Archive for the ‘ Entertainment ’ Category

War of the World

 

เมื่อปี 1898 กว่าร้อยปีที่ผ่านมา จินตนาการอันบัญเจิดของนักเขียนหัวล้ำหน้านามว่า H.G. Wales ได้ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นหนังสือนิยายเรื่องดังนามว่า The War of the world ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวที่แสนจะน่ากลัวของการถูกรุกรานอย่างไม่ทันตั้งตัว โดย พวกมัน มนุษย์ต่างดาวที่มีอารยธรรมสูงส่งกว่า พวกเรา มนุษย์โลกอย่างไม่อาจเทียบกันได้

การรุกรานนี้จะว่าไป ก็ไม่ต่างกับการที่ชนผิวขาวเคยถือสิทธิว่าตนเป็นอารยชนบุกเข้ารุกราน และ แย่งชิงดินแดนทั้ง แอฟริกา เอเชีย และ อเมริกา ชนพื้นเมืองถูกยัดเยียดความเป็นอนารยชนให้ ถูกยัดเยียดสถานะที่ต้อยต่ำกว่าให้โดย ชนที่อ้างว่าตัวเองเจริญแล้ว…

เรื่องราวของ War of the world ใน version นี้ของสปีลเบิร์ก เกิดขึ้นโดยมีฉากหลังเป็น นิวเจอร์ซีย์ …พ่อม่ายลูกติดคนหนึ่งต้องรับหน้าที่ดูแลและปกป้องลูกทั้งสองให้ผ่านพ้นสงครามครั้งสุดท้ายบนโลกใบนี้

นี่เป็นการร่วมงานกันอีกครั้งของสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งฮอลลีวู้ด ทอม ครูซ พระเอกสุดล่อตลอดกาล และ พ่อมดแห่งโลกมายา สตีเว่น สปีลเบิร์ก หลังจากเคยประสบความสำเร็จจากการร่วมงานกันครั้งก่อน ในหนังสุดฮิต Minority Report พร้อมสมทบด้วยดาราฝีมือดีอีกคับคั่งไม่ว่าจะเป็น ทิม รอบบินส์ และ ดาโกต้า แฟนนิ่ง

อย่าลืมติดตามความยิ่งใหญ่ครั้งนี้ทุกโรงภาพยนต์ 30 มิ.ย. นี้

http://www.waroftheworlds.com/

 

 

The Terminal : life is waiting.

