Archive for March, 2006

Totally Free. (I’m available)

วันนี้ฝนตกเหมือนกับการฉลองชัยให้กับผม ผมออกจากงานแล้วครับ ออกมาอย่างเต็มภาคภูมิออกมาท่ามกลางความเสียดายของคนที่ออฟฟิซ ออกมาด้วยความไม่เสียใจเลย …แม้แต่นิด ใต้หลังคา กินดื่ม ทูซิท ที่ผมเคยพักร่มอยู่เป็นเวลาเกือบ 2 ปี… ผมออกมาแล้ว
 
ผมถอนสภาพออกมาจากพนักงานประจำ ออกมาจากระบบที่แสนเหน็ดเหนื่อย ออกมาอยู่ในมุมมองข้างนอก อย่างน้อยในช่วงแรกที่ผมออกมาเขายังเห็นคุณค่าผม ให้ผมกลับไปเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดอยู่ด้วยเงินเดือนครึ่งหนึ่งจากที่เคยได้ โอ้…มันก็มากอยู่ทีเดียวกับการที่ไม่ต้องเข้าไปนั่งอยู่ตรงนั้น ทุกๆวัน
 
ฝนตก ตกในฤดูร้อน …ฝนมันชะล้างอะไรๆหลายๆอย่างที่ติดค้างตัวผมออกไปหมดสิ้น เรื่องที่ไม่กล้าบอกที่บ้านหลายๆเรื่องก็ได้พูดคุยกันในวันนี้ โดยที่บ้านผมก็เปิดใจยอมรับทุกๆอย่าง ขอบคุณพระเจ้าที่ครอบครัวของผมยืนเคียงข้างผมอยู่เสมอๆ ขอบคุณที่พ่อแม่ไม่ซักถามอะไรลูกคนนี้มากจนเกินไป ขอบคุณเพื่อนๆที่เป็นกำลังใจให้ตลอดเวลา ขอบคุณทุกคำพูดที่พยายามทำให้กูหัวเราะ ขอบคุณรอยยิ้มที่พวกมึงยิ้มมา ขอบคุณมือที่มาแตะไหล่กู ขอบคุณหลายข้อความดีๆจากเพื่อนๆในบ้านหลังนี้ ขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่มันไม่น่าจะมีจริงบนโลกไซเบอร์
 
ฝนยังไม่หยุดตก แต่จิตใจผมเริ่มหยุดร่วงหล่นแล้ว ผมสัมผัสได้แล้วว่า ปุ่มหยุดมันก็อยู่ใกล้ๆมือผม ผมแค่ไม่กดมันอยู่ซะนาน…
 
ฝนยังไม่หยุดตก ลมก็พัดแรง แต่มันก็ทำให้ค่ำคืนนี้ร่มเย็นเป็นพิเศษ ขอบคุณใครคนนั้นที่อยู่ตรงนั้นเสมอ ขอบคุณสำหรับความรู้สึกที่คุณส่งมาให้ผม (ผมอาจจะเข้าข้างตัวเอง แปรความเอาตามใจก็ได้นะ แต่ยังไงก็ตามขอบคุณที่คุณส่งไอ้ความรู้สึกนั่นมาเรื่อยๆละกัน) เลยวันพฤหัสมาหลายนาทีแล้วตอนที่ผมเขียนข้อความนี้อยู่ มิน่าผมถึงมีความสุขแลนั่งยิ้มอยู่ตรงนี้ได้ ก็มันวันศุกร์นี่เอง แทบจะอดใจรอเช้าไม่ไหวแล้วซิ Friday Friend
 
ตอนนี้ผมว่างแล้วครับ เป็น Freelance อย่างที่เคยอยากทำตอนเด็กๆจริง จะเขียนหนังสือ จะรับงานเขียนเว็ป ออกแบบโปสเตอร์ ออกแบบสื่อ คิดแผนการตลาด จะทำอะไรก็ได้ ขอให้เลี้ยงตัวเองและเติบโตได้ก็พอ
 
