Archive for May, 2008

Make a BUZZ, Create Community, bLog it ตอนที่ 1

ผมมีโอกาสได้ไปพูดคุยกับรุ่นพี่ท่านหนึ่ง (พี่หมี) เมื่อเร็วๆนี้ เกี่ยวกับเรื่องของกิจกรรมที่เราเคยทำผ่านกันมาในช่วงที่เรียนมหาวิยาลัย
ย้อนกลับไปเมื่อสักช่วงปี 2545 ในตอนนั้นผมอยู่ในช่วงรอยต่อในปีการศึกษาของการเป็นนิสิตระดับชั้นปีสาม ขึ้นปีสี่ ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงนั้นผมมีโอกาสเข้าร่วมในการเสนอแผนงานเพื่อจะคัดเลือกนิสิตมาจัดตั้ง บริษัท จำลองจุฬาฯ หรือที่คนโดยทั่วไปจะรู้จักกันในนามของ CBA (Chulalongkorn Business Administration)

ผมและพี่หมีมานั่งคุยกันว่า ในช่วงเวลายี่สิบกว่ารุ่นที่ผ่านมา ถ้าผมนับไม่ผิดรวมรุ่นปีนี้ด้วย น่าจะมีประมาณยี่สิบหกรุ่น องค์ความรู้ทางธุกรกิจ และด้านการบริหารงานองค์กรที่เราถ่ายทอดกันมามันจะมีมากมายถึงขนาดไหนแล้วในวันนี้ ด้วยเวลาที่ผ่านไปๆ เรื่องราวหลายๆเรื่องก็มีการตกหล่นกันไปบ้าง พี่บางคนอาจจำเรื่องนี้ได้ แต่พี่บางคนก็อาจจะจำไม่ได้ จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ว่า จะดีมั้ย? ถ้าเรารวบรวมองค์ความรู้ที่พี่มีให้น้องตามที่พวกเราชาวจุฬาฯถือสืบทอดต่อกันมากว่าแปดสิบปีมาจัดทำออกมาเป็นสื่อในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเข้าถึงคนในวงกว้างได้ง่าย…

…สื่อที่ผมคิดถึงในเวลานั้นก็คือ WebLog หรือที่วัยรุ่นรู้จักกันดีในนาม bLog

เหตุที่ผมนึกถึงช่องทางนี้ในการที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ เพราะว่า

1. ผมคิดว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราอยากจะถ่ายทอด (กลุ่มหลัก – เน้นตามปริมาณ) น่าจะเป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษา ที่เรียนอยู่ในคณะที่เกี่ยวข้องกับด้านธุรกิจ มา scope ลงที่กลุ่มเป้าหมายหลักก่อนก็คงเป็นกลุ่มนิสิตคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ

2. กลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะเข้าถึงในข้อหนึ่ง มี potential ที่จะเข้าถึงช่องทางนี้ได้มากที่สุด ในข้อ 1 เราตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของเราเป็นกลุ่มนิสิต ดังนั้นน่าจะมีอายุอยู่ระหว่าง 18 – 22 ปี จากการสำรวจข้อมูลทางการตลาดของนิตยสาร positioning พบว่ากลุ่มคนไทยที่มี bLog เป็นของตัวเองมีรายละเอียดดังนี้

 

อายุ

คิดเป็น % จากกลุ่มสำรวจ 308 ราย

19 ปีและต่ำกว่า

11%

20 – 25 ปี

35%

26 – 30

30%

31 – 35 ปี

12.6%

36 – 40 ปี

7.5%

41 – 50 ปี

2.6%

51 ปีขึ้นไป

1.1%

จากข้อมูลเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายของเรามีอัตราส่วนรวมกันมากที่สุดซึ่งเท่ากับ 46% ดังนั้นช่องทางนี้ น่าจะเป็นช่องทางที่น่าสนใจ ถ้าเราเลือกที่จะสื่อสารกับคนกลุ่มนี้

Trend ของการตลาดที่แหล่งวิจัยหลายๆแหล่งในเมืองนอกพูดถึงก็คือ New Media แน่นอนสำหรับเมืองไทย สิ่งนี้ก็ได้เข้ามาฟูมฟักตั้งไข่อยู่ในเมืองไทยจนเริ่มสยายปีกออกมาให้เห็นกันแล้ว

bLog คือเครื่องมือของ New Media ตัวหนึ่งที่สำคัญมากๆ ในการบรรยายเรื่องการตลาดในหัวข้อ "On 21st Century Marketing" ซึ่งจัดโดย สมาคมธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เมื่อ 15 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา Dr.Philip Kotler กูรูด้านการตลาดระดับโลก ยังยกตัวอย่างให้เห็นว่า Trend ที่กำลังมาแรงมากๆในศตวรรษนี้ก็คือ Consumer-Generated Media (CGM) หรือ "ช่องทางสื่อสารที่ลูกค้าสร้างเอง"  ซึ่ง CGM ที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิดที่สุดในเวลานี้ คือ bLog และ Social Networking รวมไปถึงกลยุทธ์ที่มีการผสมผสานระหว่างการทำตลาดภาคสนามและเทคโนโลยีอย่าง Word of Mouth (BUZZ)

ด้วยเหตุที่ว่าเครื่องมือสองตัวที่ผมกล่าวไว้ด้านบนเป็นเครื่องมือที่มีตุ้นทุนค่อนข้างต่ำ Learning Curve ไม่สูง และใช้เวลาน้อยในการจัดทำ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าติดตลาด Impact ที่เกิดขึ้นยังแรงมากอีกด้วย (ROI)

มาทำความรู้จักกับคำว่า bLog กัน

อาจจะเป็นการนำมะพร้าวห้าวมาขายสวน แต่ผมอยากพูดถึงความเป็นว่าของ bLog สักนิดนึง เพื่อคนที่ไม่เข้าใจจะได้เข้าใจ คนที่เข้าใจผิดจะได้เปลี่ยนความคิด และคนที่เข้าใจอยู่แล้วจะได้เสริมความรู้ให้แน่นขึ้นไปอีก ก่อนที่เราจะพัฒนาไปถึงเรื่องต่อไป

b – bLog is WebLog, isn’t online Diary : หลายคนเข้าใจว่าการอัพ bLog คือการเขียน ไดอารี่ มันไม่ใช่ครับ Web Log เป็น Web Site ซึ่งมีการเขียนเรื่องอะไรก็ได้ เขียนความรู้ เขียนความไร้สาระ เขียนอะไรก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเขียนว่าวันนี้ไปทำอะไรมา เจอใครมาบ้าง เขาแอบยิ้มให้ชั้นด้วย อะไรเทือกนั้น ลองมองเป็นแบบนี้ครับ bLog คือ Universe ไดอารี่ เป็น set หนึ่งในนั้น

