Archive for November, 2006

November Rain

มันตกลงมาแบบที่ผมไม่ทันได้รู้ตัว มันตกลงมาอย่างหนัก…
 
ฟ้าที่มืดอย่างฉับพลัน ม่านน้ำที่ทอดยาวลงมา มวลฝนปริมาณมหาศาลสาดกระทบพื้นดินอย่างรุนแรงกลายเป็นเสียงจั๊กๆอยู่รอบตัวผม ผมนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง มองสายฝนที่ร่วงหล่นลงมาอย่างเลื่อนลอย
 
นี่เป็นเดือนพฤศจิกายนแล้วนี่ …ทำไมฝนหอบนี้ถึงยังคงทำหน้าที่ของตนเองอยู่ ทั้งๆที่มันผิดฤดู
 
…มันคงเป็นกฎเกณฑ์แห่งความบังเอิญบางอย่างของโลก
 
ที่ชอบทำให้ของบางอย่าง เข้ามาในช่วงเวลาที่ผิด
ที่ชอบทำให้ความรู้สึกบางอย่าง เข้ามาในช่วงที่ไม่ควร
ที่ชอบทำให้มนุษย์ตัวเล็กๆ …ลังเล
 
…ที่ทำให้ฝนตกผิดฤดู
 
หลายปีที่ผ่านมา ที่ผมได้รู้จักกับเธอ…
เราเจอกันในโอกาสที่ผิด และในเวลาที่ไม่ถูกต้อง
 
วันที่เราเจอกันวันนั้น วันที่เราได้สบตากันครั้งแรก ผมยังจำได้ดี วันนั้นผมมีใครคนหนึ่งอยู่ข้างกายถึงแม้ว่าตอนนั้นผมอาจจะอยู่ในช่วงที่สงสัยในความสัมพันธ์ที่ผมมีอยู่ แต่ด้วยความที่ผมเป็นผม ผมไม่กล้าที่จะทำอะไรที่มันมากเกินไปกับความรู้สึกครั้งใหม่ ผมจึงพยายามหยุดที่จะคิดอะไร… ทั้งที่ไม่ได้อยากหยุดคิด
 
…แต่ผมก็เลือกที่จะหยุดความรู้สึกครั้งนั้นไว้ไม่ให้มันเติบโต
 
ไม่นานหลังจากครั้งแรกที่เราพบกัน ผมอยู่ในสถานะที่สามารถจะเริ่มรักใหม่ได้อีกครั้ง เพราะเส้นทางครั้งเก่าของผมมันเกิดตีบตันจนคน 2 คนไม่สามารถเดินไปพร้อมๆกันได้ ผมเริ่มหันกลับมามองความรู้สึกครั้งใหม่ครั้งนั้นที่เกิดกับเธอ ผมอยากที่จะเริ่มสานต่อความรู้สึกนั้น แต่เรื่องราวทุกๆอย่างในโลกใบนี้ มันไม่สามารถเป็นไปได้ทุกๆอย่างตามที่เราอยากให้เป็น เรื่องจริงไม่ใช่ละครที่ตอนจบพระเอกจะได้ทุกอย่างสมหวังพร้อมกับฉากที่พระเอกมายอมรับว่าตัวเองเป็นร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา เพราะความเป็นจริงมันมีแง่มุมที่โหดร้ายกว่าในละคร เหตุผลที่เธอไม่ได้แสดงออกอะไรมากมายในวันนั้น ก็เพราะ… เธอก็มีใครบางคนของเธออยู่
 
วันที่ผมได้รู้เรื่องราว ผมก็ยอมรับเรื่องราวทุกๆอย่าง ผมยอมรับอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ เพราะผมรู้ว่าผมทำอะไรไม่ได้ และความรักของผมไม่ใช่การแย่งชิง ความรู้สึกนั้นก็ยังคงถูกวางเอาไว้อยู่ที่เดิม มุมเดิมในใจของผม
 