ทางเดินผมเริ่มก้าวใหม่แล้วครับ …
 

Advertisements

เรื่องลับลับเกี่ยวกับความรัก

มีความลับเกี่ยวกับความรักอีกมากมายหลายอย่าง ที่เรายังต้องค้นหากันต่อไป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินเข้าใจยิ่งค้นหาก็จะทำให้เรารู้ซึ้งถึงคุณค่าของมันมากขึ้น

: : ความรักเริ่มจากความคิด
เพราะความคิดเป็นจุดเริ่มต้นของความรักบางทีความรักก็ทำให้เราเปลี่ยนแปลงความคิดอย่างที่เคยเป็นต้องปรับปรุงในสิ่งที่เราเคยทำ เพียงเพื่อให้เข้ากับใครอีกคน

: : ความรักทำให้เกิดความเคารพ ศรัทธา
คุณไม่สามารถรักใครได้หรอกถ้าคุณไม่รู้สึกเชื่อมั่นเป็นอันดับแรก และคนแรกที่คุณต้องศรัทธาเชื่อมั่น นั่นก็คือตัวคุณเอง

: : ความรักคือการให้
ถ้าคุณต้องการที่จะได้ความรักสิ่งที่คุณต้องทำก็คือ รู้จักให้ด้วยยิ่งให้คุณก็จะยิ่งได้รับ สูตรลับของความสุข และทำให้มิตรภาพยืนยาวที่คุณควรจะจำเอาไว้เสมอก็คือ อย่าถามว่าคนอื่นให้อะไรคุณบ้าง แต่ให้ถามว่าคุณทำอะไรให้คนอื่นบ้างจะดีกว่า

: : ในความรักมีมิตรภาพซ่อนอยู่
อยากได้รักแท้ก็ต้องหาเพื่อนแท้ให้ได้ซะก่อนการจะรักกันได้ไม่ใช่แค่มองตา แต่อยู่ที่ว่าต่างคนต่างมีอะไรที่ตรงกันรึเปล่าหากจะรักใครอย่างจริงใจคุณควรจะรักในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ใช่แค่ภาพที่คุณเห็นมิตรภาพก็เหมือนกับปุ๋ยที่ช่วยทำให้ความรักเบ่งบานเติบโตทุกๆ วันนั่นเอง

: : การสัมผัสกันจะช่วยสานต่อความรักให้ดีขึ้น
เคยรู้สึกดีใช่มั้ยเวลาที่มีใครมาโอบไหล่หรือกอดคุณการสัมผัสกันจึงเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งที่มีพลังช่วยทลายกำแพงแห่งความชิงชังไม่เข้าใจได้อีกด้วยน่าแปลกที่มันสามารถเปลี่ยนแปลงอารมณ์และท่าทีที่แข็งกร้าวให้เบาลงอย่างได้ผล

: : อยากรักต้องรู้จักปลดปล่อย
ถ้าคุณรักใครจงปล่อยให้เขาเป็นอิสระบ้างคุณเองก็รู้สึกอึดอัดใช่มั้ย ถ้าหากมีใครมาล่ามโซ่คุณ จงเรียนรู้ที่จะให้อภัยและลืมอดีตที่ไม่ดีมาก่อน ปลดปล่อยความกลัวภายในใจให้ความยุติธรรม ลดทิฐิ และเงื่อนไขต่างๆซะบ้าง บอกตัวเองว่า แต่นี้ไปเราจะทิ้งความกลัวทั้งหมดและอดีตจะไม่มีผลอะไรต่อตัวเราอีก นับจากวันนี้ไปเราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ซะที

: : ชีวิตจะเปลี่ยนไป เมื่อเราเรียนรู้ที่จะเปิดใจให้กว้าง และซื่อสัตย์ต่อกัน
คุยกับคนที่คุณรัก อย่ากลัวที่จะพูดคำวิเศษ 3 คำว่า ^ิฉันรักเธอ^ิ อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไป คุณควรจะบอกรักก่อนจะจากกันทุกครั้งเสมอ เพราะบางทีคุณอาจจะได้เจอกันครั้งสุดท้ายก็ได้ใครจะไปรู้