เดียวดายท่ามกลางผู้คน

ท่ามกลางผู้คนที่จอแจ ใจกลางสนามบินที่แสนวุ่นวาย
ผู้คนมากหน้าหลายตา พูดจาในภาษาที่ไม่เข้าใจกัน
ผู้ชายคนหนึ่งเดินทางมาสู่ประเทศที่ใฝ่ฝัน ด้วยความหวังที่จะได้พบกับโลกใบใหม่…
แต่แล้วสิ่งที่เขาพบกลับกลายเป็นความสับสนที่ยากจะเข้าใจ
ที่ๆเขาจากมาถูกลบชื่อออกจากแผนที่โลก ลบออกจากการมีตัวตนอยู่
เขาจึงเสมือนเป็นคนที่ไม่มีตัวตน ความเหงา ความไม่เข้าใจที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวในที่ๆมีผู้คนมากมาย
นี่คือแก่นหลักของ The Terminal หนังแสนอบอุ่นที่ผมมีโอกาสได้ไปชมในรอบแถลงข่าวเมื่อคืนวันที่ 26 สค.
ตัวหนังพูดถึง วิคเตอร์ นาวอสกี้
ชาวคราโคเชียประเทศเล็กๆในยุโรปตะวันออก ประเทศที่เกิดรัฐประหารในคืนที่เขา…เดินทางมาอเมริกาประเทศในฝัน
…เมื่อย่างก้าวลงสู่สนามบิน สิ่งที่เขาพบช่างต่างจากที่เขาฝันอย่างสิ้นเชิง อิสระภาพที่เขาเคยมี ถูกริบหายไปด้วยเหตุผลที่ยากจะเข้าใจ
เขากลายเป็นนักเดินทางที่ไม่สามารถไปถึงจุดหมาย และไม่มีแม้แต่ที่ที่จะให้เดินทางกลับ เขาต้องติดอยู่ในสถานที่ซึ่งไม่สามารถพูดคุยกับใครได้ และต้องรอ…รออย่างไม่รู้ว่าการรอคอยนั้น…จะสิ้นสุดเมื่อใด
แต่สวรรค์ก็ไม่เคยโหดร้ายจนเกินไป มิตรภาพเล็กๆที่เริ่มก่อตัวขึ้น
ความอบอุ่นที่ได้จากคนแปลกหน้า และการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา ได้คอยเป็นกำลังใจให้เขา เพื่อทนรอในสิ่งที่หวังไว้
เนื้อเรื่องที่ชวนติดตาม การผูกปมเรื่องที่ทำไว้อย่างแยบยล และประโยคซึ้งๆประทับใจที่ค่อยๆทยอยออกมาในเวลาที่เหมาะสม
ทำให้หนังเรื่องนี้เรียกได้ทั้งเสียงหัวเราะ และ น้ำตาจากผู้ชม
นอกจากนั้นตัวหนังยังได้สอนในหลายสิ่งให้แก่ผู้ชมโดยเฉพาะในประเด็นที่พูดถึงการเรียนรู้ของคนเราที่ไม่เคยจบสิ้น
ความใสซื่อของวิคเตอร์ซึ่งทอม แฮงค์ถ่ายทอดออกมานั้นยอดเยี่ยมมาก เมื่อดูหนังไปได้สักพักการแสดงของเขาทำให้ผมย้อนนึกไปถึง cast away ผลงานที่เขาเคยแสดงเอาไว้ อารมณ์ที่แสดงออกมาของตัวเอกจากทั้งสองเรื่องมีมุมที่ออกมาคล้ายๆกัน ในสถานการณ์ที่คล้ายกัน คือตัวเอกได้ติดอยู่ในที่ๆไม่สามารถจะสื่อสารกับใครได้ สำหรับหนังเรื่องนี้ผมให้ความพึงพอใจระดับ 4 ดาวครึ่งเต็ม 5 ดาวทีเดียว
อาจยาวไปนิดนะครับ สุดท้ายนี้ขอบคุณที่ตามอ่านกันมาถึงตรงนี้นะครับ

Review เล็กๆอีกเรื่องจากความทรงจำ

คู่กัน

เดินผ่าน มองคนไม่รู้จัก วนเวียนและเป็นอยู่ ดูไปก็รู้สึก อย่างเคย เหมือนเคย

ลองมองผ่าน ความทรงจำที่มีอยู่ คงมีเพียงฉันคนหนึ่ง คนเดียวที่รู้จัก อย่างเดิม เหมือนเดิม

วันเดือนปีเคยเป็นแค่เพียงสายลมผ่าน (แต่)ใครคนนึงทำเวลาฉันให้รู้สึกมีความหมาย

คนๆหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงทุกๆอย่างไป คนที่ทำให้ยิ้มได้ ไม่ว่าเราจะเศร้าเพียงไหนเธอคนหนึ่ง ทำให้รักฉันเปลี่ยนไป ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะคู่กัน

ในวันหนึ่งแค่มองเธอนั้นเดินผ่าน เพียงคนไม่รู้จัก ทำวันที่เป็นอยู่เปลี่ยนไป จากเดิมวันเดือนปีเคยเป็นแค่เพียงสายลมผ่าน (แต่)ใครคนนึงทำเวลาฉันให้รู้สึกมีความหมาย

คนๆหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงทุกๆอย่างไป คนที่ทำให้ยิ้มได้ ไม่ว่าเราจะเศร้าเพียงไหน
เธอคนหนึ่ง ทำให้รักฉันเปลี่ยนไป ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะคู่กัน

http://www.songonair.com/play.php?music=549242638.asf&id=739

เรา “หากันจนเจอ”

เรา "หากันจนเจอ"

สิ่งที่ฉันหวัง สิ่งที่ฉันคอยอาจดูเหมือนเลื่อนลอย เกือบจะฝันไปมองหาคนๆนึง ที่ไม่รู้เป็นใครและไม่รู้เมื่อไหร่ จะพบคนผู้นั้น

ส่วนชีวิตชั้น บอกเลยว่ามี เจอะคนที่แสนดี อยู่ทุกๆวันเพียงแค่ไม่มีใคร ที่จะฝันตรงกันแต่ว่าฉันมั่นใจ จะพบในไม่ช้า

อาจบางที ในเมืองกว้างใหญ่หมอกและควันช่วยกันพรางตามีขอบรั้วและกำแพงสร้างมาตึกและฟ้าคอยบังเราอยู่ แต่เราก็หากันจนเจอ  มันนานแค่ไหนที่คอยเธอมารู้สึกไหมว่าชีวิตคุ้มค่าเ มื่อมีใครสักคนข้างกาย

เกิดมาเพื่อหาใครคนหนึ่ง เป็นคนที่ฟ้าสร้างมาตรงใจ    เราต่างรู้โลกมันแสนกว้างใหญ่ แต่มันคงไม่ยากเกินไป  ที่ฉันจะพบเธอ

อาจมีสักครั้ง ที่เรา2คน ผ่านทางที่วกวน อยู่ใกล้ๆกันใบไม้เพียงใบหนึ่ง หล่นตอนที่เดินผ่านฉันคงจะมองมัน เมื่อเธอเดินผ่านมา

Be With You : รักที่ใฝ่หา หนังที่อยากดูแต่ไม่มีเวลา และไม่มีใจไปดู(คนเดียว)

ด้วยความชอบส่วนตัวของผมแล้ว หนังเอเชียหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะในแถบญี่ปุ่น และเกาหลี มีการนำเสนอที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเนื้อหาที่เรียกได้ว่าน้ำเน่า แต่เป็นน้ำเน่าที่ดูเน่าอย่างน่าสนใจ ด้วยการใช้พล็อต และมุมกล้องที่สวยงามดุจงามศิลป์ Be with You เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากดูมากแต่ก็ยังไม่มีเวลาที่เหมาะสมให้ไปดูซะที วันนี้เลยขอเอาบทวิจารณ์มาแบ่งปันกันอ่านละกัน

 

Be With You : รักที่ใฝ่หา
ผู้กำกับ : โนบุฮิโร่ โดอิ
บทภาพยนตร์ : โยชิคาสุ โอคุดะ จากนวนิยายชื่อเดียวกัน(Ima, Ai ni Yukimasu)ของ ทาคูจิ อิชิคาว่า
ผู้แสดง : ยูโกะ ทาเคอุจิ, ชิโดะ นากามูระ, อาคาชิ ทาเคอิ
หลังจากมิโอะ(ยูโกะ ทาเคอุจิ) ภรรยาเสียชีวิต ทาคุมิ(ชิโดะ นากามูระ), พ่อม่ายหนุ่มก็ใช้ชีวิตอยู่กับยูจิ(อาคาชิ ทาเคอิ) ในเมืองเล็กๆ อย่างเงียบเหงา และไร้จุดหมายไปวันๆ เขาและลูกไม่สามารถจัดการกับชีวิตที่ขาดมิโอะให้เป็นไปได้ด้วยดีนัก บ้านสกปรก อาหารที่ทำไม่อร่อย การงานผิดพลาด จนได้แต่นึกถึงคำพูดของเธอที่ให้สัญญาว่าจะกลับมาอีกครั้งเมื่อฤดูฝนได้มาเยือน ซึ่งก็คือหนึ่งปีหลังจากที่ได้เสียชีวิตไป