L – lots of type : bLog มีมากมายหลากหลายประเภท แตกแขนงได้มากมาย จากการอ้างอิงใน wikipedia พอจะจำแนกได้ดังตัวอย่างคร่าวๆต่อไปนี้

Personal bLogs เป็นเวปประเภทที่ไว้เขียนเรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัว วันนี้ชั้นไปกินข้าวกับคนนี้มารถไฟเกือบชนกันเพราะอีกคนบอกจะมาหา อะไรแนวๆนั้น โดยมากเจ้าของ bLog แนวนี้จะไม่รู้สึกอะไร แม้ว่าจะไม่มีคนเข้ามาอ่านก็ตาม เพราะเหมือนกับว่าเขาเปลี่ยนจากการเขียนไดอารี่จากหน้ากระดาษ มาเป็นหน้าเวปใน bLog นั่นเอง

Corporate bLogs เป็น bLog ขององค์กร ไว้พูดคุยกับลูกค้า หรือเพื่อ contribute ความรู้ให้กับสังคม (knowledge sharing) เช่นๆ bLog ที่ผมเขียนไว้อีกที่ MAXincube’s BLOG ก็เป็น bLog ที่ทีมงานของบริษัทผมเขียนขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้าน New Media กับผู้สนใจต่างๆ อย่างในเมืองนอกผู้บริหารของ google, GM

By media type คือการเรียก bLog ที่ประกอบไปด้วย Media ต่างๆเป็นหลัก เช่น
     Vlog – bLog ที่ประกอบไปด้วย วีดีโอ เป็นหลัก
     LINKlog – bLog ที่รวบรวมลิงค์ที่นาสนใจต่างๆไว้คล้ายๆ web directory เช่น bLog ที่รวบรวมลิงค์ร้านอาหารน่าสนใจๆ
     PHOTObLog – เป็น bLog ที่เน้นการรวบรวมรูปถ่ายต่างๆไว้ เช่น MULTIPLY
     MOBlog – bLog บนโทรศัพท์มือถือ

o – our new world : Kotler เคยแสดงความคิดเห็นไว้ว่าในปัจจุบันนี้ว่า "คนเราเริ่มไว้วางใจคนอื่น มากกว่าที่จะไว้วางใจตัวเอง" ดังนั้นคนที่เข้ามาเล่น bLog จะมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน คือ ถ้าเป็นแฟน bLog ในเดียวกัน ก็มักจะพูดคุยกันช่วยเหลือกันถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอตัวเป็นๆกันมาก่อน อย่างตัวผมเองในช่วงที่เล่น bLog แรกๆนั้นก็มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนๆพี่ๆน้องๆจากใน bLog หลายคน ซึ่งต่อมาผมก็มีโอกาสได้รู้จักตัวตนของพวกเขาจริงๆ ในงานศพคุณแม่ผม เพื่อนๆพี่ๆใน bLog ก็มาร่วมงานกันหลายคน ผมว่าการเล่น bLog เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เราจะได้รู้จักคนมากขึ้น แต่เราก็ต้องรู้จักที่จะระวังตัวไว้ด้วย เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า คนอีกคนที่นั่งอยู่หลังจอ เขาเป็นใครกันแน่

g – gate way to social network : อย่างที่ผมพูดไปแล้วในตอนต้น bLog เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันของของ New Media กันเลยทีเดียว เมื่อเรามี bLog แล้วโอกาสที่เราจะสร้าง Social Network ได้ก็มีความเป็นไปได้สูงอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วเช่นกัน ทีนี้ๆนักการตลาดก็จะสามารถใส่ขอ้ความต่างๆ เพื่อสร้างกระแส ไลฟ์สไตล์ต่างๆได้อย่างที่ใจนึกกัน!

ในตอนต่อไปเราจะมาดูกันต่อไปว่า bLog จะเกิด BUZZ ได้อย่างไร สำหรับวันนี้ ผมปวดตาแล้ว ขอพักการเขียนไว้เพียงเท่านี้ก่อน สวัสดี…

 

Advertisements

To make a Yummy Products – Marketing Recipe!

เมื่อคืนก่อนผมมีโอกาสได้อ่าน Text marketing ที่เรียนตั้งแต่สมัยอยู่มหาวิทยาลัย (ตอนหนุ่มต้นๆ…แสดงว่าหนังสือยังอินเทรนด์และใหม่อยู่) แล้วก็มานั่งนึกถึงความเปลี่ยนแปลงๆหลายอย่างของหลักการตลาดง่ายๆ ที่ถูกพัฒนาไปตามกาลเวลา เรื่องแรกๆที่เราได้เรียนกันในห้องเรียนการตลาดนั้นก็คือเรื่องของ Marketing Mix (หรือส่วนผสมทางการตลาดถ้าจะว่าเรียกเป็นภาษาไทย)

เนื่องด้วยผมเคยวนเวียนอยู่ในธุรกิจของร้านอาหารเป็นเวลามากกกว่า 4 ปีเต็ม จึงมองเห็นความคล้ายคลึงอะไรบางอย่างระหว่างอาหาร และ การตลาด กล่าวคือ อาหารจานหนึ่งๆจะปรุงให้อร่อยและแตกต่างจากอาหารจานอื่นๆได้ ต้องมีสูตร (Recipe) หรือ ส่วนผสมของอาหาร ที่โดดเด่น ถูกปากลูกค้า และ สร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดให้กับลูกค้า จึงจะทำให้อาหารจานนั้นๆได้รับการยอมรับ และมีความสามารถแข่งขันกับเมนูของร้านอื่นๆได้

การตลาดก็เช่นกัน การที่เราจะโดดเด่นเหนือคู่แข่งได้ (อย่างชัดเจน) เราต้องมีส่วนผสมที่จะทำให้สินค้า หรือ บริการของเรา สนองความต้องการของลูกค้าได้เกินกว่าที่ลูกค้าตั้งเอาไว้ (เปรียบเป็นอาหารก็คือ อร่อยโคตรๆ)

ในที่สุด ช่วงปี 1960 นักการตลาดชาวอเมริกันชื่อ E. Jerome McCarthy จึงได้เสนอความคิดเรื่องส่วนผสมการตลาดขึ้นมา ด้วยความที่แนวคิดนี้สามารถอธิบายให้นักการตลาดเห็นภาพของส่วนผสมทางการตลาดได้อย่างชัดเจน (โคตรๆ) ส่วนผสมทางการตลาดตามทฤษฎีนี้จึงถูกใช้ต่อเนื่องมาจนถึงในยุคปัจจุบัน ส่วนผสมทางการตลาดที่ว่านั่นก็คือ 4Ps นั่นเอง ซึ่ง 4Ps นี้มีองค์ประกอบต่างๆได้แก่ Product Price Place และ Promotion พอพูดถึงแบบนี้แล้ว เชื่อว่าหลายๆคนต้องร้องอ๋อกันขึ้นมา

