Archive for February, 2006

รอ

 

รอ…

 

เลือกที่จะคิด เลือกที่จะรักใคร เลือกที่จะมีใจ ได้ตามใจต้องการ

เลือกที่จะมอง หรือเลือกที่จะผูกพัน และฉันเลือกอะไรที่ได้ตั้งมากมาย

 

…แค่ฉันรู้ สิ่งหนึ่งที่หายไป ฉันเลือกจะรอใคร ที่เขาไม่คิดจะผูกพัน

 

…รอ ฉันรอหนึ่งคนที่ฉันฝัน รอทั้งที่ไหวหวั่น แม้ว่าเขาไม่กลับมา รอ ฉันเลือกที่จะรอแม้ต้องมีน้ำตา ทั้งที่รู้ว่าเลือกที่จะรอต้องเจ็บอยู่แล้ว

 

ไม่อยากจะคิดถึง ไม่ต้องห่วงหา ไม่อยากเสียเวลา เฝ้าคิดให้มันต้องช้ำใจ

ไม่อยากจะจดจำ แต่ฉันก็ทำไม่ไหว เมื่อใจทั้งหมดใจเฝ้ารอแค่เธอ

 

…แค่ฉันรู้ สิ่งหนึ่งที่หายไป ฉันเลือกจะรอใคร ที่เขาไม่คิดจะผูกพัน

 

…รอ ฉันรอหนึ่งคนที่ฉันฝัน รอทั้งที่ไหวหวั่น แม้ว่าเขาไม่กลับมา รอ ฉันเลือกที่จะรอแม้ต้องมีน้ำตา ทั้งที่รู้ว่าเลือกที่จะรอต้องเจ็บอยู่แล้ว

 

…รอ ฉันรอหนึ่งคนที่ฉันฝัน รอทั้งที่ไหวหวั่น แม้ว่าเขาไม่กลับมา รอ ฉันเลือกที่จะรอแม้ต้องมีน้ำตา ทั้งที่รู้ว่าเลือกที่จะรอต้องเจ็บอยู่แล้ว…

 

……………………………………………………………………………………………………………………

 รู้มั้ยเมื่อวาน …กี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากเค้าคนเก่าของกี้เหมือนกัน …นอนไม่หลับเลยล่ะ เน็ทก็ออนไม่ได้

การรอคอยเป็นสิ่งที่สวยงาม …หลายๆคนบอกแบบนั้น

ผมไม่เชื่อ ไม่อยากจะเชื่อ และไม่เคยคิดที่จะเชื่อ

 ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน มันเคว้งๆตอนที่คุยจบ ที่โทรไปมิสคอล นั่นก็คือตอนที่วางสายแหละ มัน

…เพราะผมไม่ได้มีความสุขกับการรอคอยเท่าไรนัก

รอคอยคนที่เขาไม่กลับมา

…รอคอยที่จะต้องพบกับท่าทีเย็นชา …ของคนที่เคยอยู่ข้างๆผม

 เหนื่อยจังนะ การที่จะให้มันจบ เรื่องสักเรื่อง …ทำเอาเสียศูนย์ไปเหมือนกัน ทำไมต้องเอาเรื่องแย่ๆมา

วันนี้คนที่ผมเคยซับน้ำตาให้

คนที่ผมต้องปลอบยามที่เธอมีปัญหา

คนที่ผมนั่งอยู่ข้างๆเธอ จนเธอเข้มแข็งขึ้น

…เธอมีแรงแล้ว มีแรงพอที่จะลุกเดินไปด้วยตนเอง

 พูดกัน ทำไมต้องมาโทษกันไปโทษกันมา ทำไมต้องทำร้ายกันซ้ำๆอีกนะ ทำไมต้องทำแบบนี้

…โดยทิ้งผมอยู่ข้างหลัง

นี่คือของรางวัลที่ผมได้รับ จากการยอมทุ่มเทหัวใจของผม

ไปดูแลหัวใจที่ปวดร้าวอีกดวงหนึ่ง…

 …แต่มันก็ต้องจบอยู่ดี …บางที เวลาจะช่วยเราได้นะ ยังไงก็ตามเรามีกันและกันในวันนี้ใช่มั้ย