หลายปีผ่านไป เราไม่เคยห่างกัน ผมยังคงรับรู้เรื่องราวต่างๆของเธอ หลายครั้งผมแสดงอะไรออกไปมากเกินกว่าที่ควรจะทำ แต่ผมก็กลัวที่จะทำให้เธอรู้ว่าผมรู้สึกอย่างไร ผมไม่อยากให้ความสนิทสนมของเราถูกเปลี่ยนแปลง ไม่กล้าเดินต่อ และไม่กล้าที่จะหยุดหรือถอยหลัง…
 
ผมตัดสินใจที่จะทำให้สถานะของเราชัดเจนขึ้น สถานะที่เป็นได้แค่คนสนิท ไม่ใช่คนรัก…
 
ผมเลือกที่จะเล่าถึงคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผมให้เธอฟัง
ผมเลือกที่จะเปิดเผยด้านบางด้าน ที่อาจจะไม่น่าให้เธอรู้ให้เธอได้ทราบ
…ผมคิดว่ามันดี
 
วันเวลาผ่านไปๆ ผมเห็นเธอร้องไห้ ผมเข้าไปปลอบเธอ เธอบอกกับผมว่า เธอเลิกกับผู้ชายคนนั้นของเธอแล้ว เธอมองผมเหมือนว่านี่อาจจะเป็นโอกาสแห่งการเริ่มต้นของเรา…
 
ม่านน้ำใสๆที่ไหลปิดตาเธอมันก็เหมือนฝนที่ตกผิดฤดู
มันเหมือนฝนที่ตกในเดือนพฤศจิกายน
 
เธอใช้เวลารักษาหัวใจอยู่พักใหญ่ เราได้พูดคุยกัน
 
…เธอถามผมในวันหนึ่ง ว่าผมมีใครอยู่มั้ยตอนนั้น ผมไม่กล้าตอบเธอ เพราะความสัมพันธ์อีกครั้งที่ผมเริ่มมันไปกับใครอีกคนกำลังจะสุกงอม ผมบอกเธอไป ว่าผมมีใครอีกคนอยู่ ดูเธอเสียใจ
 
…ฝนมันตกผิดฤดู
 
เธอเลือกที่จะหยุดอยู่ที่เดิม และผมก็จำใจที่จะหยุดอยู่ที่เดิม
 
หน้าฝนยังผ่านไปอีกหลายฤดู เรายังคงสนิทสนมกันอยู่เหมือนเดิม ไม่น้อยลง …แต่ก็ไม่มากขึ้น
 
วันหนึ่งเส้นทางของผมก็ต้องจบลงอีกครา ครั้งนี้ผมเจ็บหนัก เจ็บจนแทบที่จะเดินต่อไม่ได้ เธออยู่ตรงนั้นช่วยผมให้ผ่านพ้นช่วงนั้นไปได้ ผมไม่รู้ว่าเธอรู้ตัวมั้ย ว่าเธอคือคนที่ช่วยผมให้ผ่านพ้นวิโยคครั้งนั้นมาได้…
 
ผมกลับไม่กล้าที่จะตอบรับความรู้สึกดีๆครั้งนั้น ผมรู้ว่าเธอมีใครอีกหลายคนเข้ามา คนที่น่าจะทำให้เธอมีความสุขได้อย่างมากมาย…
 
ผมหลีกหนีโอกาสที่อาจจะเป็นเธอส่งเข้ามาในชีวิตของผม ผมเลือกที่จะรักษาความสัมพันธ์รูปแบบเดิมๆของเราเอาไว้ ผมหนีอย่างกลัวๆอีกครั้ง จนผมได้พบใครอีกคนในวันนี้ ผมได้ยินจากเธอหลังจากที่ผมได้บอกเธอว่าผมพบใครคนใหม่ เธอบอกว่าเธอก็กำลังจะเริ่มเส้นทางสายใหม่ของเธอเช่นกัน ผมแอบใจหายเล็กๆ แต่ผมเลือกแล้วนี่ที่จะคงสถานะระหว่างเราไว้แค่ไหน ผมหลีกหนีออกมาเอง…
 
ผมยังนั่งมองฝนที่ตกอยู่นอกหน้าต่าง
แล้วก็คิดถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาในชีวิตของผม และ
 
…ฝนที่ตกในเดือนพฤศจิกายน
 

 