4Ps เป็นส่วนประกอบที่นักการตลาดยึดถือเป็นหลักสำคัญในการทำตลาดกันอย่างแพร่หลาย ทุกๆการตัดสินใจมักจะมีการนำทฤษฎีนี้มาผนวกร่วมด้วยเสมอ

มาลองดูตัวอย่างแบบรวดเร็วเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับ 4Ps กันดีกว่า

 

 

Product

คือ สินค้าและบริการที่หน่วยธุรกิจผลิดออกมา

Price

คือ ราคาที่หน่วยธุรกิจตั้งขึ้นมาเพื่อจะแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นๆ

Place

คือ ช่องทางที่ลูกค้าจะเข้าถึงสินค้าและบริการของหน่วยธุรกิจได้

Promotion

คือ การส่งเสริมการขาย อันประกอบไปด้วย การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การลดราคา การแถมสินค้า และ ฯลฯ

เรามาลองสังเกตกันดูดีๆ 4Ps จะเป็นส่วนประกอบการตลาดที่มองตัวเราเองเป็นหลัก ก็คือไม่ได้ให้ความสนใจลูกค้าเท่าไรนัก หากเป็นอาหารก็จะป็นอาหารที่เราหยิบๆจับๆเอาแต่สิ่งที่มีในร้านมาประกอบเป็นอาหาร บางครั้งปลาที่จะหมดอายุแล้วก็ถูกนำมาเป็นเมนูพิเศษประจำวัน… เชื่อผมนะครับ เมนูแนะนำประจำวัน อย่าไปสั่งเลย เพราะโดยมากมันจะเอาของที่ใกล้หมดอายุ และไร้ทางเยียวยาแล้วมาเป็นส่วนประกอบหลัก เป็นการ get rid ของออกไปนั่นเอง

ต่อมาๆในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ New marketing สอนให้เรารู้จักที่จะสร้างรูปแบบการตลาดที่เน้นไปที่ลูกค้า ก็คือ “YOU Marketing, not ME Marketing”

เหมือนดังกับอาหารที่ยังมีการพัฒนาขึ้นอยู่เรื่อยๆ มีการใช้ส่วนประกอบแปลกๆ เก๋ๆ มาประยุคต์ให้เข้ากับลูกค้า ดังนั้นการตลาดก็ต้องทำแบบนี้เช่นกัน

แนวความคิดของนักการตลาดจึงเริ่มเปลี่ยนไป…

ME Marketing เป็นแนวคิดของการตลาดยุคเก่าๆ ที่สร้างสรรค์สินค้า และ บริการ ตามที่บริษัทต้องการ

YOU Marketing เป็นแนวคิดของการตลาดยุคใหม่ ที่จะสร้างสรรค์สินค้า และ บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า (มากขึ้น)

ดังนั้น นักการตลาดหลายๆคนจึงคิดที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบของส่วนผสมทางการตลาดขึ้นมาใหม่ เพื่อเน้นการตอบสนองที่ตรงจุดของลูกค้ามากขึ้น นั่นก็คือ “New Marketing Paradigm” 4Cs นั่นเอง

สำหรับ 4Cs นั้นมีนักการตลาดหลายๆท่านคิดค้นส่วนผสมขึ้นมากันอยู่หลายรูปแบบ แต่ผมขอยกของ Don E. Schultz ปรมาจารย์ด้านการตลากและสื่อสารการตลาด ขึ้นมาเปรียบเทียบในที่นี้ครับ (ผมว่าของ Schultz นี่ POP สุดๆ เลยเอามาคุยกัน)

4Cs ของ Schultz มีส่วนประกอบดังนี้ได้แก่ Costomer Cost Convenience และ Communication

Costomer

คือ ลูกค้า เราควรจะผลิตสินค้า และบริการ ที่ลูกค้าของเราสนใจ

Cost

คือ ต้นทุนที่ลูกค้าจะเสียไปเพื่อแลกกับ สินค้า และบริการ ของเรา

Convenience

คือ ความสะดวกสบายที่ลูกค้าจะเข้าถึง สินค้า และบริการ ของเรา

Communication

คือ ช่องทางที่หน่วยธุรกิจของเราจะสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเรา

จะเห็นได้ชัดเจนว่ามุมมองของทฤษฎีทั้ง 2 จะมองกันที่คนละด้านอย่างชัดเจน

4Ps จะมองในแง่ที่ว่า หน่วยธุรกิจของเรา จะได้อะไร จะผลิดอะไรจึงจะคุ้ม จะลดต้นทุนอย่างไร จะทำอย่างไรไม่ให้เหลือของในสต๊อก (แถมๆเข้าไปให้หมดๆ)

4Cs มองในมุมที่ต่างไป เพราะจะให้ความใส่ใจกับลูกค้ามากกว่า เราจะผลิตอะไรเพื่อลูกค้าของเราดี จะใช้ช่องทางไหนที่ลูกค้าจะเข้าถึงสะดวกสบายมากที่สุด ฯลฯ

ลองมาเปรียบเทียบกันดูกับตารางดังข้างล่างนี้ครับ

Product

Costomer

คือ ผลิตสินค้า หรือ บริการ ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า มากกว่าตรงกับความต้องการของเรา (ในโอกาสต่อไปผมจะนำเรื่อง Long Tail Theory มาเล่าสู่กันฟัง)

Price

Cost

คือ ตั้งราคาที่ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าเมื่อซื้อสินค้า หรือ บริการของเรา ไมใช่คิดว่าเราจะต้องกำไรเท่าไรเพียงอย่างเดียว

Place

Convenience

คือ ช่องทางไหนที่เราจะส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้ง่ายที่สุด ไม่ใช่ว่าลูกค้าต้องออกไปหาสินค้าของเรา

Promotion

Communication

คือ เลือกช่องทางที่ดีที่สุด ที่จะเข้าถึงลูกค้าตัวจริงของเราได้มากที่สุด (ไม่ใช่เพียงแค่อยากจัดโปรโมชั่นเพราะอยากจัด)

นี่แหละครับการพัฒนาของส่วนผสมทางการตลาด ในอนาคตข้างหน้านี้ เราอาจจะได้เห็นส่วนผสมใหม่ๆของการตลาดอีกก็เป็นได้

You’ve got to be WOW

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงมากๆ ผมโดนฝนตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เริ่มเป็นหวัดขึ้นมาตะหงิดๆ
ตอนที่นั่งเขียนบล็อกนี้อยู่ก็สั่งน้ำมูกฟืดฟาด
เกี่ยวกับฤดูฝนและการออกกำลังกาย

