Archive for October, 2006

Coffee

From the moment I met you I just knew you’d be mine
You touched my hand
And I knew that this was gonna be our time
I don’t ever wanna lose this feeling
I don’t wanna spend a moment apart

‘Cos you bring out the best in me, like no-one else can do
That’s why I’m by your side, and that’s why I love you

Every day that I’m here with you
I know that it feels right
And I’ve just got to be near you every day and every night
And you know that we belong together
It just had to be you and me

And you know that we belong together, It just had to be you and me

‘Cos you bring out the best in me, like no-one else can do
That’s why I’m by your side
‘Cos you bring out the best in me, like no-one else can do
That’s why I’m by your side, and that’s why I love you
‘Cos you bring out the best in me, like no-one else can do
That’s why I’m by your side, and that’s why I love you

แค่อยากเล่า (เหล้า)

 – ก่อนอื่นคงต้องขอทราบแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องสั้นชุดนี้ก่อนครับ
 
 ครับ คงต้องขอบอกว่า แรงบันดาลใจที่นำมาเขียนเรื่องนี้ ก็เป็นการนำเอาเรื่องจริงที่อยู่รอบตัวของผม มาขยายความ แล้วก็เขียนออกมาในรูปของงานเขียน 4 ตอน ซึ่งแต่ละตอน จบในตอน แต่ว่าแต่ละตอนก็กล่าวถึงตอนอื่นๆไว้ด้วยน่ะครับ คืออ่านเรื่องเดียวก็ได้ความรู้สึกแบบหนึ่ง แต่ถ้าอ่าน 2 เรื่องก็จะได้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง แล้วถ้าอ่านทั้งหมดก็จะได้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง เป็นแนวนั้นน่ะครับ 
 
 – หมายความว่าทั้ง 4 ตอนนี่ เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน ?
 
จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรื่องสั้นชุดนี้ เป็นเรื่องที่เกิดในจักรวาลเดียวกันครับ ทุกตัวละครจะมีความเชื่องโยงกันในบางแง่มุม คนหนึ่งในที่หนึ่ง จะกลายสถานะของตนเมื่อเปลี่ยนที่อยู่
 
 – แล้วที่บอกว่าแรงบันดาลใจที่นำมาเขียนเรื่อง เป็นแรงบันดาลใจที่มาจากเรื่องจริง ไม่ทราบว่าเป็นประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับคุณรึเปล่า ?
 
…ตอบอย่างนี้ดีกว่าครับ ทุกๆเรื่องก็เคยเกิดกับผม และไม่เคยเกิดกับผม คือว่าบางเรื่องผมเห็นแค่ด้านเดียว แต่ก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วความจริงเป็นอย่างไรทั้งหมด แบบนั้นผมเลยถือว่าเรื่องนั้นไม่ได้เกิดกับผมแบบจริงๆน่ะครับ ผมขอพูดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงของสังคมดีกว่า ผมเป็นผู้นำสารมาตีความออกมาเป็นงานวรรณกรรมครับ
 
 – คิดว่าเรื่องที่เขียนนี่ จะรุนแรงไปในมุมมองของผู้ใหญ่หรือไม่ ?
 
อันนี้ผมว่าพูดยากครับ เพราะว่าอย่างที่รู้ๆกัน คนไทยเราเนี่ยนะครับ ชอบต่อต้านในสิ่งที่เราอยากทำแต่ไม่กล้าทำครับ แล้วก็จะยกเรื่องนู้นเรื่องนี้มาพูดทำเป็นแบบ มือถือศากปากถือศีล น่ะครับ ผมก็เคยได้รับคำตักเตือนมาจากพวกผู้ใหญ่เหมือนกันว่า ทำไมต้องเขียนเรื่องที่มันอาจจะชี้นำเยาวชนให้เดินผิดทางได้ ผมว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่มุมมองมากกว่าครับ ถามว่าผมชอบมั้ยที่สังคมเป็นแบบนี้ ผมตอบได้เลยว่าไม่ชอบ แต่ผมเลือกที่จะเรียนรู้อยู่กับมัน ผมไม่ชอบแบบไหน ผมก็แค่ไม่ทำแบบนั้นครับ แต่งานเขียนนี่ ผมอยากสะท้อนสภาพของสังคมมากกว่าครับ
 
"เพราะว่าอย่างที่รู้ๆกัน คนไทยเราเนี่ยนะครับ ชอบต่อต้านในสิ่งที่เราอยากทำแต่ไม่กล้าทำครับ แล้วก็จะยกเรื่องนู้นเรื่องนี้มาพูดทำเป็นแบบ มือถือศากปากถือศีล"
 
– มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ กับการที่งานของคุณ ถูกนำไปเทียบกับนักเขียนรุ่นพี่บางคน
 