วันนี้ผมต้องอยู่กับคำว่า…

ไม่เข้าใจ …ผมไม่เข้าใจ

ผลตอบแทนที่ ยอมรับ เข้าใจ และ อยากดูแล

ก็คือ อยู่ตัวคนเดียว

 ผมกับใครคนนั้นของผม เรายังมีเวลาที่จะเรียนรู้กันอีกนานใช่มั้ย ค่อยๆเดินไปด้วยกันนะ 🙂

…รอ ฉันรอหนึ่งคนที่ฉันฝัน รอทั้งที่ไหวหวั่น แม้ว่าเขาไม่กลับมา รอ ฉันเลือกที่จะรอแม้ต้องมีน้ำตา ทั้งที่รู้ว่าเลือกที่จะรอต้องเจ็บอยู่แล้ว…

Advertisements

Slow Step

 
ย่างก้าวของคนเราไม่เท่ากัน
หวัดดีคนคนนั้น 🙂 ไม่รู้ว่าคนคนนั้นคิดเหมือนกับเรามั้ยนะ
บางครั้งเราเดินไปโดยไม่ได้มองคนรอบกาย …พอหันกลับมาก็พบว่า
…เราเดินอยู่คนเดียว 
 ตอนนี้หัวใจเรากำลังจะเตลิดแล้วล่ะ อยากจะดึงๆมันเอาไว้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรง่ะ
ผมเป็นคนหนึ่ง ที่หลายๆครั้งก็เดินเร็วจนเกินไป เร็วจนไม่อาจหันไปมองคนรอบข้างได้ …พอเริ่มหันไปมองรอบตัว ก็พบว่าผมเดินอยู่คนเดียวจริงๆ
…เวลานั้นผมถึงได้เรียนรู้ว่า เดินเร็วเกินไปมันทำให้เราโดดเดี่ยวได้จริงๆ
 แต่เราก็กลัวล้มนะ เด๋วล้มไปครั้งนี้ สงสัยต้องแตกทั้งตัวเลยล่ะ ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงเนอะ เฮ้อๆ
เวลาเราเร่งเกินไปในชีวิต ไม่ว่าจะทำอะไร มันมักจะออกมาไม่ค่อยดี ผมเคยสังเกตุ มันเหมือนกับว่าเรารีบ รีบจนไม่มีเวลาไปเก็บเกี่ยวรายละเอียดที่แสนสวยงามของสิ่งที่เราเดินผ่าน
 รู้แต่ตอนนี้ เรามีความสุขนะ เราก็แอบคิดเองว่า คนคนนั้นก็มีความสุขใช่มั้ย
เวลาที่เร่งมากๆบางครั้งแม้ขาของเราเองก็ยังตามเราไม่ทัน มันพันกันจนดึงเราล้มลงไปด้วย เร่งเกินไปผลลัพธ์ก็คือเราต้องเจ็บตัวจากบาดแผลที่เกิดขึ้น แผลบางแผลมันร้ายจนกลายเป็นแผลเป็นด้วยซ้ำ
 อย่างน้อยๆนะ ตอนนี้เราก็มีกันและกัน ดูแลกันใช่มั้ย …เรารู้แค่เพียงว่า วันนี้มีคนคอยฟังเรื่องเราล่ะ
…ผมก็เป็นคนที่ล้มบ่อย อาจเป็นเพราะผมเร่งเกินไปในชีวิต
 เราก็พอใจแล้วนะ หวังว่าคนคนนั้นก็จะมีความรู้สึกเหมือนเราเช่นกัน
เวลาเร่งรีบเดิน มันก็ทำให้เราตื่นเต้นดี หัวใจเราก็สูบฉีดแรง และเหมือนหัวใจเราจะบินได้เวลาที่เราเร่งความเร็วมากขึ้น
 แล้วเราก็อยากจะฟังเรื่องของเขานะ …เรามาค่อยเดินไปกันดีมั้ย ช้าๆมั่นคง เก็บคำๆนั้นเอาไว้ก่อน
…นี่อาจเป็นเหตุผลที่หลายๆคนชอบที่จะเร่งเดิน ผมด้วย เพราะผมหลงใหลช่วงเวลาตื่นเต้นที่หัวใจสูบฉีดแรง… แต่อย่างว่ายิ่งเร่ง ยิ่งเดินเร็ว เวลาล้ม มันก็ล้มแรงมากขึ้นๆ และก็เจ็บมากขึ้นๆ
 ดีมั้ยครับ คำว่า…น่ะ 🙂 อย่างน้อยวันที่คนทั้งสองคนพร้อม เราจะได้พูดคำนั้นกันอย่างเต็มที่ ดีมั้ย…
…กลับมาคิดอีกครั้ง ผมว่า ถ้าผมยอมลดความตื่นเต้นลงหน่อย ลดความเร็วลงอีกสักนิดหนึ่ง ผมอาจจะมีคนที่เดินไปข้างๆผมทัน เวลาที่ผมก้าวสะดุด อย่างน้อยก็จะมีมืออีกคู่นึงที่จะคอยประคองผมไว้ และผมคงจะไม่ต้องล้มแรงอย่างที่เคยล้มมา…
 สำหรับวันนี้ เราอยากให้คนคนนั้นรู้ว่า ข้ามขอบฟ้ามามีความเป็นห่วง และมิตรภาพที่แสนดีคอยคิดถึง
…ผมว่าบางที ถ้าเปลี่ยนความตื่นเต้นที่หัวใจสูบฉีดแรง มาเป็นความอบอุ่นที่มีหัวใจอีกดวงอยู่ใกล้ๆ ชีวิตน่าจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงมากขึ้น…
 คนคนนั้นอยู่เสมอๆ อย่างน้อยเราสองคนก็ไม่ต้องอยู่คนเดียวเนอะ สำหรับวันนี้ มีความคิดถึงส่งข้าม
…รอยเท้าที่เดินไปจะได้ไม่ต้องโดดเดี่ยว เพราะมันจะมีรอยเท้าอีกคู่เดินอยู่ข้างๆตลอดทาง…
ขอบฟ้าไปให้คนคนนั้นนะ…