ผมมีข้อพิสูจน์ง่ายๆว่า การออกกำลังกายทุกๆวัน อาจจะไม่ได้ช่วยให้เราปราศจากโอกาสเป็นหวัดได้อย่างร้อยเปอร์เซนต์
ผมวิ่งบน train mill วันละอย่างต่ำครึ่ง ชม. ออกมาโดนฝน (รสชาติแปลกๆ) ของ กทม. เพียงวันสองวัน ผมก็มีน้ำมูกและเจ็บคอ…

ที่พูดเข้าเรื่องฟิตเนสไม่ได้ตั้งใจที่จะชักนำคำว่า Wow เข้าสู่ฟิตเนสชื่อดังแต่อย่างใด
เพียงแต่เป็นการบ่นเรื่องฝนใน กทม. (ที่มีพิษรุนแรง) ก็เพียงเท่านั้น

วนไปวนมาขอเริ่มเรื่องที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้
ไม่ต้องไป search หากันที่ไหนนะครับ
เพราะคำว่า Wow (ในแง่อขง Marketing) นี่เป็นคำที่ผมและเพื่อนๆที่ทำงานใน Tony Andrew & Co.,Ltd บัญญัติกันขึ้นมา

WOW คืออะไร?

ผมขอให้คำจำกัดความของมันว่า WOW เป็น Factor (ปัจจัย) หนึ่งที่ตะทำให้ผู้บริโภค
สนใจในสินค้า และบริการของเรา
ไม่ว่าสิ่งที่จะ WOW นั้นเป็นปัจจัยอะไรก็ตาม
เพียงแต่มันต้องเป็นในทิศทางที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสิค้า และบริการขององค์กรเรานั่นเอง

เราลองมาดูตัวอย่างง่ายๆของสินค้าที่เราเห็นแล้วเกิด impact ขึ้นมา
จนทำให้เราประทับใจ ต้องพูดถึงมัน อยากแนะนำมันให้คนอื่นรู้จัก และแน่นอนเราต้องอยากทดลองใช้สินค้านั้นๆ ในกรณีที่เรายังไม่เคยลอง

Will it Blend?

จากตัวอย่างที่ผมเคยยกตัวอย่างไปใน บล็อกเก่าๆ Will it Blend? ของ Blendtec เป็นตัวอย่างที่ WOW มากๆตัวอย่างหนึ่ง (แถมยังใช้เงินในการลงทุนที่ต่ำมากๆ) ที่นำเอาอุปกรณ์เครื่องใช้มากมายหลายอย่างตั้งแต่ เพชร ไม้กอล์ฟ iPhone กระทั่งสำรับไพ่ ไปปั่นในเครื่องปั่น เพื่อทดสอบให้เห็นว่า blender ของ Blendtec ทนทาน และปั่นได้ทุกอย่าง ยอดคนที่เข้ามาโหลดดูคลิปใน YouTube ต้องไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคนแล้วแน่ๆ

วิตามินดี เติมสิ่งดีๆให้ชีวิต

ในวันเกิดผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับการ์ดวันเกิดจาก บ.ไทยประกันชีวิต จำกัด เป็นการ์ดวันเกิดที่ผมประทับใจมากๆ ตัวการ์ดเป็นการ์ดสี่สีพิมพ์เคลือบมันอยางดี ความหนาประมาณ 200 แกรม ด้านหน้าเขียนไว้ว่า วิตามินดี เติมสิ่งดีๆให้ชีวิต เปิดมาด้านในก็จะเป็นรูปแคปซูลวิตามินวางเกลื่อนๆอยู่บนพื้นหลงสีขาว แต่ที่ตรงกลางด้านขวามือของการ์ดด้านใน จะมีแถบลูกศรกลมๆเล็กๆอยู่หนึ่งอัน ผมลองไปดึงดูก็ปรากฎว่า แคปซูลส่วนหนึ่งเลื่อนออกจากกัน และภายในก็บรรจุคำอวยพรหลายๆแบบเอาไว้ นี่ก็เป็นการทำ CRM ที่ WOW มากๆเหมือนกัน (มีเวลาจะถ่ายรูปมาให้ดูนะครับ ถ้าไม่ลืมด้วย!)

ถ้าไม่อินเทรนด์จริง…จะเปลี่ยนเหรอ

อย่าง Print Add อันนี้ WOW มากๆครับ
มันเป็นมหาสงครามของสองค่ายน้ำดำในดาวเคราะห์ดวงที่สามในระบบสุริยะจักรวาล

ลองสังเกตุดูครับ ไอ้ตัวกิ้งก่าด้านขวาของรูป
มันกำลังเปลี่ยนตัวเองจากสีน้ำเงินเป็นสีดำ
ซึ่งประจวบเหมาะพอดีกับที่ Pepsi Max เปลี่ยนสีกระป๋องจากสีน้ำเงินเป็นสีดำ

เอ๊ะ ทำไมประจวบเหมาะจัง!

นี่แหละครับกาตลาดที่กัดกันแบบ WOW WOW

ไหนๆพูดถึงเรื่องสงครามน้ำดำกับ Ads WOW WOW
ผมมี TVAds จาก Mexico (ผมเข้าใจว่างั้นนะ) มาฝากครับ
อันนี้เป็น Pepsi กัด Coke ครับ

 
 

ในตัวโฆษณาเราจะเห็นว่าเด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินมากดโค้กจากตู้ครับ
กดๆไป ทำไมกดมาสองกระป๋องก็ไม่ทราบ
มาในช่วงใกล้จบเราก็เห็นว่าเด็กชายมันเอาโค้กสองกระป๋องวางที่พื้นครับ
จากนั้นมันก็ขึ้นไปเหยียบ
เพื่อที่จะกด Pepsi ซึ่งมีปุ่มที่อยู่สูงกว่าโค้กครับ

WOW!!!

มีอีกตัวอย่างครับแต่ลองเข้าไปดูกันเอง PS 3 VS. Wii แต่อันนี้ขอไม่แอดวีดีโอไว้นะครับ ต้องไปดูกันเอง 😀

WOW Corporate figure head!