: : แก่นแท้ของความรัก คือการไว้ใจกัน
ถ้าคุณไม่เชื่อใจกัน ใครคนนึงก็จะเป็นคนระแวง กังวลและหวาดหวั่น ส่วนอีกคนก็จะรู้สึกอึดอัดใจคุณไม่อาจรักใครจริงๆ ได้ถ้าคุณไม่ไว้ใจเขาอย่างแท้จริง

สุดท้ายคือการเข้าใจ…

Life แม่ง Go On!!!

 
ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการที่เราจมอยู่กับเรื่องบางส่วนในชีวิต เรื่องที่มันจะบั่นทอนความสุขของเรา…
 
ผมบอกได้เลยว่า ปีนี้เป็นปีที่พีคมากๆของผม พีคในแง่ของการกลับจุดพีคสูงสุด ให้กลายเป็นพีคต่ำสุด ยกมาเล่าเป็นเรื่องขำๆนะครับ เอาเป็นว่า ผมว่าผมรันทดพอดู ถ้ามีใครรันทดกว่าก็ลองมาเล่าๆสู่กันฟังละกัน ถ้ารันทดกว่าผม ผมจะมอบรางวัล รันทดอวอร์ด ให้นะครับ
 
ปีนี้เป็นปีที่ผม 25 พอดี ผมเป็นคริสต์นะ ไม่ได้เชื่อเรื่องโชคลางอะไรหนักหนา แต่ยกขึ้นมาเพื่อให้มันเป็นประเด็นเท่ๆเท่านั้น
 
…เปิดต้นปีมาความแย่ก็คงไม่แย่มากนอกเสียจากว่า
 
1. ผมฉลองปีใหม่อยู่ทีบ้านคนเดียว ไม่มีโทรศัพท์สักสายจากคนที่ผมรัก …อืม ซึ่งเขาคงไม่ได้รักผมแล้ว ในเวลานั้น แค่เริ่มนาทีแรกของปี 2006 ความรันทดหดหู่ จู่โจมผมไป 1 ดอก
 
2. ผมไม่มีโอกาสเจอผู้หญิงที่ผมรักเลย (สักคน) ในช่วงหยุดปีใหม่ แถมข้อความเมสเซจตกลงกว่าสมัยรุ่งเรืองเรียกว่า หายไปครึ่งต่อครึ่ง
 
3. ผมเสียเพื่อนร่วมงานไป 12 คนตั้งแต่เปิดปีมาจนถึงวันนี้ ผมเล็งตัวเองเป็นหมายเลข 13 ในเดือน เม.ย. นี้เพราะผมถูกผู้บริหารเรียกเข้าไปพูดคุยว่าทำไมผมถึงดูหมดไฟ ผมก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่ดันไปตอบเขาว่า เบื่อ แงบ เรื่องมันยาว แต่เอาเป็นว่าเรื่องงานก็ทำให้ผมหงอยมากๆ
 
4. ผมเป็นโสดอีกแล้วล่ะ ถูกทิ้ง เพราะความเฮงซวยของผมเอง ไม่โทษใครนอกจาก ไอ้กี้ เกลียดมันมากๆเลยไอ้เห้นี่น่ะ วันก่อนคุยกับฝนน้อยตอนเดินๆเล่นว่า เออ ฝนน้อย กี้น้อยมีแฟนมาแล้ว 9 คน 6 คนแรกนี่ กี้น้อย แม่ง ทิ้งเขาแบบเหี้ยๆเลยน่ะ ไม่มีใครผิดเลย ดังนั้นอาจจะ Imply ได้ว่า ตอนนี้ผมถูกทิ้งมารวด 3 คน ขอแค่อีก 3 ครั้งที่ถูกทิ้ง คำสาปก็จะสูญสิ้นซะที
 