และแล้วปาฏิหาริย์ดังกล่าวก็เกิดขึ้น ในวันที่ฤดูฝนได้เริ่มต้นขึ้นพร้อมหยาดฝนที่ร่วงหล่นมาเหมือนไม่สิ้นสุด แต่พ่อลูกยังคงสวมเสื้อกันฝนสีสดใส เดินหยอกล้อ เล่นต่อคำอย่างมีความสุขท่ามกลางบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยต้นไม้อันเขียวชอุ่ม เพื่อออกไปค้นหากล่องที่เคยซ่อนเก็บเอาไว้ จู่ ๆ พวกเขาก็ได้พบกับมิโอะในบริเวณนั้น สร้างความฉงนว่าเธอเป็นผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายกัน เป็นภาพลวงตากลางหยดน้ำ หรือวิญญาณของคนรักที่ตายไปแล้วกันแน่
อย่างไรก็ตามสุดท้ายพวกเขาก็เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าเธอคือมิโอะอย่างแน่นอน แต่ปัญหาก็คือเธอจำเรื่องราวต่างๆ ในอดีตไม่ได้เลย และนั่นทำให้การเรียนรู้กันและกันได้เริ่มต้นอีกครั้ง เช่นเดียวกับความรักในอดีตระหว่าง มิโอะ และทาคุมิ ที่ถูกเล่าย้อนรอยเพื่อทบทวนอดีตที่เขาทั้งสองต่างมีให้กันตั้งแต่เริ่มแรกที่พบ และแรกเริ่มเมื่อก่อเกิดความรัก ซึ่งทำให้เกิดช่วงเวลาแห่งความสุขกลับมาสู่ครอบครัวของเขาอีกครั้ง

แต่แล้วความลับบางอย่างก็เริ่มเปิดเผย มิโอะรู้ดีว่าเธอจะอยู่ในจนสิ้นฤดูฝนนี้เท่านั้น ก่อนที่จะจากไปอย่างไร้สาเหตุเช่นเดียวกับการมาถึงเมื่อครั้งเริ่มต้น

Be With You สร้างโลกที่ดูบริสุทธิ์ด้วยงานภาพที่ดูนุ่มนวล ในสังคมเมืองต่างจังหวัด ที่ยังอยู่กับธรรมชาติ ดำรงอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่มีคนมากมายพลุกพล่าน คบหากับผู้คนต่างๆ ได้อย่างสนิทใจ หนังอาจให้ภาพของเมืองใหญ่ที่วุ่นวายอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต หลังจากผ่านการแต่งงานทุกอย่างก็ราวกับภาพการใช้ชีวิตในอุดมคติ ที่คนเมืองต่างไขว่คว้าหามัน ทาคุมิขี่จักรยานไปทำงานที่ไม่ต้องยุ่งกับคอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เนต อีกทั้งยังมีเพื่อนร่วมงานหญิงที่คอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา หนูน้อยยูจิยังคงมีความหวังให้แม่ของเขากลับมาด้วยการแขวนตุ๊กตาไล่ฝนให้กลับหัว คอยช่วยเหลือและห่วงใยพ่อที่มีปัญหาร่างกาย โดยไม่ต้องสาละวนอยู่กับหน้าโทรทัศน์ นับเป็นความสุขที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งในสังคมที่เร่งรีบ