แรกๆก็ไม่คุ้นครับ จดหมายบางฉบับที่มาถึงนี่ก็ด่าว่าผมใหญ่ ผมใช้คำว่าด่าว่าเลยนะครับ เพราะด่าผมจริงๆหาว่าไปลอกเลียนสไตล์การเขียนของนักเขียนรุ่นพี่บางท่านมา ทั้งๆที่เอาจริงๆผมพึ่งได้มาอ่านงานของนักเขียนท่านนั้นเมื่อไม่นานมานี้เอง ตอนที่ผมเริ่มเขียนงานของผม ผมไม่เคยอ่านงานของนักเขียนท่านนั้นด้วยซ้ำ อย่างนี้แหละครับผมพอจะเข้าใจว่าแต่ละคนคงมีความคิดที่ต่างๆกันไป จะห้ามใครคิดอะไรไม่ได้ เอาเป็นว่าผมขอขอบคุณดีกว่าครับที่ยกย่องงานของผมให้เทียบชั้นกวีซีไรต์ (ยิ้ม) ขอบคุณครับ
 
– เมื่อกี้คุณบอกว่า แรงบันดาลใจมาจากสังคมในปัจจุบัน คิดอย่างไรกับสภาพสังคมในปัจจุบันครับ ?
 
อันนี้ผมอยากให้ไปอ่านดูในงานเขียนของผมดีกว่าครับ คงไม่พูดอะไรมากดีกว่า ทุกๆอย่างผมแปลงเป็นตัวหนังสืออยู่ในนั้นหมดแล้วครับ
 
– แล้วเมื่อไหร่จะมีผลงานชิ้นใหม่ออกมาให้แฟนๆได้ติดตามกันครับ ยังจะเป็นแนวเรื่องสั้นเสียดสีสังคมแบบนี้หรือเปล่า ?
 
คิดว่าไม่น่านานนี้ครับ ครั้งนี้คงจะไม่ได้เป็นเรื่องสั้นแล้วครับ แต่จะเป็นเรื่องยาวที่ยังสะท้อนสภาพของสังคมอยู่ แต่ไม่ได้เน้นไปแนวเดียวกับเรื่องเล่า (เหล้า) แล้วครับ จะใกล้ตัวเรามากขึ้น มีอารมณ์ขันมากขึ้น แล้วก็ไม่ได้เข้าใจยากแล้วครับ ส่วนเนื้อหาจะเป็นแบบไหนอยากให้ลองติดตามกันดูครับ
 
– สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรไว้กับผู้อ่านบ้างครับ
 
ก็อยากจะบอกทุกๆคนว่า ถ้าอยากทำอะไร จงทำครับ แต่เรื่องที่จะทำต้องไม่ไปรบกวนใครครับ ทำแล้วเสียใจ ดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ!!!
 
______________________________________________________________________________________________________
 
ผลงานเรื่องเล่า (เหล้า)
 
 

ร้านเหล้า (เล่า)

บนยอดตึกสูงชั้นที่ 99
  
…เคาน์เตอร์บาร์ตรงข้ามกับโต๊ะหรูที่ถูกจองเอาไว้ ในผับหรูใจกลางเมืองแห่งนี้ นอกหน้าต่างเม็ดฝนเริ่มทอดตัวเป็นสายยาวลงมาจากเมฆดำครึ้มที่ลอยปกคลุมอยู่ทั่วฟ้า พระอาทิตย์พึ่งลับเส้นขอบฟ้าไปไม่นานนัก แต่ฟ้ากลับมืดมัวด้วยฤทธิ์แห่งพายุฝนที่กระหน่ำอยู่…
 
ประตูผับเปิดออกด้วยแรงผลักจากชายหนุ่มวัยไม่น่าเกิน 30 ปี แต่งตัวดี หน้าตาดี และ แน่นอนมีฐานะดีด้วยแน่ๆ เพราะว่าผับหรูแห่งนี้ เป็นผับที่คัดเลือกสมาชิกอย่างเข้มงวด ไม่ใช่คนที่มีตระกูลใหญ่โต ก็เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ไม่ก็ลูกของนักการเมือง เมื่อเขาเปิดประตูเข้ามา ผมแอบยิ้มอยู่ในใจ ลูกค้าประจำกระเป๋าหนัก มือเติบ เอาเงินมาจ่ายเป็นค่าทิปให้ผมอีกแล้ว ผมรีบพาเขาไปยังโต๊ะตัวนั้น ที่ริมหน้าต่าง โต๊ะตัวที่เขาจองเอาไว้
 