5. เงินเก็บทั้งหมดที่เก็บมาตั้งแต่เริ่มทำงาน หมดไปกับตลาดหุ้น อย่างไม่มีวันหวนกลับ ขอให้พ่อกับแม่อย่าเข้ามาอ่านสเปซนี้เลยนะครับ ลูกขอโทษจริงๆ ก็ถือว่ามันเป็นวิกฤตระดับประเทศ เรามันตัวจ้อย จะทำอะไรได้
 
6. สัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงมากว่า 5 ปีของผมถูกขโมยออกจากบ้าน นกกระตั้วสีขาว สุดสวยของผม ถูกขโมยทั้งๆที่ผมนอนอยู่ข้างบนบ้าน ขอให้ไอ้โจร…ขายลูกผมให้คนที่รักนกด้วยเถิด อาเมน
 
7. ผมเริ่มที่จะชอบใครสักคน ในวันที่เราต้องเริมห่างกันไป ไม่รู้ว่านี่จะถือเป็นคำสาปหรือเปล่า มันพูดยากจริงๆ พูดยากมากๆ พูดยากถึงจุด พูดยาก… และคนที่ผมเรียกว่าเพื่อนสนิท (แน่นอนเป็นความสนิทจอมปลอมน่ะแหละ เพราะมันสนิทด้วยจิตแบบเคยไม่บริสุทธิ์มาก่อน 555 โอเคตอนนี้มันก็เรียกว่าเพื่อนสนิทได้จริงจังแล้วล่ะ) ปิดบังผมเรื่องหนึ่งมาเป็นแรมปี แถมเรื่องนี้เคยเปิดใจคุยกันแล้วด้วยว่ามันจบไปแล้ว แต่มาอยู่ๆปีนี้ เธอก็บอกว่าตลอดมามันไม่เคยจบ จี๊ดว่ะ 
 
8. ผมอ่อนแอเกินไปจากเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ผมยอมรับว่าระหว่างการสัมภาษณ์งานใหม่หลายแห่ง ผมตอบอะไรได้แย่มากๆ เพราะผมไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการสัมภาษณ์ ผมทำให้คนที่เขาเป็นห่วงผมเริ่มไม่มั่นใจในตัวผม ผมทำให้เพื่อนๆเริ่มรำคาญกับอาการนอยๆฟูมฟาย แถม HD ที่ใช้มานานของผมก็มาพังในตอนที่ผมกำลังจะถังแตก…
 
9. ผมว่าพอก่อนละ มันรันทดนะ ไม่เคยรันทดขนาดนี้มาก่อน ชาลี นอกจากนั้น มีแนวโน้มประมาณ 99.99% ว่าวันเกิดปีนี้ ผมจะยังไม่มีใครมายืนข้างๆ
 
Anyway ผมมานั่งมองปีกตัวเองเมื่อวันก่อน ดูๆไปเลือดที่มันเคยโชกๆเนี่ย พอผมไม่ไปแกะๆมัน มันก็ชักจะแห้งแล้วนะ ปีกที่เคยหนักไปด้วยเลือดก็เริ่มจะเบาจนจะกางได้อีกครั้งแล้ว ผมว่าอีกไม่นานนี้ผมจะกางปีกได้แล้ว จะบินแล้ววววว Life แม่ง Go On!!!
 
Life แม่ง Go On!!!

Santa Monica

 
In Santa Monica, in the wintertime,
The lazy streets so undemanding
I walk into the crowd
In Santa Monica, you get your coffee from
The coolest places on the promenade
Where people dress just so
Beauty so unavoidable, everywhere you turn
It’s there.
I sit and wonder what am I doing here?

But on the telephone line I am anyone
I am anything I want to be.
I could be a super model or Norman Mailer
And you wouldn’t know the difference
Or would you?