โรคกลัวเสียทาส

 
ชื่อโรค โรคกลัวเสียทาส
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Lose-Slave Phobia 
 
พบมาก พบมากในหมู่ ชาย และ หญิง ที่เข้าใจว่าการลักลอบ (หรือไม่ลักลอบก็ตาม) คบกับเพศตรงข้ามพร้อมๆกันหลายๆคนเป็นสิ่งโก้เก๋ อันประหนึ่งได้ว่า ตัวกูมีความสามารถ และ เสน่ห์ล้นเหลือ
 
อาการ จะทำการคบเพศตรงข้ามพร้อมๆกันหลายๆคนโดยมีสถานะแอบอ้างว่าไม่ใช่แฟน (สถานะแอบอ้าง ขึ้นอยู่กับดีกรีความคิดสร้างสรรค์ของผู้ป่วย) และ มิได้มีการยอมรับสถานะของเพศตรงข้ามที่ตนแอบคบเอาไว้อย่างชัดเจน มักหลีกเลี่ยงการตอบ ด้วยรอยยิ้มมุมปาก หรือ เบือนหน้าหนี พลางพูดว่า
…เฮ้ย นั่น น้องสาวกู
…เฮ้ย นั่นพี่ชายชั้น
หรือ เพื่อนกันๆ พวกแกคิดอะไรกันนี่ เป็นต้น
 
ในขั้นแรกผู้ป่วยจะเฉยเมยกับเพศตรงข้ามที่คบ เมื่อเพศตรงข้ามที่คบต้องการเวลามากขึ้น และต้องการสถานะที่ชัดเจน ผู้ป่วยมักจะหลีกเลี่ยงเพศตรงข้ามที่คบด้วยการไม่รับโทรศัพท์บ้าง อ้างว่างานยุ่งบ้าง และ มักไปรวมหัวกับผู้ป่วยรายอื่นเพื่อกล่าวหาเพศตรงข้ามที่คบ เช่น
…กูไม่เข้าใจเลยว่ะ อยู่ๆ(แม่ง)ก็ต้องการเวลามากขึ้น กูว่าอยู่กันอย่างนี้ก็ดีแล้วนะ
…ชั้นไม่รู้ว่ะแก ว่าเค้าเป็นอะไร(แม่ง) ชั้นก็ทำดีแล้วนะ แต่คนก็ต้องอยากมีเวลาส่วนตัวบ้างซิ
 