ผมอยากลองยกตัวอย่างที่ WOW ที่ไม่ได้เป็นเพียง Campaign การตลาดดูบ้าง

รู้จัก Richard Branson กันมั้ยครับ Branson เป็นเจ้าของกลุ่มธุรกิจ Virgin Group ซึ่งมีธุรกิจในเครือมากกว่า 300 รายการ
ตั้งแต่สายการบิน ค่ายเพลง ยันเครื่องสำอางค์ Branson เป็นตัวอย่างของประธานบริษัทที่ WOW มากๆ
เพราะแนวคิดและการแสดงออกของเขา

เขาเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่งเอาไว้เมื่อนานมาแล้วก่อนที่เขาจะก่อตั้งสายการบิน Virgin Airline เขาพูดเอาไว้ว่า "ถ้าคุณอยากจะบินฟรี คุณต้องเปิดสายการบินของคุณเอง" และเขาก็เปิดสายการบินขึ้นมาจริงๆ

นอกจากนั้นเขายังเป็นส่วนร่วมในการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆของเขาเกือบทุกรายการ มีรายการหนึ่งที่เขาโหนตัวลงมาจากตึกด้วยตัวเอง เพื่อเปิดตัวสินค้า แต่ผมจำไม่ได้ว่าสินค้าอะไร เขามีคติเจ๋งๆอยู่สองข้อที่ผมชอบมากๆก็คือ

"A business has to be involving, it has to be fun, and it has to exercise your creative instincts."

"Why watch what others have accomplished? Go out and do something with your life!’"

ตกลงเราจะ WOW ยังไง?

1. หาจุดแข็งของสินค้าหรือบริการของเราออกมาให้ได้
2. ดึงจุดแข็งของสินค้าเรา เอาความคิดสร้างสรรค์มาทาลงไป แล้วนำเสนอด้วยวิธีการที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเราให้ได้มากที่สุด
3. ลองมองในมุมกลับว่าถ้าเราเป็นลูกค้า เราจะ WOW กับสินค้าเหล่านี้ได้ยังไง

ผมให้ข้อสรุปได้สั้นๆแค่สามข้อนะครับ มันดูง่ายๆครับ แต่ทำจริงๆมันยากแสนยากเลยล่ะ
ถ้าทำได้ทุกคน โลกนี้ทุกคนที่ลงทุนทำธุรกิจ …กลายเป็นมหาเศรษฐีไปหมดแล้วล่ะ

น้ำมันไม่ได้แพงอย่างที่เราคิด…

ผมได้อีเมล์ฉบับหนึ่งมาเมื่อไม่กี่นาทีมานี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับราคาของผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่เป็นของเหลว
เป็นตารางเปรียบเทียบราคาของหลายๆสิ่ง
พอดูแล้วพบว่าน้ำมันดิบ ไม่ได้เป็นสินค้าที่แพงแบบน่ากลัวอย่างที่เราคิดเลย
ลองดูกันครับ
 
ในช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันแพงแบบทุกๆวันนี้
ได้เห็นข้อมูลกันแล้ว
คงจะยิ้มออก (ได้) กันทีเดียว
 
 
 

PRODUCT

US$/Barrel

Gasoline

            125.50

Coca Cola

            126.45

Milk

            163.38

Snapple

            237.72

Perrier Natural Mineral Water

            300.61

Tropicana Orange Juice

            307.44

Budweiser Beer

            447.25

Scope Mouthwash

            682.34

Starbucks Venti Latte

            954.24

Ben & Jerry’s Chunky Ice Cream

         1,609.44

Pinot Grigio Wine

         2,117.75

Bertoli Olive Oil

         2,370.71

Jack Daniels Old No. 7 Whiskey

         4,237.63

Tabasco Pepper Sauce

         6,155.52

Visine A.C. Eye Drops

       39,728.64

FLONASE Nasal Spray

     902,304.00

Chanel No.5 Parfume

  1,666,560.00

วันแกล้งน้อง

เวลาหลังการเอ็นท์ทรานซ์และประกาศผล ช่วงโมเมนท์ตึงเครียดเริ่มผ่อนคลาย
ช่วงนั้นเป็นวันเวลาที่โลกใหม่ของพวกเรา คนส่วนน้อยของประเทศ
 
คนที่โชคดี
คนที่เอ็นท์ติด
 
กำลังตื่นตากับสิ่งใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น จริงๆสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นไปแล้วบ้างหลายอย่างอยู่
 
แต่ดูเหมือนว่า มันยังมีสิ่งใหม่ๆ อีกเยอะๆ ที่กำลังจะตามมา
เทศกาลที่เรานึกถึงกันเป็นอย่างมากๆ มากๆ ถึงมากที่สุด
ก็ขมวดเกลียวเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้
"วันรับน้องจุฬาฯ"
 
ตอนนั้น พ่อ แม่ พี่น้อง หลายบ้านที่กำลังร่วมเห่อนิสิตใหม่ ก็ร่วมตื่นเต้นกันไปมากมาย
เชื่อว่าบางบ้าน คุณพ่อคุณแม่นี่ จะตื่นเต้นมากกว่าตัวเด็กๆเป็นแน่
 
ผมจำได้วันที่ประกาศผลเอ็นท์
ตอนที่ผมวางหูโทรศัพท์หลังจากฟังผลเสร็จ
ผมบอกแม่ว่าได้เรียนที่คณะ บัญชี จุฬา
แม่ผมน้ำตาไหลด้วยความดีใจ
ในขณะที่ผม ยังเป็นอารมณ์ดีใจเฉยๆ
 
เด๋วจะไปไกลกว่านี้
เอาเป็นว่าขอกลับเข้ามาสู่ประเด็นหัวข้อบล็อคประจำวันนี้
เรื่องของวันรับน้องดีกว่า เอ่อ วันแกล้งน้องนั่นแหละครับ
แล้วแต่จะเรียกหากันอย่างไร
จำได้ดีว่ามีวันให้ไปรายงานตัวอยู่หลายวัน
แต่วันที่พีคๆนี่ ก็คือวันที่พวกเราจะไปค้างที่มหาลัยครับ
สองคืนสามวันหรรษา
ที่บ้านมีแอร์อยู่ดีๆก็ไม่ชอบ ชอบไปนอนร้อนๆ
ที่บ้านมีเก้าอี้ โซฟา ให้นั่งสบาย อยากลุกมาเต้นท่าหน้าอายทั้งวัน
 
ผ่านมาหลายปี ยังคิดถึงอารมณ์เหล่านั้นจริงๆครับ
เช้าวันนั้นผมจำได้เลย
ผมกับวัด เพื่อนสนิทตั้งแต่ ม.ปลาย
 
ประเดิมชุดนิสิตวันแรกด้วยการแต่งตัวผิด!!!
555 ใช่ครั้บเราใส่กางเกงสีน้ำเงินมากัน
เด่นมาก คนราวสี่พันมีเราสองคนที่ใส่กางเกงผิดสีมา
ด้วยความที่ตอนเช้าของวันรับน้อง
 
นิสิตใหม่ทุกคนต้องใส่ชุดพิธีการครับ
ชุดพิธีการของผู้ชายนี่จะเป็นเสื้อขาว กางเกงขาว
ทีนี้ผมกับวัดก็ได้ข้อมูลมาว่าให้ใส่ชุดนิสิตปกติ
เราก็เลยมั่นใจกันสองคนทั้งมหาวิทยาลัย
 
หล่อซะ!
 