ไม่น่าแปลกใจ หากหนังจะประสบความสำเร็จระดับมหาศาลในญี่ปุ่น ประเทศที่ผู้คนส่วนใหญ่มีชีวิตและการงานในเมืองที่เต็มไปด้วยปัญหาสังคมซึ่งเดินคู่มากับความเจริญ โดยมองข้ามหรือหลงลืมความสุขเล็กๆ ซึ่งทั้งทาคุมิ และมิโอะได้ร่วมกันสร้างขึ้น สิ่งที่ช่วยเน้นย้ำประเด็นดังกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกก็คือสภาพร่างกายของทาคุมิ หลังจากผ่านการฝึกฝนเพื่อเป็นนักวิ่งอย่างหนักหนา จนเกิดอาการผิดปรกติ มีสภาพคล้ายเครื่องจักรที่ดับจากการเร่งเกินปรกติ หากออกแรงมากหรืออยู่ท่ามกลางฝูงชนตัวทาคุมิจะหมดสติไปทันที ตัวละครเช่นเขาเสมือนภาพเปรียบบาดของผู้คนมากมายต้องผ่านความเร่งและแรงเสียดทานที่เกินพอดี จนมีบาดแผลติดในตัวแต่ละคนมาบ้างไม่มากก็น้อย

ทาคุมิก็เหมือนใครอีกหลายๆ คนที่มีสภาพเป็นผู้แพ้ แม้เขาจะทุ่มเทสักเพียงใดก็ดูเหมือนจะยิ่งส่งผลเลวร้ายมากยิ่งขึ้น แต่ก็เพราะมีมิโอะเป็นส่วนเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต เธอเป็นแบบอย่างของผู้หญิงในอุดมคติของผู้ชายแท้ๆ ที่ทำให้เขาเชื่อว่าความรักแท้ยังมีอยู่จริง วันข้างหน้ายังมีความหมาย และรักนั้นยังสามารถเกิดขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเดียวกับที่มิโอะมอบให้กับเขาและลูก

นักแสดงในเรื่องก็ยิ่งช่วยสร้างความรู้สึกนุ่มนวลยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยบทที่เอื้อต่อการแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจ แต่การแสดงของพวกเขาก็สามารถกลมกลืนไปกับบรรยากาศได้อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยูโกะ ทาเคอุจิ เธอคือหัวใจหลักของ Be With You โดยแท้ เธอเป็นความอบอุ่นของสองพ่อลูก เป็นเสน่ห์ที่ทั้งดูบริสุทธิ์ และน่าค้นหา ผมนึกไม่ออกเหมือนกันว่าหากหนังขาดเธอไปแล้วจะหาใครมาทดแทนได้ และคงไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้เกิดขึ้นตามได้ดังที่ตัวหนังเรียบๆ ที่ไม่มีเทคนิคทางภาพยนตร์หวือหวาเรื่องนี้ปรากฎ

จุดเด่นประการต่อมาคือทีมงานสร้าง และผู้กำกับ โนบุฮิโร่ โดอิ ที่ลงมากำกับหนังเป็นครั้งแรกหลังจากผ่านการกำกับ และอยู่เบื้องหลังละครโทรทัศน์มานาน ในการเลือกให้หนังนิ่ง และง่าย แม้จะเป็นเรื่องราวที่มีปาฏิหารย์เกิดขึ้นมา แต่หนังขับเน้นความรู้สึกเหล่านั้นโดยปราศจากเทคนิคพิเศษ แล้วเลือกแสดงด้วยออกด้วยภาพธรรมชาติอันสวยงามมากกว่า เช่น ภาพทุ่งดอกทานตะวัน, สีเขียวชุ่มน้ำของต้นหญ้าเขียวชอุ่ม