แต่เมื่อเพศตรงข้ามที่พบได้เริ่มตรึกตรองว่า ตน(ตัวกู) ไม่ใช่ของตาย และเริ่มทำกิริยาที่เรียกว่าตีจาก ผู้ป่วยจะเริ่มทุรนทุราย ร้องโวยวายโอดครวญ โดยนำข้ออ้างล้านแปดมาใช้เพื่อขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง พออาการทุเลา ผู้ป่วยโดยมากจะเริ่มกลับไปทำพฤติกรรมเหมือนอาการขั้นแรกใหม่ และ เหตุการณ์จะดำเนินไปมา(อย่างแสนงี่เง่า) จนกว่า ผู้ป่วยเอง หรือ เพศตรงข้ามที่คบ จะเด็ดขาด ตัดใจจากไปได้
 
วิธีการรักษา ลดอาการหลงตัวเอง และ เข้าใจว่าการคบเพศตรงข้ามพร้อมกันหลายๆคนเป็นสิ่งที่ถูกที่ควร ควรสอบถามตนเองบ่อยๆ ว่า ตกลงตัวเราเองต้องการอะไรกันแน่ และพยายามเปรียบตัวเองเป็นของตายของคนอื่นดู เพื่อเข้าใจรสชาติความเจ็บปวดที่รู้ว่าตัวเองเป็นทาส เป็นแค่ของตาย จะได้ไม่ต้องทำให้คนอื่นรู้สึกเยี่ยงนั้น
 
 

ร้านกาแฟ

 

ในร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่งมีแขวนกระดิ่งเล็กๆไว้ที่ประตูร้าน
ทุกครั้งที่มีแขกเข้าร้านก็จะทำให้กระดิ่งนั้นส่งเสียงดัง `Ding Ding`

…วันหนึ่งมีผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 30 กว่าปี เข้ามาในร้านกาแฟนี้

 

เจ้าของร้านสาวสวยก็รีบออกมาต้อนรับให้เขานั่งด้านใน

 

"กาแฟแก้วนึงครับ"

"ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ"

 

เจ้าของร้านสาวพูดพลางยิ้มให้อย่างมีมารยาทแล้วก็ไปบดเม็ดกาแฟ และ ตั้งกาต้มกาแฟ

 

…ชายหนุ่มนั่งมองหญิงสาวอยู่ตลอด

 

ไม่นานนักเจ้าของร้านสาวก็นำกาแฟมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะชายหนุ่ม

"ขอบคุณครับ"
"คุณเพิ่งมาเป็นครั้งแรกใช่ไหม …รู้สึกว่าที่นี่เป็นอย่างไรบ้างคะ"

 

 …เจ้าของร้านสาวถาม

"ใช่ครับ ผมรู้สึกว่าที่นี่บรรยากาศดีมากๆเลยครับ"
"ฉันก็ชอบบรรยากาศของร้านนี้มากเหมือนกันถึงแม้ว่ากิจการร้านนี้ไม่ค่อยดีนักฉันกับสามีก็เสียดายไม่อยากจะปิดร้านทิ้ง"

ทั้งคู่เงียบไปสักพัก…

"ผมขอถามอะไรคุณบางอย่างได้ไหมครับ เอ่อ…ก่อนที่จะถามคุณผมอยากจะเล่าเรื่องเรื่องหนึ่งให้คุณฟังก่อน"

ชายหนุ่มพูดถามขึ้นมา

"ได้ค่ะ คุณพูดมาได้เลย" …เจ้าของร้านสาวก็สนใจที่จะฟัง

ชายหนุ่มก็เล่าเรื่องเรื่องหนึ่งซึ่งผ่านมานานมากแล้ว

"เมื่อก่อนผมมีแฟนคนหนึ่งเราสองคนก็ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอนาคต …ความรักของเราสองคนนั้นถึงแม้จะธรรมดา แต่แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว เพราะผมรักเธอมาก เพียงแค่มีเธออยู่ข้างๆผมก็มีความสุขมากแล้ว …แต่ทว่า ความสุขอันนี้มันช่างสั้นนัก

…หลังจากนั้นก็มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นก่อนหน้าพิธีหมั้นของเราสองคนหนึ่งเดือน คืนนั้นผมมีธุระต้องทำ
จึงไม่สามารถไปส่งเธอกลับบ้านได้ ในคืนนั้นเธอโดนคนร้ายรุมข่มขืน…"

