast เป็นคำที่มีส่วนผสมมาจากคำว่า iPod + Broadcast ครับ ดังนั้นแปลตามความหมายง่ายๆของมันก็คือ รายการวิทยุที่ไว้ฟังใน iPod ครับ ทาง Apple เปิดโอกาสให้ผู้สนใจจัดทำรายการแล้วอัพโหลดขึ้นไปไว้ใน website เพื่อให้คนอื่นๆโหลดไปฟังกันครับ (รายละเอียดเพิ่มเติมลองหาอ่านดูใน wikipedia ได้ครับ 😀 )

 

แล้วมันจะเกี่ยวข้องกับการตลาดได้อย่างไร? 

มาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ ในบทความกล่าวถึงการใช้งาน PodCast ที่สร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจมากๆของ Christopher S. Penn เจ้าของ website Financiallaidpodcast ซึ่งภายใน web นี้ Penn จะทำการสร้าง PodCast เรื่องราวเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้านการเงิน ซึ่ง Penn ทำเงินได้หลายล้านเหรียญ จาก web นี้

ในการลงทุนสำหรับองค์กรของคุณ มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย

คอมพิวเตอร์สมรรถณะกลางๆสักตัว
อุปกรณ์บันทึกเสียงที่ดีๆสัก 1 ชุด
ข้อมูลที่น่าสนใจ ที่คุณอยากส่งให้ลูกค้าของคุณ

เท่านี้แหละครับ ที่เราต้องการ!!!

ผมมองว่ามันเป็นช่องทางที่เจ๋งมากๆ สำหรับการใช้ new media อันนี้ ในประเทศที่มีการพัฒนาด้านไอที กันอย่างทั่วถึง …แต่สำหรับประเทศไทยของเราที่การมีไอพอดในครอบครองยังเป็นสิทธิ์ของคนจำนวนไม่มากนัก มันเลยอาจจะไม่ได้สร้าง buzz ให้เห็นได้อย่างทันตา แต่เชื่อว่าเร็วๆนี้เราน่าจะได้เห็น PodCast จากคนไทยเราเพิ่มมากขึ้นเป็นแน่แท้

จากบทความเรื่อง Podcasting for Business – Are Your Customers Worth It?

Make a BUZZ, Create Community, bLog it ตอนที่ 3

ผมติดค้างเรื่องราวเอาไว้จากตอนที่ 2 อยู่หลายเรื่องเลย จริงๆตั้งใจว่าจะพยายามเขียนให้จบในตอนเดียว แต่กลัวว่าข้อมูลที่มอบให้ทุกๆท่านจะน้อยเกินไป จะทำให้ไม่ได้เห็นภาพอย่างชัดเจน ก็เลยขอดึงออกมาอีกสักหลายๆตอนดีกว่า จะได้ลงรายละเอียดกันได้อย่างเต็มเนื้อหน่อย

คราวที่แล้วผมพูดถึงเรื่องของ Maslow’s Hierarchy of Need ค้างเอาไว้ แล้วก่อนปิดท้ายผมก็ผูกเรื่องเอาไว้กับ มุมมองใหม่ของ IT Hierarchy of Need

ทั้งสองอย่างมันมีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่หนึ่งอย่างใหญ่ๆก็คือ ความต้องการของคนครับ ผมขอขับเรือออกทะเลไปสักนิดหนึ่งก่อนจะวกเข้าท่านะครับ

เริ่มต้นเรามาลองคิดกันตามหลัก จิตวิทยาสังคม (Social Psychological) นะครับ จิตวิทยาสังคมเป็นการศึกษาถึง "พฤติกรรมของบุคคลให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งจะต้องทราบถึงพื้นฐานทั้งตัวบุคคล สังคมและวัฒนธรรม การศึกษาพฤติกรรมของบุคคลมีทั้งทางด้านจิตวิทยาสังคม พฤติกรรมสังคม และการศึกษานั้นจะมีประโยชน์ช่วยให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างมีความสุข และ ศึกษาถึงขบวนการสังคมประกิต เป็นขบวนการเรียนรู้แบบแผนพฤติกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลทุกเพศทุกวัย อันเนื่องมาจากบุคคลได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสังคม บุคคลเกิดการเรียนรู้ที่จะประพฤติปฏิบัติตนเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น"

หรือ สรุปโดยง่ายก็คือ "คนเราต้องอยู่กันเป็นกลุ่ม และมีปฏิสังคมกันกับคนอื่นๆในกลุ่ม เพื่อจะแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน"