พี่ครับอย่าทำผมเลย

พี่ครับอย่าทำผมเลย
 
เป็นประโยคสุดท้ายที่ผมจำได้
เป็นประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยิน…
 
7.30 น. สภาพร่างที่ถูกรุมซ้อมยับถูกพบที่กลางซอยโดยพนักงานออฟฟิซที่กำลังเร่งรีบเดินทางไปทำงาน ชายหนุ่มเลือดโทรมกายถูกรับตัวขึ้นรถพยาบาลไปอย่างเร่งด่วน ระหว่างทาง ร้อยเวรนั่งประกบร่างของหนุ่มเคราะห์ร้ายเพื่อคอยติดตามดูสถานการณ์ เพื่อว่าชายหนุ่มจะพอมีสติตื่นมาให้การอะไรได้บ้าง
 
7.33 น. ร้อยเวรวิทยุเรียก สน.เพื่อรายงานสถานการณ์ให้ทาง สน. ทราบ
"เรียก สน. เรียก สน. "
"รับทราบเปลี่ยน"
"ผมอยู่กับเจ้าทุกข์บนรถพยาบาลแล้วครับ หวังว่าเจ้าทุกข์จะได้สติเร็วๆนี้ครับ แล้วผมจะติดต่อกลับไป…" 
"รับทราบเปลี่ยน"
 
ร้อยเวรมองสภาพร่างกายที่โทรมยับของเจ้าทุกข์ พลางเวทนาในใจ สมัยนี้คนกินเหล้า เมา แล้วก็มีเรื่องกันเป็นประจำ อย่างรายนี้ก็คงจะเป็นเพราะว่าเมื่อคืนคงไปหาเรื่องใครเข้า อาจจะไปเหยียบตีนใคร หรือว่าอาจตอบคำถามไม่ได้ว่าใครเป็นพ่อใคร ใครเป็นลูกใคร รู้เพียงผลลัพท์น่าเศร้าที่เห็นอยู่ตรงนี้ ร่างกายที่โทรมยับ เลือดอาบจนแทบดูหน้าไม่ออก
 
รถพยาบาลวิ่งไปได้อย่างเร็วที่สุดเท่าที่มันสามารถแล่นไปได้ ท่ามกลางการจราจรที่คับคั่งไม่เว้นวันหยุดราชการของเมืองแห่งนี้ วันไหนๆไม่ต้องสนใจ เพราะว่าติดเหมือนๆกันหมด ไซเรนเป็นเครื่องเสียงสัญญาณแสดงความน่ารำคาญ และหนวกหู มันไม่ได้ทำประโยชน์ในการช่วยขอทางแก่รถพยาบาลแต่อย่างใด…
 
เสียเลือดมาก… เป็นประโยคที่บุรุษพยาบาลหันมาพูดกับร้อยเวร
 
"อาจจะไม่รอดนะผมว่า… จ่าเตรียมติดต่อครอบครัวเขาหน่อยดีกว่า"
 
7.48 น. เจ้าทุกข์เริ่มมีสติขึ้นมาบ้าง เหมือนพยายามจะพูดอะไร แต่ก็เป็นแต่เสียงอู้อี้ที่ลอดออกมา ฟังไม่ได้ความ ร้อยเวรพยายามเต็มที่ที่จะฟังข้อความที่ชายหนุ่มเคราะห์ร้ายพยายามจะสื่อ มันอาจจะเป็นเบาะแสสาวไปถึงตัวการที่ทำร้ายเขาได้ มันอาจจะเป็นคำสั่งเสียสุดท้ายที่ชายหนุ่มเคราะห์ร้ายพยายามสื่อออกมา หรือมันอาจจะเป็นเพียงแค่สัญชาติญาณการมีชีวิตของมนุษย์ที่ดิ้นรนออกมาในช่วงท้ายของชีวิต… ไม่มีใครรู้
 
ภาพเลือนลางผุดขึ้นในส่วนลึกของชายหนุ่ม เขาขยับตัวไม่ได้ แต่เหมือนว่าตัวเขากำลังลอยขึ้นๆ
 