"แล้วหลังจากนั้นเป็นอย่างไรคะ …ความรู้สึกของคุณที่มีต่อเธอเปลี่ยนไปหรือ" …เจ้าของร้านสาวถามด้วยความสงสาร 

 

"ถึงแม้จะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ความรักของผมที่มีให้เธอก็คงยังมั่นคง มิได้แปรเปลี่ยนเลยสักนิด ผมก็ตั้งใจจะจัดพิธีหมั้นขึ้นตามเดิม
แต่…
เธอคิดไม่ตก เธอเชื่อว่าเธอไม่ได้เป็นเธอคนเดิมแล้ว ในวันหมั้นของเราสองคนวันนั้น เธอผูกคอตาย โชคยังดีที่ว่าพวกเราพบเธอได้เร็วช่วยชีวิตเธอไว้ได้ …แต่เพราะว่าสมองขาดอ็อกซิเจ็นนานเกินไป ทำให้เธออยู่ในสภาพไม่รู้สึกตัวและอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาเลยก็ได้… สุดท้าย เธอก็ฟื้นขึ้นมาเมื่อผมรู้ว่าเธอฟื้นขึ้นมาแล้วก็รีบไปหาเธอ

 

…แต่พ่อแม่เธอขวางกั้นผมไว้ไม่ให้ไปพบเธอ

พวกท่านคุกเข่าลงมาขอร้องผม กลายเป็นว่าความทรงจำบางส่วนได้หายไป หมอบอกว่าเมื่อคนโดนกระตุ้นจิตใจอย่างแรงก็อาจจะเลือกที่จะหลบหลีกความทรงจำอันนั้น โดยการฝังลึกไว้ในใจตัวเอง ไม่ต้องการที่จะจำเรื่องเลวร้ายนั้นอีก

…เธอลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาด้วย
พ่อแม่เธอขอร้องให้ผมอย่าเพิ่งไปพบเธอสักพัก 10 ปี คือเวลาที่พวกท่านขอจากผม

พวกท่านไม่ต้องการให้เธอนึกถึงเรื่องน่าเศร้านั้นอีกเพราะกลัวว่าเธอจะฆ่าตัวตายอีก และหากว่าบังเอิญเจอกันในที่อื่น ก็ขอให้ผมทำเป็นไม่รู้จักไม่ทักทายกันเด็ดขาด

…ช่วงเวลานั้นมันช่างทรมานยิ่งนัก อยากรักเธอ แต่ไม่อาจทำได้ อยากจะพบหน้าเธอแต่ก็ไปพบไม่ได้ วันนี้เป็นวันครบสิบปีนั้นแล้ว"

 

"ขอแสดงความยินดีให้ด้วยค่ะ คุณรอคอยมาสิบปีแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็สามารถไปพบเธอได้แล้ว"

"ใช่ครับ แต่… ยิ่งใกล้ถึงเวลานี้ ผมก็ยิ่งกลัว สิบปีที่ผ่านมานี้ ความรักผมนั้นยังไม่เปลี่ยน แต่ตัวเธอล่ะ? ถ้าผมเล่าเรื่องในอดีตให้เธอฟัง เธอก็อาจจะยังจำผมไม่ได้ แล้วผมจะทำยังไงดีล่ะ? หรือว่าเธอได้แต่งงานไปแล้ว
ผมควรจะทำเช่นไรดี? …เพราะเช่นนี้ ผมอยากจะถามคุณว่า คุณคิดอย่างไร? ถ้าแฟนผมคนนี้แต่งงานไปแล้ว
ผมควรจะบอกให้เธอได้รับรู้เรื่องนี้มั้ย?"

เจ้าของร้านสาวก็พูดอย่างจริงใจว่า…

 

"ถ้าสมมุติว่าเธอมีแฟนแล้วก็ไม่เป็นไรเพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้แต่งงานกัน คุณยังมีโอกาส …แต่ถ้าเธอคนนั้นได้แต่งงานมีครอบครัวไปแล้วคุณก็ไม่ควรไปทำลายครอบครัวเขา"

 

ชายหนุ่มได้รับฟังแล้วก็แค่ตอบสั้นๆด้วยความผิดหวัง…

"นั่นสินะ…"

 

`Ding Ding` พอดีเวลานี้ก็มีแขกคนอื่นเข้ามาในร้าน

 

เจ้าของร้านสาวก็พูดกับชายหนุ่มว่า

"ฉันต้องไปต้อนรับแขกแล้ว เชิญตามสบายนะคะ"

เธอเดินออกไปได้สองก้าว ก็หันกลับมาถามเขาว่า
    

"จริงสิ คุณเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรกยังไม่ค่อยสนิทกับฉันมากนัก ทำไมถึงเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังล่ะคะ?"