แต่ไม่เป็นไรเด่นซะอย่าง
มันก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว
จบจากการถวายบังคมกลางแดดร้อนระอุของเดือน พค.
พวกเราก็จะถูกแบ่งขายไปสู่บ้านต่างๆที่ทางมหาลัยเตรียมไว้
บ้านต่างๆนี้โดยส่วนมากมันจะเกิดมาจาก
ชมรมต่างๆที่ก่อตั้งขึ้นมาในมหาลัย
และแน่นอนแต่ละบ้านก็จะมีการดึงตัวน้องๆเพื่อไปเสริมสร้างกองทัพ
ให้หย่ายโต และบ้านที่ได้น้องหน้าตาดีๆ สวยๆ ไปกันนี่
ก็มักจะคนเยอะ เพราะฟีโรโมนสาวๆสวยๆมันดึงดูดหนุ่มๆไปกันหมด
คิดดูซิครับอย่างพวกผมโรงเรียนชายล้วน
เห็นสาวๆขาวๆผมยาวๆตาโตๆ
จะเหลือมั้ยล่ะครับ
ไหลละลายกระจายตายไปพร้อมๆกัน
ผมกับวัดก็ไหลๆไปตามนั้นด้วย
จนมาหยุดอยู่ที่บ้านสิบเจ็ดชื่อบ้านแตก
เพราะเข้าใจว่าคนสวยๆอยู่ที่นี่ซะเยอะ
กลับกลายว่ามาถึงเหมือนถูกตีหัวแตก
เพราะก่อนผมมาคนสวยๆถูกดึงไปอยู่บ้านข้างเคียงแล้วครับ
จำได้ถนัดถนี่ บ้านเปรี้ยว คือบ้านที่พรากสาวๆไปจากเรา
(แต่เราก็ยังรักพวกคุณนะ บ้านเปรี้ยว!!!)
บ้านผมนี่ที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้ก็จะมีคุณมะเดี่ยวผู้กำกับดังจากหนังเรื่องรักแห่งสยามครับ
มะเดี่ยวร่างผอมเพรียวอยู่บ้านเดียวกับผมในตอนนั้น
 
กิจกรรมหลักที่เราจะต้องทำมีอยู่สองอย่าง คือ
 
1. จำชื่อเพื่อน ชื่อพี่ จำแม่งเข้าไป จำไม่หวาดไม่ไหว จำอารมณ์ไข่ย้อยได้มั้ยครับ ที่ดากานดำโผล่มาจากใต้สมุดถามว่า "ชื่ออะไรคะ?"
แบบนั้นแหลครับ
 
2. เต้นครับ เต้นมันทั้งวันทั้งคืน เต้นกันทั้งท่ายืน ท่านอน ท่านั่ง เต้นกันระหว่างบ้าน เต้นกันระหว่างเมือง เต้นกันตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น เต้นไปถึงพระอาทิตย์ตก
เต้นท้าทายบ้านอื่นๆ เต้นท่าทุเรศๆ สนุกไม่รู้ลืมจริงๆครับ
 
ไฮไลท์เด็ดๆที่ต้องพูดถึงอย่างแน่นอนก็คือคืนแรกครับ โอ้วสุดยอดมากจอร์จ เพราะเราจะถูกต้อนไปเข้าคิวรอเข้าไปดูคอนเสริต์ในสนามจุ๊บครับ ลองนึกภาพเวลาดูหนังนะครับ นิวยอร์คซิตี้คลับ 54 คนยืนเข้าคิวยาวเหยียด แล้วก็มีการ์ดหน้าตาเข้มๆค่อยส่ายหน้าเวลาเราถามว่า "เข้าได้ยังค้าบพี่ เข้าได้ยังค้าบ!!!"
อารมณ์ประมาณนั้นอ่ะครับ
 
รอกันไปสักชั่วโมง พอได้เข้าไปโอ้โหไม่ผิดหวังครับ เต้นกันฝุ่นกระจาย เหงื่อไคลกระเด็น
อารมณ์เหมือนไปฟูลมูนล่ะครับ แต่เป็น Clean Full Moon ที่ไม่มีสารเสพย์ติดใดๆเท่านั้นเอง
กิจกรรมก็จะวนไปวนมาแบบนี้แหละครับ เต้น กิน เต้น เหล่สาว (หนุ่ม) เต้น กิน เต้น บลาๆๆ
วนเวียนกันไปแบบนี้จนถึงวันกลับครับ
จะมีเบรคอารมณ์หน่อยก็ไอ้คืนที่สองครับ
 
ออกจากเต้นในสนามจุ๊บเสร็จเราก็ถูกพี่ๆฉุดกระชากแถมยังปิดตาเราด้วยให้ไปนั่งๆรวมๆกัน
แล้วก็ร้องเพลงให้เราฟังด้วยเสียงโหยๆหน่อย
นึกดูนะครับ ตีสาม ในจุฬาฝั่งหอกลาง ลมเย็นๆ ตัวเหนียวๆแฉะๆ มือกุมมือเพื่อนอยู่ (จะดีหน่อยสำหรับคนที่ได้มือเพื่อนผู้หญิง)
คลาสสิคขนาดไหน!!!
…………………………………………………………….
กลับมาย้อนๆนึกๆดูไป เวลาก็ผ่านมาระดับทศวรรษแล้ว
มันก็เป็นความประทับใจที่ฝากไว้ในความทรงจำ
ผมว่าสิ่งพวกนี้นี่แหละที่ทำให้มหาลัยของเรารักกัน (รักเด็กอักษรครับ)
สำหรับช่วงนี้ น้องๆที่เป็นผู้โชคดีได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาในรั้วสีชมพูคงใกล้จะมาได้รับประสบการ์ณเหล่านี้นะครับ
ขอให้สนุกกับมันมากๆ และเก็บเป็นประสบการ์ณที่ดีครับ 😀
จากพี่บัณฑิตหัวใจวัยรุ่นคนหนึ่ง!
 