…ครู่เดียวเขาเห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล นอนจมกองเลือดอยู่ตรงหน้าเขา ร่างกายของเขาเอง มีบุรุษพยาบาลพยายามฉีดยาอะไรเข้าไปที่ร่างกายของเขา ปากก็ร้องโวยวาย ตำรวจที่นั่งอยู่ข้างๆตรงนั้นก็ตะโกนโหวกเหวกใส่วิทยุสื่อสารในมือไม่ยอมหยุด…
 
แปลก เขาไม่เคยสงบอย่างนี้มาก่อนในชีวิต หรือว่านี่จะเป็นเพราะว่าเขากำลังจะเดินทางไปสู่ดินแดนที่เขาจะไม่มีวันกลับมาได้… เขาคิด เขาเหมือนกับว่าทำใจยอมรับเหตุการณ์ทั้งหมดได้โดยง่าย
 
…แต่พอเริ่มคิดถึงพ่อ และ แม่ ความรู้สึกแน่นๆล้นๆบางอย่างก็มาจุกๆอยู่ที่คอ ความสงบที่พึ่งค้นพบมันกำลังจางหายไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่สงบอีกต่อไป… เขาตะโกนโวยวายตะคอกบุรุษพยาบาลที่พยายามจะเอาอะไรฉีดเข้าไปในแขนเขา เขาพยายามที่จะลากดึงร่างกายของตัวเขาเองให้ลุกขึ้นมา เขาคว้าได้แต่ความว่างเปล่า เขาทำอะไรไม่ถูก
 
วิญญาณ…
 
เขาเหลือแต่วิญญาณแล้วตอนนี้
 
เขาเริ่มมีน้ำอุ่นๆไหลลงมาอาบแก้มทั้ง 2 ข้าง เขาพยายามที่จะหยุดสั่น เขากอดตัวเองแน่น รู้สึกตัวอีกที เขาหลุดลอยออกมาจากรถพยาบาลตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขามองไปรอบข้างเขา นี่มันเป็นที่ไหน เขาไม่เคยเห็นทิวทัศน์แบบนี้มาก่อน มันไม่สวยแต่เขาไม่อาจจะไม่มอง แต่ทุกครั้งที่เหลือบมอง ก็เหมือนว่าวิญญาณของเขาจะแตกสลายไปด้วย เขาเริ่มกรีดร้องโวยวาย
 
แรงกระชากที่มาจากด้านหลังคอของเขาดึงเขาล้มลง เขาถูกลากไปด้วยโซ่เส้นใหญ่ที่ถูกดึงด้วยแรงมหาศาลจนกระทั่งหลังของเขาปวดแสบปวดร้อนไปหมด
 
…เขาถูกลากไปเป็นเวลานานเท่าไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมันแทบทำให้เขาอยากตาย แต่เขาตายแล้วรึเปล่า เพราะเขาเห็นวิญญาณของตัวเองและร่างกายแยกออกจากกัน เขาถูกกระแทกให้หยุดลงที่หน้าจอทีวีจอใหญ่จอหนึ่ง มันใหญ่โตสูงเกินหัวของเขาไปได้เกือบเท่าตัว และกว้างกว่าตัวเขานอนเรียงกัน 3 ช่วงตัว เขาเอามือกุมหัวและลุกขึ้นยืนอย่างงงงวย
 
อยู่ๆทีวีนั้นก็เปิดตัวเอง แสงสีฟ้าจ้าฉายออกมาจากหน้าจอนั้น
 
แสงของจอทีวีนั้นแสบตาจนเขาต้องหยีตามอง ไม่ช้าตัวหนังสือที่ขีดเขียนไว้เป็นภาษาไทยก็ลอยขึ้นมาที่หน้าจอว่างเปล่านั้น เขาอ่านได้ดังนี้…
 
ยินดีต้อนรับท่านเข้าสู่ระบบย้อนดูเหตุการณ์ช่วงชีวิตของท่าน… มันจางหายไปพร้อมประโยคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
 
ในขณะนี้ ได้เวลาที่ท่านหมดอายุไขลง…
 
…ไม่ว่าจะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ…
 
เราจะทำการฉายภาพในอดีตของท่านให้ท่านดู เพื่อในกรณีที่ว่า
หากท่านถูกพิพากษา ท่านจะได้ไม่สามารถอ้างได้ว่า ท่านไม่ได้ทำ…
 