"เพราะว่า เธอคนนั้นเคยพูดเอาไว้ว่า หลังแต่งงานแล้วเธออยากจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆอย่างนี้เหมือนกัน"…ชายหนุ่มคิดสักครู่ถึงตอบออกมา

"อ๋อ อย่างนี้เองหรือคะ"

พูดจบเธอก็หันหลังกลับเดินไปต้อนรับแขกที่เข้ามาใหม่

ชายหนุ่มมองตามร่างของเจ้าของร้านสาวนั้น น้ำตาเขาค่อยๆหยาดไหลออกมาเขาตัดสินใจไม่บอกเธอว่า
แท้จริงแล้วเขามาที่ร้านนี้เพื่ออะไร

 

…แฟนของเขาคนนั้น อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอนั้นมันช่างไกลยิ่งนัก …กาแฟในแก้วนั้น ก็ไม่รู้เย็นลงตั้งแต่เมื่อไหร่…

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ผมถูกขอให้เลิกกินโค้ก
มีคนเป็นห่วงผม
…เธอว่าโค้กทำให้สุขภาพไม่ดี
 
อืม…ผมบอกว่า ผมดื่มโค้กไลท์นะ ไม่อ้วนหรอก
…เธอบอกว่า มันก็ไม่ดีอยู่ดี อย่ากินอีกเลย
 
…ผมพยายามเลิกอยู่ พยายามลด
ลดโค้ก หันมาทานน้ำเปล่ามากขึ้น
(…กาแฟยังไม่ลด)
 
แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ผมเลยขาด แอสปาแตม* ไป
อาจจะต้องหาจากแหล่งอื่น
อาจจะต้องมีคนรับผิดชอบ
ชีวิตผมเลยดูจืดๆไปเลย
 
…รับผิดชอบนะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
*แอสปาแตม : สารให้ความหวาน

Wouldn’t It Be Nice

 

Wouldn’t It Be Nice

Beach Boy

 

Then we wouldn’t have to wait so long

And wouldn’t it be nice to live together

In the kind of world where we belong

 

You know it’s gonna make it that much better

When we can say goodnight and stay together

 

Wouldn’t it be nice if we could wake up

In the morning when the day is new

And after having spent the day together

Hold each other close the whole night through

 

Happy times together we’ve been spending

I wish that every kiss was never ending

Wouldn’t it be nice

 

Maybe if we think and wish and hope and pray

It might come true

Baby then there wouldn’t be a single thing we couldn’t do

We could be married

And then we’d be happy

Wouldn’t it be nice

 

You know it seems the more we talk about it

It only makes it worse to live without it

But let’s talk about it

Wouldn’t it be nice

……………………………………………………………………………………………………………………

ตัดสินใจอยู่นานสองนานว่าจะเอาเรื่องไหนมาอยู่ในบ้านประจำวันที่ 23 ก.พ.

ระหว่างซาวน์แทรคจากหนังโปรด กับ หนังผีที่พึ่งไปดูรอบสื่อมา เด็กหอ

 

วัดความประทับใจกันได้ไม่เท่าไร

Wouldn’t it be nice มาแรงกว่า เลยเอาเรื่องนี้มาอัพเลยดีกว่า

 

เนื้อหาเพลงนี้ก็คงลองอ่านกันดูดีกว่านะครับ…

ตอนฟังเพลงนี้ครั้งแรกนะครับ…

…อยากให้มีคนร้องเพลงนี้ให้จังเลยครับ

 

ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลยล่ะครับ

วันนี้ไม่มีสติเท่าไรแล้วครับ

ไปก่อนดีกว่าครับ

 

…Wouldn’t it be nice if we could wake up

In the morning when the day is new

And after having spent the day together

Hold each other close the whole night through…

I’ve SeeN iT.