Next Stop, Virtual Reality World

ครั้งที่แล้วผมเคยพูดถึงเรื่องราวของ Virtual Reality เอาไว้ในบทความเรื่อง New Media มาอาทิตย์นี้ผมเลยอยากมาต่อยอดเรื่องราวของโลกเสมือน (Virtual Reality World) นี้อีกสักหน่อย เพราะเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ (ไม่น่าจะเกิน 10 ปี) โลกเสมือนนี้จะมีอิทธิพลในวงกว้างกว่า และเห็นภาพชัดกว่าในปัจจุบันนี้กันแน่ๆ

ย้อนไปสักเมื่อปี 1999 ผมเชื่อว่าหลายๆคนได้เข้าไปดูภาพยนต์เรื่อง The Matrix ของพี่น้องวาชอฟสกี (แลร์รี และ แอนดี) หนังดังที่กวาดรายได้ไปกว่า 460 ล้านเหรียญ (แถมยังมีภาคต่อออกมาอีกสองภาค และ animation ที่เกี่ยวข้องอีก 8 ตอน) และมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ชม ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงงงและสงสัยว่าอะไรคืออะไร และโลกไหนคือโลกจริงกันแน่ ประเด็นเรื่องดูหนังเรื่องนี้มันส์ดี แต่ไม่รู้เรื่องเป็นกระแสที่เราได้ยินกันในวงกว้าง เอาเป็นว่าสิ่งที่ในหนังนำเสนอน่ะครับ นั่นแหละคือตัวอย่างของ VR แบบสมบูรณ์แบบ (ก่อนหน้านี้ก็มีหนังแนวๆนี้แต่อาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักแบบวงกว้างในหมู่คนไทยเช่น Brainstorm (1983) และ Lawnmover Man (1992))

แนวคิด และ จินตนาการเรื่องโลกเสมือนนี่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงยุค 50 ที่มีการพูดถึงเรื่องโรงหนังเสมือนจริง (Experience Theater) แต่มาบูมเป็นชิ้นเป็นอันจริงๆก็ในช่วงยุค 90 ส่วนที่มาของคำว่า VR โดยส่วนมากแล้วจะถูกอ้างไปถึงนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง The Judas Mandala ของ Damien Boderick ซึงเขียนขึ้นในปี 1982

ในนวนิยายหลายเรื่องก็พูดถึงแนวคิดนี้กันเป็นอย่างมาก อย่างในซีรียส์นวนิยายเรื่อง Pendragon ของ D.J. MacHale เล่มที่สี่ ตอน Cyber Bug ก็มีการพูดถึงโลกแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า วีล๊อกซ์ โลกแห่งนี้เป็นโลกที่คนทุกๆคนเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนกันจนหมด จนโลกจริงๆรกร้างเพราะทุกๆคนไม่มีใครอยากอยู่ ระบบเศรษฐกิจก็พังเพราะไม่มีทั้งเกษตรกรจะปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ไม่มีผู้ผลิดสินค้าต่างๆ มองดูอาจจะไกลเกินที่เราคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น แต่รู้มั้ยครับว่าเหตุการณ์ที่คล้ายๆกันนี้ ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่าความรุนแรง และความเสียหายจะยังไม่ได้เทียบเท่ากับที่นวนิยายได้พูดถึง แต่ผลกระทบที่เกิดใน VR แล้วส่งผลมาสู่โลกจริงก็ได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นก็คือการที่กระทรวงพาณิชย์ของอเมริกาต้องขอเข้ามาแทรกแซงการเปิดกิจการธนาคารใน Secondlife เพราะว่าให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในโลกจริง จนเมื่อต้นปี 2008 ที่ผ่านมา ธนาคารที่จะเปิดใน Secondlife นั้นต้องมีการจดทะเบียนที่ตรวจสอบได้ในโลกจริงเท่านั้น

Secondlife หนึ่งในสุดยอดโลก VR ที่ผมพูดถึงไปเมื่อครั้งที่แล้วได้ถือกำเนิดขึ้นมาจาก Linden Labolatory (Linden Lab) ในปี 2003 ด้วยแนวคิดที่ว่าต้องการให้โลกเสมือนมีความใกล้เคียงกับโลกจริงมากที่สุดเท่าท่จะเป็นได้ Linden Lab จึงคิดระบบที่จะทำให้เกิด Demand และ Supply ตามหลักพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์ ที่กล่าวไว้ว่า

“มนุษย์มีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด ทรัพยากรธรรมชาติมีจำนวนจำกัด

เราจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประสิทธิภาพอย่างไรสูงสุด”

ดังนั้นในโลกของ Secondlife จะไม่มีการขยายขนาดพื้นที่ และ Linden Lab ก็ได้ใช้หลัก Demand และ Supply มากำหนดมูลค่าของเงินตราที่ใช้ในโลก Secondlife ที่เรียกว่า Linden Dollar (L$) เช็คราคาได้ที่ LindeX Exchange สำหรับราคาแลกเปลี่ยนประจำวันนี้ 6 พฤษภาคม 2551 อยู่ที่ 1 US$ ต่อ 184 L$

ผู้เล่นใน Secondlife เรียกว่า Residence และมีรูปร่าง หน้าตาของพวกเขาเรียกว่า Avatar (หรือ AV) ซึ่งเราจะสามารถปรับเปลี่ยนให้มีลักษณะเป็นไปตามที่เราต้องการได้ (ผมไปหาข้อมูลเห็นคนไทยเรียก Residence ว่า Avatar เลย แต่ผมขอเรียกตามแหล่งข้อมูลจากเมืองนอกว่า Residence ละกันนะครับ)

ใน Secondlife เราสามารถที่จะเลือกอาชีพได้หลากหลายมากมายตั้งแต่ตำรวจ พ่อค้า เกษตรกร จนถึงโสเภณี ด้วยความที่ Secondlife พยายามที่จะให้โลกเสมือนใกล้เคียงกับโลกจริงมากที่สุด และจำนวนผู้เล่นที่มากมายกว่า 4,600,000 คน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงทำให้ Secondlife กลายเป็นช่องทางทางการตลาดช่องหนึ่งที่นักการตลาดเข้าไปทำการกับผู้บริโภคกันอย่างสนุกสนาน นอกจากนั้นบริษัท และองค์กรต่างๆทั้งใหญ่เล็กทั้งหลายแหล่ก็นึกสนุกหันมาทำกิจกรรมต่างๆกันมากมาย เช่น

– KPMG บ.ยักษ์ใหญ่ด้านการให้บริการด้านคำปรึกษา ได้ทำการเปิดรับสมัครพนักงานโดยผ่านทางช่องทางใน Secondlife ในปี 2007 ที่ผ่านมา

– Kelly Service บ.จัดหางานชื่อดังได้เปิดระบบจัดหางานผ่านทาง Secondlife

– Jay-Z นักร้องเพลง Rap ชื่อดังเคยจัด Virtual Concert ใน Secondlife

– ABAC ทุ่มเงินกว่า 500,000 บาท ซื้อที่ใน Secondlife เพื่อสร้าง Virtual University บนเกาะที่ชื่อว่า Charming และแบ่งห้องต่างๆตามภาควิชา ในอนาคตมีการวางแผนเอาไว้ในนักศึกษาสามารถเข้าไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาได้ใน Secondlife