In Santa Monica, all the people got modern names
Like Jake or Mandy
And modern bodies too
In Santa Monica, on the boulevard,
You’ll have to dodge those in-line skaters
Or they’ll knock you down
I never felt so lonely,
Never felt so out of place
I never wanted something more than this

But on the telephone line I am anyone
I am anything I want to be
I could be a super model or Norman Mailer
And you wouldn’t know the difference
On the telephone line, I am any height
I am any age I want to be
I could be a caped crusader, or space invader
And you wouldn’t know the difference
Or would you?

Or would you?

But on the telephone line I am anyone
I am anything I want to be
I could be a super model or Norman Mailer
And you wouldn’t know the difference

On the telephone line, I am any height
I am any age I want to be
I could be a caped crusader, or space invader
And you wouldn’t know the difference
Or would you?

ฉลาด

คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสที่จะได้พบกับเพื่อนใหม่ …อืม จะว่าไปยังไม่เรียกว่าเพื่อนดีกว่า เอาเป็นว่าเป็นคนรู้จักคนใหม่ก่อนแล้วกัน
 
ผมและเขาเป็นคนคนละประเภทกันเลย แตกต่างกันอย่างไนถ้ามีโอกาสผมจะมาเล่าให้ฟังนะครับ แต่เราก็มีอะไรหลายๆอย่างที่เหมือนกัน มีความทะเยอทะยานเหมือนกัน กล้าพูดในสิ่งที่เชื่อเหมือนกัน และ กล้ายอมรับในสิ่งที่เราเป็นกันทั้งคู่
 
…ในช่วงสุดท้ายของการสนทนา เรามีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพราะผมทราบว่าเขากำลังจะไปดูภาพยนต์กับแฟนของเขา ผมเลยถามเขาว่า
 
ผม : เดี๋ยวนี่มึงจะไปดูเรื่องอะไรเนี่ย
เขา : กูก็ยังไม่รู้ว่ะ มึงมีอะไรจะแนะนำมั้ย
ผม : อืม เมื่อวานกูไปดู My Girl & I น่ะ ก็อย่าคาดหวังสาระ หวังแต่เอามันส์ แล้วก็ซึ้งน่ะ ในความรู้สึกกูพอกล้อมแกล้มไปได้ ก็ดูเอาสนุกในโรงก็พอไหว แล้วตอนนี้ก็มี V for Vendetta แล้วก็ Eight Below นะที่ดูหน้าหนังแล้วก็น่าจะน่าสนใจที่สุดตอนนี้
เขา : อืม ก็คงต้องไปลุ้นๆดูว่ะ ไม่รู้ว่าจะดูไรดี เออๆ มึงดู เด็กหอ ยังวะ
ผม : อืม ดูแล้วๆ
เขา : กูชอบว่ะ แม่งแบบกูชอบที่มันหักมุมอย่างนั้นน่ะ ดูแล้วมันทำให้ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อดี เดายากดีตอนครึ่งหลัง
ผม : เห็นด้วยๆ ชอบที่มันพลิกเล็กๆแบบนั้นน่ะ twisted plot ดีนะ พูดถึง เวลาไปดูหนังเนี่ย กูว่าแม่งจะมีคนกลุ่มนึงนะ ที่ไม่เคยชอบหนังเหี้ยไรสักเรื่องเลย แบบ ด่าตลอด
เขา : เออ เห็นด้วยว่ะ คนดูต้มยำกุ้งแล้วด่า ก็มาพาลด่าเด็กหอต่อ คือมันคงเป็นนิสัยส่วนนึงของคนว่ะที่ชอบวิจารณ์
ผม : อืม คืออย่างส่วนตัวกูนะ กูนับถือว่ะ ไม่ว่าจะทำหนัง ทำเพลง เขียนหนังสือ คือ คิดดูได้เลยว่าคนที่เขามีโอกาสตรงนั้น อย่างน้อยเขาต้องมีอะไรดีถึงจะไปยืนอยู่ตรงนั้นได้ เอาง่ายๆอย่างให้กูไปทำหนัง ไปนั่งนึกมุมกล้องตอนถ่ายกูก็คงไม่ไหว…
เขา : จริง แต่แม่งพวกที่ทำไม่ได้ มันก็ชอบจะว่าไง คนเราจะเก่งวิจารณ์น่ะ
 