อย่างไรก็ตามการที่หนังสร้างโลกที่ดูเป็นสีขาวสวยงามเกือบตลอด ก็ถือเป็นดาบสองคมที่ทำให้หนังขาดความน่าเชื่อถือสำหรับคนที่ยังไม่อาจปักใจเชื่อว่ามีโลกดังที่ปรากฏในหนังจริงๆ จนอาจสร้างความหวานเลี่ยนอันไม่พึงประสงค์ให้กับผู้ไม่นิยมรสชาติดังกล่าวในการดูหนังสักเรื่อง ทั้งนี้ก็เพราะหนังใช้วิธีที่ค่อนข้างง่ายในการก่อตัวของสังคมและโลกแบบที่หนังเป็นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดทุกสิ่งทุกอย่างที่ชะตากรรมได้ลิขิตเอาไว้กับมิโอะ กับครอบครัวของเธอ โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้อีกหลังจากที่หนังได้เฉลยในช่วงท้าย นอกจากการเลือกชะตากรรมด้วยตัวมนุษย์เอง การที่หนังเลือกสาระดังกล่าวโดยไม่มีจุดพลิกผัน ต้องถือว่าเป็นจุดอ่อนให้หนังง่ายไปไม่น้อย อาจจะเรียกว่ามันเป็นความสวยงามแต่ยังไม่ละเอียดพอก็ว่าได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายยิ่ง

แต่ถึงที่สุด เชื่อว่าผู้ชมที่ประทับใจย่อมไม่ได้สนใจเหตุผลทางความเป็นจริงกันอยู่แล้ว และยังมีสิ่งที่ช่วยเพิ่มพูนความรู้สึกดีๆ ไปอีก ทั้งนี้สาเหตุหลักสำคัญไม่ใช่เพียงเพราะความสวยงามในโลกที่ถูกรังสรรค์เท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงการไถ่บาปในอดีตที่คั่งค้างให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ ดังที่เรื่องราวกำหนดในฤดูฝน หยดน้ำทั้งหลายที่โปรยปรายมาไม่หยุดอาจทำให้หลายคนเมินหน้า ผิดกับพ่อลูกคู่นี้ที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ เพราะไม่ใช่เพียงแค่คนที่เขารักกำลังจะกลับมา แต่น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยล้างมลทินในใจให้ชีวิตพวกเขาได้กลับมารู้สึกถึงความบริสุทธิ์อีกครั้ง เช่นเดียวกับคำปลอบโยน ให้กำลังใจของมิโอะ ก่อนการร่ำลา

Be With You จึงไม่ใช่หนังรักเรียกน้ำตาที่ขับเน้นจากฉากความสะเทือนใจ แต่เร้าอารมณ์ด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง ประทับใจเป็นหลัก มันอาจไม่ใช่หนังที่มีศิลปะเพียบพร้อม แต่ก็ขับเน้นความบริสุทธิ์จากรัก จากธรรมชาติอันเริ่มเลือนหายที่ผู้คนต่างโหยหาอยากหวนคืนแต่ทำไม่ได้ง่ายเหมือนกับหนัง เพียงเพื่อหลีกหนีจากโลกที่แสนจะวุ่นวายในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้กระมัง ส่วนคำตอบว่าความรู้สึกดังกล่าวจะอยู่กับเราเพียงชั่วครั้งคราว หรือชั่วนิจนิรันดร์ในใจหรือไม่นั้น…คงขึ้นอยู่กับแต่ละตัวบุคคลเอง

มหา’ลัยเหมืองแร่

"เหมืองแร่ คืออดีตที่กลายเป็นอนาคตไม่รู้วาย"

2492 ปีที่ นิสิตรีไทร์ จากมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติของประเทศไทยต้องระเห็ดจากแสงไฟ ไปอยู่ในแดนกันดาร บ้านป่าเมืองเถื่อน ในอดีตมีคำกล่าวว่า "ชายใดจากหญิงภรรยาไปเมืองจีน ไปชวา ไปพังงาฟ้าแดงเกิน 3 ปี อนุญาติให้หญิงนั้นมีชู้ได้" นี่คือความห่างไกลที่ชายหนุ่มต้องเผชิญ…

4 ปีในเหมืองแร่ได้แปรสภาพเป็นเบ้าหลอมใหญ่ที่หล่อหลอมชีวิตของชายหนุ่มคนหนึ่งให้พบกับ ความสุข ความเศร้า ความเหงา และมิตรภาพที่แท้จริง