ยอมรับกดที่ปุ่มตอบรับที่หน้าจอ… หน้าจอปรากฎปุ่มตอบรับขึ้นที่มุมด้านล่างซ้าย พลันตัวหนังสือก็เลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยตัวหนังสือชุดใหม่
 
"หากท่านไม่กดปุ่มตอบรับใดๆ ทางเราจักถือว่าท่านยินยอมที่จะชมภาพอดีตของท่าน… เชิญชมครับ"
 
อะไรวะ เขาสบถ!
 
ไม่ทันที่จะเกิดอารมณ์สับสนใหม่ๆ ภาพในหน้าจอก็เริ่มฉายเข้ามา เป็นช่วงเวลาต่างๆในชีวิตที่เขาลืมไปแล้วบ้าง ยังไม่เคยลืมบ้าง สลับกันไปมา ไม่ว่าจะเป็นในตอนเด็กๆที่เขาเอาแว่นขยายไปส่องแถวมดที่เดินอยู่บนพื้น เอายาแดงให้แมวกิน เอาประทัดให้คางคกอม หรือเอากาวตราช้างไปหยอดตาหมา มันเคลื่อนไปเรื่อยๆเพื่อแสดงให้เขาเห็นว่าเขาเลวชาติเพียงไร เขาเริ่มแกล้งตั้งแต่สัตว์ตัวเล็กๆที่ไม่มีทางสู้ จนโตขึ้นๆ พอตัวเขาโตขึ้น สิ่งที่เขารังแกได้ก็เริ่มขยายขนาดตามไปด้วย จนกระทั่งเขาเริ่มรังแก …มนุษย์ ตอน 8 ขวบเขาจำได้แม่น เขาแกล้งเด็กรุ่นน้องคนแรก โดยการบังคับให้รุ่นน้องไปกินขี้หมา …ตอนนั้นเด็กคนนั้นร้องไห้พร้อมกับกล่าวว่า "พี่ครับอย่าทำผมเลย" เขาไม่ฟัง ท่ามกลางน้ำตาที่ไหลอาบเปื้อนแก้มของรุ่นน้องของเขา เขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขใจ เขาเห็นภาพที่ฉายในจอทีวีอย่างพะอืดพะอม คล้ายๆกับว่าในปากของเขามีรสชาติอะไรบางอย่างปนอยู่ด้วย เขาพยายามจะอ้วกมันออกมา แต่ปากของเขาเหมือนถูกอะไรปิดอยู่แน่นจนอ้าไม่ออก หัวเขาก็เหมือนกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากเอาไว้ไม่ให้เบือนหน้าหนีจากจอทีวีนั้น
 
ภาพในทีวียังคงฉายวนเวียนไปมาอย่างไม่รู้จบ 
 
ตอนอายุ 12 ที่เอาตะปูไปใส่ในรองเท้าเพื่อน
 
ตอนอายุ 15 เอาหมาใส่ถุงแล้งถ่วงน้ำ
 
ตอนอายุ 19 ต่อยตีกับชาวบ้าน ขับรถกวนเมือง ติดยา ข่มขืนผู้หญิง ลักขโมย ฯลฯ
 
ตอนอายุ 23 …
 
ทุกอย่างยังคงชัดติดตาเขา วันเกิดอายุ 23 ปี ที่ร้านประจำที่เขาเคยไป เขาและเพื่อนเลวๆของเขาทั้งฝูง กำลังฉลองกันอย่างออกรสชาติ เหล้าที่เพิ่มจำนวนตามเข็มนาฬิกาที่เคลื่อนคล้อย ระดับสติสัมปะชัญญะที่เขม็งเกร็งแทบขาด… และกลุ่มชายหนุ่มหน้าจืดๆอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่โต๊ะตรงข้าม เขายังจำได้ดีถึงบทสนทนาที่เขากล่าวกับเพื่อนๆถึงโต๊ะตัวนั้น "หน้าจืดๆ แต่หญิงที่มาแม่งแจ่มว่ะ" เขาเรียกเสียงเฮฮาได้เสมอท่ามกลางเพื่อนๆของเขา ยิ่งเมายิ่งตลก นี่คือสิ่งที่เขาแสนจะภูมิใจเกี่ยวกับตัวเอง ท่ามกลางเสียงยุยงของเพื่อนเหี้ยๆ เขารวบรวมความกล้าในเวลาเสี้ยวอึดใจ เดินเข้าไปก๋าที่โต๊ะตัวนั้นทันที เพื่อนๆของเขาเฮฮากันลั่น!
 