เราจบบทสนทนาเพราะผมต้องลงจากรถของเขาเพื่อไปพบกับเพื่อนๆอีกกลุ่มที่สยามสแควร์ ผมเก็บความรู้สึกวันนั้นมาคิดต่ออยู่เป็นพักๆ
 

 
วันนี้ผมมีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน ซึ่งเป็นหนังสือแนวทดลองในรูปแบบของการเขียนจดหมายอิเล็คโทรนิคส์โต้ตอบกัน ของคุณวินทร์ เลียววาริณ และ คุณปราบดา หยุ่น ในตอนหนึ่งของหนังสือ คุณปราบดาพูดถึงเรื่องคล้ายๆกับที่ผมนึกอยู่พอดี นั่นก็คือ คุณปราบดาเคยมีเพื่อนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ชอบทำอะไรที่คุณปราบดาเรียกว่า ฉลาด คือเพื่อนคุณปราบดากลุ่มนี้จะต้องทำอะไรที่ดูว่าฉลาดๆ อ่านหนังสือก็ต้องเป็นหนังสือที่ดูฉลาดๆ ดูหนังก็ต้องหนังนอกกระแสที่ดูฉลาดๆ ฟังเพลงก็ต้องเป็นเพลงที่ดูฉลาดๆ จะทำอะไรโง่ๆก็ยังต้องเลือกวิธีแสดงความโง่แบบฉลาดๆ ซึ่งคุณปราบดาก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเหมือนกัน
 
ผมก็เคยเจอคนประเภทนี้เหมือนกัน ผมเคยได้ยินคนกลุ่มหนึ่งคุยกัน เกี่ยวกับดนตรี ผมมีโอกาสไปร่วมวงสนทนาโดยที่ไม่ได้แสดงอะไรว่าผมเล่นดนตรีได้ หรือผมฟังดนตรีแนวไหน …พวกเขาคุยกันเรื่องการเล่นดนตรีสดของวงดนตรีวงหนึ่งได้อย่างออกรส ไม่ว่าจะเป็นการตีกลองที่ใช้ Rythm แปลกๆ (มันไม่แปลกหรอกครับท่าน เขาเอาวิธีเล่นคร่อมๆจังหวะแบบดนตรีแจ๊ซมาประยุกต์ใช้กับดนตรีแนวร๊อคก็แค่นั้น …ผมไม่ได้พูดอะไร) คนกลุ่มนั้นวิจารณ์ดนตรีกันอย่างออกรส จนผมอดเผลอไปหลงชื่นชมไม่ได้ว่าพวกเขาช่างเก่งกาจมาจากที่ไหนกันนี่ สงสัยพวกเขาต้องเล่นดนตรีกันมาอย่างต่ำคนละไม่น้อยกว่า 10 ปี นับถือๆ
 
จนเขาหันมาถามผมว่า "นายรู้มั้ยเนี่ย ฟังรู้เรื่องมั้ยว่าดนตรีที่เล่นกันอยู่นี่มันลึกซึ้งขนาดไหน …คงไม่รู้หรอกใช่มั้ย ดูนายจะฟังแต่เพลงตลาดดาดๆ" (อืม …ก็จริงนะ)
ผมก็ตอบว่า "เออ …ที่พวกนายพูดๆน่ะ เราก็พอๆเข้าใจนะ อาจไม่มากเหมือนพวกนาย เออๆ ถามนิดนึง พวกนายเล่นดนตรีกันมานานแล้วเหรอ"
เขาตอบกลับมาว่า "อ้อ เล่นดนตรีเหรอ เปล่าๆพวกเราเล่นดนตรีไม่เป็นหรอก แต่เราอ่านหนังสือวิจารณ์ดนตรีเยอะ!!!"
ผมก็เลยเงียบไป และขอตัวเดินออกมาจากวงสนทนา และไม่พยายามไปร่วมวงสนทนากับคนกลุ่มนั้นอีก เพราะผมเป็นคนที่ฟังดนตรีตลาดๆดาดๆเท่านั้น
 