– SCB ก็ทุ่มเงินเปิดธนาคารเสมือนใน Secondlife

NEC เปิดระบบการสื่อสารให้คุณโทรเข้า ส่ง sms หรือ e-mail หา Residence ใน Secondlife ได้เสมือนจริงโดยผ่านทาง IP

– มีโชว์รูมรถยนต์หลายยี่ห้ออยู่ใน Secondlife แน่นอน Residence ของคุณสามารถซื้อมาขับใน Secondlife ได้ด้วย

I am Legend เปิดโอกาสให้คุณเข้าไปสัมผัสความรู้สึกของผู้ที่เหลือรอดอยู่บนโลกที่มีแต่แวมไพร์ได้ที่ Newyork เสมือนใน Secondlife (กิจกรรมนี้มีขึ้นในช่วงที่โปรโมทหนังเท่านั้น)

CNN และ Reuter ได้เปิดตัวสำนักข่าวอย่างเป็นทางการใน Secondlife และรับสมัครนักข่าวเพื่อทำข่าวสารใน Secondlife

– ฯลฯ

พอจะเห็นภาพโลกเสมือนที่กำลังมีอิทธิต่อโลกจริงในปัจจุบันบ้างหรือยังครับ ในปัจจุบันนี้เครื่องมือที่จะทำให้เกิด VR อย่างสมบูรณ์แบบยังไม่ได้เกิดขึ้นแบบแพร่หลายในวงกว้าง แต่ผมเชื่อว่าในอีกไม่ถึง 10 ปีนี้ โลกเสมือนแบบ secondlife คงไม่หยุดอยู่ที่จอคอมพิวเตอร์แน่ๆครับ แล้วนักการตลาดก็คงต้องพยายามจะแทรกตัวเข้าไปเล่นในโลกเสมือนนี่เป็นแน่แท้

“New Media in New World”

 

 

เกี่ยวกับผู้เขียน

Charlie Pongsangangan

ประวัติการศึกษา : จบการศึกษาจากโรงเรียนราษฎร์แห่งแรกของประเทศไทย “กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” รุ่น 146 ภาควิชา ศิลป์-คำณวน และเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยหลวง (แห่งแรก) ของประเทศไทย “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี รุ่นที่ 60 ภาควิชาการจัดการธุรกิจด้วยระบบสารสนเทศ (Management Information System (MIS)) รุ่นที่ 4 มีโครงการเข้าเรียนระดับปริญญาโทที่คณะเดียวกัน

ประวัติการทำงาน : เคยอยู่บริษัทให้คำปรึกษาและตรวจสอบบัญชีระดับ BIG4 “KPMG” ในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านธุรกิจและไอที จากนั้นได้ผันตัวเองมาทำงานด้านการตลาดที่แสนเริงร่าให้กับบริษัท กินดื่มทูซิท จำกัด บริษัท โทนี่แอนดรูว์แอนด์โค จำกัด มีกิจการทำปาร์ตี้ออกาไนเซอร์เล็กๆกับเพื่อนๆชื่อว่า Bangkokian Party Organizer รับจัดแต่ปาร์ตี้ เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดทำแบรนด์ให้กับบริษัทอื่นๆอีกหลายที่ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง New Media Manager ที่บริษัท Apricotion จำกัด ดูแลเรื่องการทำตลาดและ Branding ให้กับองค์กร และให้คำปรึกษาด้าน E-Solution ให้กับลูกค้า

สัตว์เลี้ยง : มีสุนัขพันธุ์ ไซบีเรี่ยน ฮัสกี้ 3 ตัว โกลเด้น รีทรีฟเวอร์อีก 1 ตัว เม่นแคระ 4 ตัว นกกระตั้วหงอนเหลือง 1 ตัว

หลับตาก็เจอกัน

บางค่ำคืนผมยังตื่นขึ้นมา แล้วคิดว่าเธอยังอยู่…
 
เป็นเวลาเกือบสองเดือนแล้วที่เธอจากไป อะไรๆหลายๆอย่างมันก็มีที่เหมือนเดิม และอีกหลายๆอย่างก็เปลี่ยนไป หลายๆครั้งที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วพบว่าดวงตาเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ภาพเงาลางๆที่เธอเคยอยู่ตรงนั้น มันซ้อนทับกับความเป็นจริง …เสมอ
 
ความทรมาณที่ยากจะเข้าใจ หากไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง
ยามเมื่อความรู้สึกยังคงจมอยู่ตรงนั้น แต่ความเป็นจริงมันไม่มีวันเป็นเหมือนเดิม
 
จานข้าวที่เคยวางไว้สี่ใบ
ก็เหลือเพียงสาม
 
ไฟนิออนบ้านชั้นหนึ่งที่เคยเปิดจนดึกดื่น
ก็ดับมืดตั้งแต่หัวค่ำ
 
เสียงหัวเราะของเธอยังดังก้องอยู่ในหูของผม
มันยากที่จะเชื่อว่าเธอจากไปแล้ว
 
การสูญเสียเป็นสิ่งที่ได้มาพร้อมกับการได้รับ
ไม่มีการได้รับใดๆที่ได้มาฟรีๆ
มันมีราคาค่างวดของมันคือความเสียใจที่ต้องสูญเสีย
เพียงแต่ว่าระยะเวลาเรียกเก็บมัรจะมากมจะน้อยก็เท่านั้นเอง
 
คุณแม่จากไปเป็นเวลาเกือบสองเดือนแล้ว
จากไปในวันที่เรายังไม่ทันตั้งตัว
จากไปในวันทีเรารักเธอที่สุด
 
ถ้าหากจะย้อนเวลาได้
แน่นอนที่ผมอยากจะแลกทุกๆอย่างกับช่วงเวลาเหล่านั้นแม้เพียงหนึ่งนาที
 

"ความสูญเสียเป็นต้นทุนของการเติบโต"

 
ความสูญเสียเป็นต้นทุนของการเติบโต
ชีวิตของคนเราหมุนไปด้วยฟันเฟืองของระบบนี้
หากไร้ซึ่งการรับรู้ถึงความสูญเสีย
คนก็จะไม่สามารถเป็นคนได้เต็มคน
 
ความอดทนและการยอมรับ
เป็นสิ่งที่คนเราต้องเสริมสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับเหตุการณ์แบบนี้
 
หาเลือกที่จะได้รู้จัก ได้รักแล้วต้องแลกด้วยความเสียใจ ที่ต้องเกิดขึ้นในวันหนึ่ง
…คนเราจะยอมแลกมั้ย
…เราจะยังรักมั้ย…
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ผมจะยังรัก…