กว่า 65 ล้านบาทเบื้องหลังงานสร้างอลังการของภาพยนต์ประทับใจแห่งปี มหา’ลัย เหมืองแร่ โดย จิระ มะลิกุล งานโปรดักชั่นระดับยิ่งใหญ่ที่เนรมิต เรือขุดแร่ หมู่บ้าน และบรรยากาศทุกอย่างให้ย้อนกลับไปใน พ.ศ.2492 อย่างน่าทึ่ง ทุกๆอย่างถูกสร้างขึ้นมาใหม่อย่างประณีต และใส่ใจในรายละเอียดเสมือนได้ย้อนกลับไปสู่โลกอีกใบในอดีตอย่างแท้จริง…

เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปชมภาพยนต์ มหา’ลัย เหมืองแร่ รอบสื่อมวลชนที่ เมเจอร์ฯ รัชโยธิน ในความคาดหวังแรกเกี่ยวกับตัวหนังหลังจากได้ดูตัวอย่างหนังมาก่อนหลายรอบ บวกกับการได้อ่านหนังสือของคุณ อาจินต์ รุ่นพี่ร่วมมหาลัยมาอีกหลายรอบ ทำให้ค่อนข้างมีความคาดหวังกับตัวหนังอยู่สูง พอภาพยนต์เริ่มฉายในช่วงแรกยอมรับเลยว่าเป๋ไปนิดนึง เพราะว่าการลำดับเรื่องในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกค่อนข้างขาดการเชื่อมโยงที่น่าสนใจ(สำหรับผมนะ ผมออกตัวไว้ก่อน) เหมือนกับว่าต้องรีบยัดเยียดให้คนดูรู้จักกับตัวเอกของเรื่องพร้อมกับต้องการเก็บรายละเอียดในเรื่องสั้นแต่ละเรื่องตามบทประพันธ์อย่างเร่งรีบเกินไปทำให้คนดูหลายๆคนสะดุดไปเหมือนกัน (แอบเห็นจากคนรอบๆตัว ทำหน้ามึนๆ) แต่พอเริ่มจับจังหวะของหนังได้ โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่ อาจินต์ ได้พบกับ ไข่ คู่หูเพื่อนตาย จากนั้นพี่เก้ง จิระ ก็พาผมอินไปกับเรื่องราวได้จริงๆ ซึ่งในช่วงหลังนี่เล่นเอาซาบซึ้งกระแทกจิตใจกันไปหลายฉาก ตัวหนังพูดถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตของ อาจินต์ได้เป็นอย่างดี การถ่ายทอดอารมณ์ของมนุษย์ก็ทำได้อย่างดีเยี่ยม แทบทุกฉากต้องมีประโยคเด็ดๆที่ทำเอาเราต้องแอบเก็บไปไว้ในสมองอยู่หลายครั้งเช่น "ชนะเพื่อนแพ้นาย ชนะกฏหมายแพ้เงิน" หรือ "กินอย่าอาย ตายอย่ากลัว ยากช่างหัว ตายปลด" อีกมุมที่พี่เก้งสามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้ดีก็คือ ความเป็นคนของแต่ละตัวละคร ตัวละครแต่ละตัวถูกถ่ายทอดอารมณ์ออกมาอย่างละเอียดอ่อน และค่อนข้างตรงกับคำบรรยายในหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นพี่จอน ไอ้ไข่ นายฝรั่ง ลุงหมา อาโก และ ตัวอาจินต์เองที่แสดงได้ในขั้นดีใช้ได้เมื่อเทียบกบการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก

สำหรับตัวผมเองผมอยากขอเชียร์ให้ทุกๆคนไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้นะครับ ไปชม Star Wars ก่อนก็ได้แต่จากนั้นก็ชม เหมืองแร่ซะ เพราะว่ามันเป็นหนังที่ควรค่าแก่การไปดูจริงๆ