ทีนี้ในปัจจุบัน โลกเริ่มมีการเปลี่ยนไป รูปแบบของการสื่อสารก็มีการเปลี่ยนแปลงไป Median ที่มนุษย์ไว้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันก็มีการเปลี่ยนไปตาม จากเดิมที่เคยต้องจับกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสื่อสาร มนุษย์ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยตัวเองผ่านช่องทางของ internet

นึกภาพตามนะครับ เมื่อสักยี่สิบปีที่แล้ว แกงค์แม่บ้านต้องนัดประชุมกันที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบเรื่องของแม่บ้านแกงค์อื่นๆ (บางครั้งก็แอบซุบซิบแม่บ้านในแกงค์เดียวกันประปราย) ซุบซิบเรื่องดารา ซุบซิบข่าวลือต่างๆ แต่แม่บ้านปี 2008 ไม่จำเป็นต้องออกไปที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบอีกแล้ว เพราะพวกเขาสามารถ online chat กับแม่บ้านคนอื่นๆได้ และก็สามารถไปอ่านคอลัมน์บีบสิวหัวช้างของซ้อเจ็ดเพื่ออัพเดทข่าวคราว (คาว) ดาราและเรื่องฉาวๆได้อีกพะเรอเกวียน

การรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลของมนุษย์จึงลดบทบาททางสังคมลง ขั้นตอนการรับรู้และเข้าสังคมจึงเปลี่ยนไปจากรูปด้านบน เพราะปัจจุบันคนเราสามารถเสพย์ข้อมูลได้ด้วยช่องทางอื่นๆมากมายนอกจากการพบปะพูดคุยกันตัวต่อตัวเหมือนเมื่อก่อน

ซึ่งส่งผลให้คนเรามีแนวโน้มที่จะอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น!!!

แนวคิดที่สนับสนุน รูปแบบ จิตวิทยาสังคม ในยุคปัจจุบันนี้ได้แก่ แนวคิดแบบ "ยุคหลังสมัยใหม่" (Post-Modern) ผมข้อตัดตอนแนงคิดบางส่วนมาจาก www.artgazine.com ซึ่งกล่าวไว้เกี่ยวกับสังคมปัจจุบันดังนี้

สังคมหลังยุคสมัยใหม่
ยุคหลังสมัยใหม่กำลังก้าวเข้ามาแทนที่ยุคสมัยใหม่อย่างท้าทาย ด้วยนัยแห่งการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม อาทิ จันทนี เจริญศรี กล่าวว่า (2544 : 1)
– ลักษณะทางเศรษฐกิจที่ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมมวลชน (mass consumerism) ความเป็นยุคทุนนิยมตอนปลาย (late capitalism) ( Bell, 1976)
– ลักษณะการผลิตเป็นแบบหลังอุตสาหกรรม (post-industrial) ความเป็นสังคมข่าวสาร สังคมที่ประกอบขึ้นจากการจำลอง (simulation) (Bogard ,1992)
– ลักษณะล้ำความจริง (hyperreality) การยุบตัว (implosion) รวมถึงรูปแบบใหม่ทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรม เป็นยุคที่สื่ออีเลคโทรนิคส์ซึ่งสามารถตัดข้ามผ่านพื้นที่ทางกายภาพจะเข้ามาแทนที่ "ชุมชน" อันจะทำให้แนวคิดเรื่องสังคมจะกลายเป็นเพียงภาพลวงตา (Bogard, 1992)

ดังนั้น เมื่อคนเราสูญเสียสภาพทางสังคมจริงลงไปเรื่อยๆ แต่ความต้องการที่จะได้รับการยอมรับยังคงมีอยู่ ความต้องการให้คนยอมรับนั้นจึงไปปรากฎอยู่บนสังคมเสมือน ซึ่งก็คือโลกของ New Media พวก web board, chat room และ blog นั่นเอง

ย้อนกลับไปดูในตอนที่แล้วนะครับ Internet Hierarchy of Needs Theory จุดสูงสุดที่คนในยุคปัจจุบันนี้ต้องการก็คือ การได้รับการยอมรับในโลกเสมือนเหล่านี้

กลับมามองในแง่ของนักการตลาด (กลับท่าแล้วนะครับ)

เราจะทำอย่างไรให้กลุ่มคนที่ต้องการการตอบรับสูงสุด ได้รับการตอบรับที่ดีที่สุด?

ฝากไว้คิดกันครับ ตอนหน้าเราจะมาพูดคุยกันต่อ

ปล.เพื่อการเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้นเกี่ยวกับแนวคิด Post-Modern ลองหา Lost in translation (เอาแค่อารมณ์เหงาๆนะครับ) มาดูและหานิยายของ Haruki Murakami มาอ่านนะครับ