"น้องสาวมากับพวกหน้าจืดแบบนี้จะไปหนุกอะไร ไปทางนู้นโต๊ะพี่ดีกว่า มันส์กว่าเยอะ"
 
"พี่ครับพี่เมาแล้ว พี่กลับไปโต๊ะพี่ดีกว่า" ชายหนุ่มหน้าจืดคนนั้นยกมือไหว้เขาพลางกล่าวห้าม
 
"ไอ้เหี้ย มึงเสือกไปแล้วนะ กูไม่ได้ชวนมึง ไป!" เขาตวาดพลางเงื้อหมัดขึ้น
 
ชายหนุ่มคนเดิมไหว้เขาอีกที "พี่ครับคุยกันดีๆดีกว่านะครับ กลับโต๊ะพี่เถอะ"
 
"ไม่สนโว้ยไอ้จืด!!! เอาตีนไปแดก" เขายกขาขึ้นสูงพร้อมเตะ พลันถลาล้มลงอย่างงงวย
 
"พี่ครับผมเตือนพี่แล้วนะครับ ว่าอย่าทำผมเลย …ผมไม่อยากให้พี่ตายเหมือนหมาน่ะครับ" เสียงปืนดังขึ้น 6 นัดถ้วน เขาจำได้ว่าเขากลัวจนเยี่ยวราดเลอะเทอะ ความก๋าเขาหดหายไปพร้อมกับเยี่ยวที่ไหนนอง… เขากลัวจับใจ รีบคลานกลับไปที่โต๊ะของเขา เพียงแค่พลิกตัวกลับไปเขาก็เห็นเพื่อนสนิทเขา 3 คน ลงไปนอนกุมท้องอยู่ที่พื้น คราวนี้ไม่มีเสียงเฮแล้ว มีแต่เสียงกรี๊ดกร๊าดลั่นร้าน เพื่อนเขาที่ยืนเย้วๆอยู่ตรงนั้นถูกยิง ชายหนุ่มหน้าจืดๆหันไปมองเพื่อนของมันแล้วถามว่า "เหี้ย มึงยิงไปทำไมวะ หมาทั้งนั้น เปลืองกระสุน" เพื่อนเขาทำหน้าเจื่อน กูไม่รู้นี่เห็นมันถือขวดเดินเข้ามา โต๊ะของไอ้หน้าจืดหัวเราะกันเกรียว "แล้วมึงจะเอาไงกับไอ้เหี้ยนี่ล่ะ" เพื่อนของไอ้หน้าจืดหันมาถามมัน
 
"ลากไปตื้บดีกว่าว่ะ ยิงไปเปลืองกระสุน!!!"
 
นั่นคือภาพสุดท้ายที่เขาเห็นตอนมีสติ เขาตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ร่างกายที่เหม็นเยี่ยวคลุ้งของเขาถูกลากออกไปหลังร้าน ตีนกี่คู่ก็ไม่รู้กระหน่ำไปทั่วร่างกายของเขา เขานึกถึงพ่อกับแม่ แต่มันสายไป
 
ประโยคสุดท้ายที่เขาได้ยินก็คือ "ก็ผมบอกพี่แล้วนะครับว่า …พี่ครับอย่าทำผมเลย"
 
11.00 น. แม่ของเขาได้รับข่าวเรื่องการตายของลูกชายเธอ…
 
เขาอยากจะร้องไห้แต่ว่าตาไม่ยอมมีน้ำตา เขาได้แต่ยืนมองทีวีเครื่องนั้น มองจนภาพตัดไป…
 
..แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆมืดลงๆ
 
…จนทุกอย่างกลายเป็นสีดำ…