หรืออีกครั้งหนึ่งผมเจอเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งพยายามวิจารณ์หนังที่ผมไปดูมา แน่นอนหนังตลาดๆห่วยๆ ไม่อาร์ต ไม่ฉลาด แต่… ก็อืม ผมก็ชอบดูน่ะครับ และผมก็สามารถทราบซึ้งไปกับบทโรแมนติค ตื้นๆ ที่พวกเขาว่าได้ อาจจะเป็นเพราะผมคิดอะไรแค่ตื้นๆมั้งครับเวลาไปดูหนัง ผมอยากจะไปเสพย์แค่ความไร้สาระ และสนุกๆเพียงเวลาแค่ 2 ช.ม. นั่นแหละครับ ผมก็เลยไม่เถียงอะไร เพราะอย่างที่ผมบอก ผมไม่อยากวิจารณ์อะไร ที่ผมไม่ได้มีแม้แต่โอกาสที่จะได้ไปทำ
 
พูดถึงเรื่องความชอบของแต่ละคน คงจะมีต่างๆกันไป ผมไม่เคยวิจารณ์หนังเรื่องไหน หรือเพลงๆไหนว่ามันห่วย สิ่งที่ผมจะพูดมากสุดมันก็คงเป็นแค่ ไม่ชอบ ก็ไม่ชอบน่ะเลยขอตัวนะ เพียงแค่นั้น
 
…หรือ บางที ผมอาจจะไม่ค่อยฉลาดก็เป็นได้
 

คนแปลกหน้า

 

น้อยลง ความรู้สึกดีๆดูน้อยลง

ทุกที ไม่รู้ว่าเหลือเท่าไหร่


น้อยใจ ต่อให้พยายามสักแค่ไหน

แต่ดูเหมือนว่าความเข้าใจก็ยิ่งน้อยลง ไป

 

* มีอะไรอยู่ในใจเธอ ไม่รู้

สิ่งใดที่เธอนั้นคิดอยู่

สายตาเธอเหมือนไม่รู้จักกัน แล้ว

 

** เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอแกล้งทำ

ฉันเป็นคนแปลกหน้าของเธอเมื่อไหร่ ช่วยบอกให้เข้าใจ

เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอลืมไป

เธอลืมไปแล้วว่าเรารักกัน ใช่ไหม

คนแปลกหน้าคนนี้ ยังรักเธออยู่ จำไว้


(เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอแกล้งทำ ฉันเป็นคนแปลกหน้าของเธอเมื่อไหร่)

 

เธอจึงไม่สนใจ เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอลืมไป

เธอลืมไปแล้วว่าเรารักกัน ใช่ไหม

คนแปลกหน้าคนนี้ ยังรักเธออยู่ จำไว้


น้อยลง ความรู้สึกดีๆดูน้อยลง

ทุกที ไม่รู้ว่าเหลือเท่าไหร่…

…………………………………………………………………………………………………………………….

 

เรื่องตลกของความสัมพันธ์ เวลาที่คนสองคนจะคบกันเป็นคนรัก ทำไมการตกลงต้องเกิดมาจากคนทั้งสองคน…

 

…แต่เวลาที่ใครสักคนเลือกที่จะไป ทำไมถึงตัดสินใจคนเดียว

 

Another Dimension.