22 กุมภาพันธ์
 
เวลาประมาณ 23.00 น.
ผมก้าวออกมาจากโรงด้วยใจที่โหวง กับอารมณ์ที่เหมือนมีอะไรบางอย่างแน่นๆอยู่ในหน้าอก
ผมไปดูมาแล้ว หุบเขาเร้นรัก
 

เวลาประมาณ 23.15 น.

ประมาณ 15 นาที ที่รักมาส่งผมที่บ้าน เดทแรกของเรา (เราตกลงคบกัน 3 วัน นี่เป็นวันที่ 2 วันที่ 1 เราไม่ได้เจอกัน พรุ่งนี้วันที่ 3 เราเลิกกัน คงไม่ได้เจอกันอยู่ดี…555) ผม…ยังโหวงๆอยู่
 
เวลาประมาณ 23.18 น.
ได้สติอีกทีตอน 23.18 น.ได้ ผมยืนอยู่หน้าบ้าน โหวงๆ หนังดีนะ แต่ผมมั่นใจแล้วล่ะ ผมแมน 100 เปอร์เซนต์
 
เวลาเท่าไรไม่รู้
ผู้หญิงหลายคนดูหนังผีแล้วกลัว ผู้ชายอย่างผมดูหนังรักเรื่องนี้แล้วผวา คืนนี้ผมจะนอนฝันร้าย… 
 

 
 …………………………………………………………………………………………………………………..
 
ไม่ได้นอนดึกอย่างนี้มานานแล้วล่ะ
นี่ก็ตี 3 วันอังคารด้วบ
เป็นเช้าตรู่วันทำงานด้วย
แต่ผมก็ยังนั่งร้องเพลงอยู่หน้าคอม
…อืม มันเกิดอะไรขึ้นนะ
หรือว่า…
มีใครพอจะตอบได้มั้ยเนี่ย
ใครคนนั้น จะตอบได้มั้ยครับ ?

ของขวัญจากเพื่อน

วันจันทร์ที่ผ่านมา(เมื่อวาน)ได้คุยกับตุ๊เพื่อนสมัยเรียน กท. เราร้างลาไม่เจอกันนานหลายปี จนวันนึงเราเป็นตัวแทนประเทศไทย มาทำงานเป็นล่ามในกีฬาเยาวชน ASIA ด้วยกัน เราก็เลยได้กลับมาพูดคุยกันมากขึ้น มากกว่าตอนอยู่ กท. ด้วยซ้ำ
 
ตุ๊มันเข้ามาถามไถ่ตามประสาเพื่อนด้วยความเป็นห่วงว่า
 
มึงเป็นเหี้ยไรรึป่าวพักนี้ …มึงดูไม่ค่อยเสถียร
ผมตอบมันไป เล่าให้ฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
มันบอกว่า มึง ความรักก็เป็นแบบนี้ และอะไรอีกหลายๆๆๆๆๆๆอย่างที่ผมจำไม่ได้ซะแล้ว
แต่ผมก็ฟังมันนะ และก็รู้สึกดีที่มันห่วงผมขนาดนั้น
 
มันหายไปสักพักหลังจากคุยกัน
แล้วก็ส่งเมล์นี้มา
 
ขอบใจว่ะกูรักมึง อีตุ๊ มาๆขอกอดที
 
 
คติเตือนใจ…แด่ผู้ใฝ่หารักแท้

ที่ใดมีรัก ที่นั่นย่อมมีทุกข์ คำกล่าวนี้ยังคงใช้ได้อยู่ทุกสมัย
เพราะนั่นคือความจริงแท้และแน่นอน
หากจะรักแล้วไม่ให้ทุกข์ก็ต้องเรียนรู้ความจริงในรักให้แน่ชัดกันซะก่อน

1.การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์ แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า
คือการรักใครสักคน แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้
และต้องมาเสียใจภายหลัง

2.พระเจ้าอาจจะต้องการให้เราพบคนที่ไม่ใช่ก่อนที่จะมาพบคนที่ใช่
เพื่อเวลาเราพบคนๆ นั้นแล้ว
เราจะได้รู้สึกซาบซึ้งถึงพรที่ท่านประทานมา

3.ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่
แม้จะแยกความรู้สึก ความลุ่มหลง และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว

4.สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา
แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น
และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป

5.เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลง ประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้น
แต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนาน
จนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูที่เปิดไว้รอเรา

6.เพื่อนที่ดีที่สุดคือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกัน
โดยไม่พูดอะไรกันสักคำ
แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด

7.เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่
จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป
แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง
จนกระทั่งสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา

8.การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคน
ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ
แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ก็ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเรา

9.มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน
แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน
แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวก
โดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ

10.อย่าบอกลา
ถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป อย่าท้อใจถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว
อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนๆ นั้นอีกแล้ว ถ้าคุณไม่สามารถทำใจได้

11.ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคงหวัง ถึงแม้ว่าจะผิดหวัง
และมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง
และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน

12.การที่เราจะประทับใจใครนั้นใช้เวลาแค่เพียงนาที
การที่เราจะชอบใครใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง
การที่เราจะรักใครใช้เวลาเพียงชั่ววัน
แต่การที่จะลืมใครนั้นต้องใช้เวลาชั่วชีวิต

13.อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้
อย่ามองใครจากความร่ำรวย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน
ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียว
สามารถทำให้วันที่หม่นหมองกลับสดใส ขอให้คุณพบคนที่ทำให้คุณยิ้มได้

14.มีช่วงเวลาในชีวิตที่คุณคิดถึงใครสักคน
จนกระทั่งอยากดึงเขามาจากความฝัน เพื่อกอดเอาไว้
ขอให้คุณได้ฝันถึงคนพิเศษนั้น

15.ฝัน ถึงสิ่งที่คุณต้องการฝัน ไปในที่ที่คุณต้องการไป
เป็นในสิ่งที่คุณต้องการเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว
และมีโอกาสเดียวที่จะทำทุกสิ่งที่คุณต้องการ

16.ขอให้คุณมีความสุขมากพอที่จะทำให้คุณเป็นคนอ่อนหวาน
ผ่านการทดสอบมามากพอที่จะทำให้คุณเข้มแข็ง
มีความเศร้าโศกพอที่จะทำให้คุณยังคงความเป็นมนุษย์
และมีความหวังมากพอที่จะทำให้คุณเป็นสุข

17.เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งนั้นจะทำให้คุณเจ็บปวด
รู้ไว้เถอะว่าคนอื่นก็เจ็บปวดจากสิ่งเดียวกันเช่นกัน

18.คำพูดที่ไม่ได้ยั้งคิดอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง
คำพูดที่โหดร้ายอาจทำลายชีวิต คำพูดที่เหมาะกาลเทศะอาจลดความเครียด
คำรักอาจเยียวยาและทำให้มีสุขได้

19.จุดเริ่มของความรักคือการปล่อยให้คนที่เรารักเป็นตัวของตัวเอง
อย่าดึงเขาจากภาพความเป็นเขา

20.คนที่มีความสุขที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเขามีสิ่งที่ดีที่สุด
เพียงแต่เขาสามารถทำสิ่งที่เขามีให้ดีที่สุดได้ต่างหาก

21.ความสุขรออยู่เบื้องหน้าผู้ที่มีน้ำตา ผู้ที่เจ็บปวด ผู้ที่ค้นหา
และผู้ที่พยายามแล้ว
เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้จักคุณค่าของผู้คนที่ได้สัมผัสชีวิตพวกเขา

22.ความรักเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม งอกงามด้วยรอยจูบ และจบลงด้วยคราบน้ำตา

23.อนาคตที่สดใสมีรากฐานอยู่บนอดีตที่ถูกลืม
คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดีถ้าหากไม่รู้จักปล่อยวางความผิดพลาดในอดีต
และความปวดใจ

24.คุณร้องไห้ตอนคุณเกิดในขณะที่คนรอบข้างกำลังยิ้ม
จงมีชีวิตอยู่เพื่อเมื่อตอนคุณตาย คุณจะเป็นคนที่ยิ้ม
ในขณะที่คนรอบข้างร้องไห้ให้คุณ

 

ตุ๊บอกว่า …ความรักมันสะอาดและดีงาม …แต่ ที่เจ็บ น่ะ เพราะมึงจับว่ามันคือ การต้องการ และการอยากได้ความรู้สึกดีๆคืนจากคนคนนึง… มันเลยเจ็บ