มันอยู่คนละมิติกันค่ะพี่
 
เสียงของน้องสาวคนหนึ่งบอกผมกลับมาเมื่อวันก่อน
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเธออยู่พักใหญ่ๆ เรื่องราวก็ไม่พ้นเรื่องราวของความรู้สึกของคน ความทรงจำเรื่องเก่าๆ และ ก้าวต่อไปที่เราจะเหยียบย่าง
 
ผมบอกเธอว่า อย่างผม หลายๆคนอาจจะมองเห็นว่าผมดูมีความสุขอยู่ตลอดเวลา ดูเริงร่า ดูมีเพื่อนๆรายล้อมอยู่รอบๆตัว ไม่น่าจะมาบ่นว่าเหงาได้ แต่ความสุขของผมมันอยู่คนละแกนกับความเศร้า มันเป็นแกน X กับ แกน Y ไม่ได้แปรผกพันกัน
 
มันอยู่คนละมิติกันค่ะพี่
 
เธอคิดเหมือนกับผม หนูก็เห็นด้วยกับพี่ค่ะ เห็นด้วยอย่างจริงจัง เวลาที่เรามีความสุขแกน Y มันก็พุ่งขึ้นไปทางบวก แต่ไอ้ความเหงาของเราที่วิ่งอยู่ด้านบวกของ แกน X มันก็อยู่ตรงนั้น ไม่ได้ลด ไม่ได้ถอยออกมาด้วยซะหน่อย
 
มันอยู่คนละมิติกันจริงๆด้วย
 
เห็นด้วยนะ มันอาจจะมีแค่เราไม่กี่คนที่คิดอะไรแปลกๆแบบนี้ก็ได้นะ ผมตอบ
แต่พี่ก็เป็นอย่างนี้จริงๆเหมือนกัน คนที่ไม่เป็นแบบนี้ อาจจะมองว่าเราแปลก เราดูโกหกๆ หลอกตัวเองก็ได้ …แต่นี่มันก็เป็นสิ่งที่เราเป็นนะ หรือบางทีก็เพราะไอ้ความเหงานี่เองที่ drive ให้เราเป็นแบบนี้ด้วยก็ได้
 
แต่มันก็ดีนะที่เรามีเส้นกราฟความรู้สึกที่อยู่คนละมิติกันแบบนั้น เพราะเราจะได้ไม่ต้องเอาความสุขที่เกิดกับเราไปซ่อน เพราะถูกความเหงาที่แสนรุนแรงมาบดบังมัน
 
มันอยู่คนละมิติกันค่ะพี่
 
สำหรับหนูนะคะ หนูไม่อยากปิดกั้นตัวเองจริงๆ หนูก็เหมือนเด็กผู้หญิงทั่วๆไปแหละ ที่อยากจะสมหวัง และก็มีรักที่เหมือนในนิยาย โอเค มันไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะถึงแม้ว่าหนูจะเปิดใจ และกล้าที่จะรับความรู้สึกดีๆที่มีคนมอบให้หนู แต่ทุกๆครั้งที่หนูย้อนกลับไปมองเรื่องราวที่มันทำร้ายหนู …ในครั้งนั้น หนูก็อดไม่ได้ที่จะเสียใจ และ หมกมุ่นอยู่กับคำบ้าบอๆว่า เหงา… ใครล่ะจะไม่อยากเหงา
 
มันอยู่คนละมิติกันจริงๆด้วย
 
ไอ้คำว่า สุข กับคำว่า เหงา บางครั้งพี่เองก็เป็น ทั้งๆที่พี่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ แต่มันก็กลายเป็นว่าโพรงที่หน้าอกข้างซ้ายของพี่ มันกลับถูกกร่อนจนลึกลงไปอีก เหมือนว่ายิ่งทำอะไรลงไปเพราะคิดว่ามันจะมีความสุข มันกลับกลายว่าเป็น ความทุกข์…
 
การจมอยู่กับความเหงามันไม่ได้เท่ห์อะไรหรอก ถึงแม้ว่าเราจะบอกกับตัวเองหลายๆครั้งว่าความเหงามันมีเสน่ห์ แต่มันอาจจะเป็นเสน่ห์จอมปลอมก็ได้ …ถ้าทำได้ พี่ว่าโลกนี้มันก็ไม่มีใครอยากจะเหงาหรอก…
 
เพราะความสุขกับความเหงา
 
มันอยู่คนละมิติกันค่ะพี่…