20.14 น. อีก 5 ชั่วโมง 46 นาที เลิกงาน
 
เขาสั่งสก๊อตวิสกี้ 1.25 ลิตร ขวดหนึ่ง โซดา 2 ขวด และ น้ำแข็งหนึ่งเหยือก ผมมองหน้าเขาแปลกๆ "วันนี้พี่ไม่ทานไวน์เหรอครับ" ผมถาม หมายที่จะแสดงให้เขารับรู้ว่า ผมน่ะจำเขาได้ และแน่นอนที่ผมทำแบบนั้น ก็เพราะหวังทิปก้อนโตจากเขา แน่นอน! แต่เขากลับตอบอะไรมาก็ไม่รู้ที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ เขาบอกแต่ว่าไม่ล่ะ เพราะเขาคิดว่า วิสกี้ จะทำให้เขาลืมอะไรๆได้มากกว่า
 
ผมรีบเดินไปหลังเคาน์เตอร์บาร์จัดของตามที่ลูกค้าใหญ่ของผมสั่ง วิสกี้ราคาแพงกว่าเงินเดือนของผมถูกรินลงแก้วสวย ซึ่งราคาก็ไม่น่าเบาไปกว่ากันเท่าไรนัก ผมทำงานทั้งปีหักค่าใช้จ่าย ยังไม่รู้ว่าจะมีเงินพอซื้อวิสกี้ขวดนี้มากินหรือเปล่า ก็ได้แต่หวังว่าคืนนี้เขาอาจจะใจดีกับผมบ้าง
 
ฝนกระหน่ำหนักขึ้นๆ ลมภายนอกพัดแรง ผมแอบมองไปทางโต๊ะของเขาบ่อยๆเพื่อว่าเขาจะสั่งอะไรเพิ่มเติม เขาควักบุหรี่ออกมาจุด อัดควันลึกเข้าปอด… ผมรีบนำที่เขี่ยบุหรี่ไปวางที่โต๊ะของเขา
 
21.00 น. อีก 5 ชั่วโมง เลิกงาน
 
เมื่อสามวันที่แล้ว แม่ผมโทรมา
 
…ผมออกจากบ้านมาแล้ว 8 ปี ตั้งแต่อายุ 16 ผมเข้ากรุงเทพมาด้วยความฝันที่เต็มเปี่ยม ผมเชื่อว่าเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสี เมืองที่ไม่เคยหลับใหล เมืองที่มีโอกาสหล่นอยู่ทุกหัวมุมถนน เมืองที่มีเงินลอยอยู่ในอากาศ ขอเพียงแค่ผมคว้าไปถูกจุด ผมเชื่อว่ามาที่นี่ ผมจะรวย รวยพอที่จะส่งเงินกลับไปจุนเจือครอบครัวของผมที่ต่างจังหวัดได้
 
เมื่อสามวันที่แล้ว แม่ผมโทรมา
 
ปีแรกของการทำงานผมเริ่มด้วยอาชีพเด็กล้างจาน ผมเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์อย่างมัธยัสถ์ส่งกลับไปบ้านทุกๆเดือน ผมทำงานอย่างขยันขันแข็ง แล้วก็เฝ้าแอบมองคนที่มีโอกาสมากกว่าผม หนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับผมที่มาเป็นลูกค้าที่ร้านที่ผมทำงานอยู่ พวกเขาเหล่านั้นดูมีความสุขไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ผมอิจฉาพวกเขา ที่เกิดเราห่างกันไม่กี่ร้อยกิโล แต่สายตาที่เรามองกันต่างกันมากนัก ผมต้องเงยหน้าขึ้นไปมองพวกเขา ในขณะที่พวกเขาใช้แค่เพียงหางตามองต่ำลงมา
 
นานวัน ผมเริ่มอิจฉาพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผมรู้ว่าตัวเองก็คงทำอะไรไม่ได้ ชีวิตคนเราแข่งอะไรแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้ คำพูดที่แม่ผมเคยพูดบ่อยๆ มันเป็นคำพูดของคนที่น้อยเนื้อต่ำใจ คนอย่างพวกผม
 
ผมเริ่มขยันทำงานมากขึ้น ผมยังไม่ยอมแพ้กับโชคชะตา ผมขยันขึ้นๆจนได้ขยับตำแหน่งมาเป็นเด็กเสิร์ฟ เป็นกัปตัน ผมย้ายที่ทำงานไปสู่ร้านที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เงินมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ร้านนี้เมื่อสามปีที่แล้ว ผมไต่เต้าจนได้เป็นหัวหน้าโซน ลูกค้ามากหน้าหลายตาผ่านเข้าออกร้านพร้อมกับความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้นของผม สำหรับเด็กที่ไม่จบแม้กระทั่งระดับมัธยมปลาย ที่จุดนี้มันเป็นจุดที่สูงมากสำหรับผม
 
เมื่อสามวันที่แล้ว แม่ผมโทรมา
 
ในตอนแรกที่ผมมาทำงานในผับแห่งนี้ ผมสนุกไปกับเสียงเพลงและแสงสีที่วับวามของไฟที่กรอกพลิ้วไปมา ผมหลงใหลในม่านสลัวของกลุ่มควัน และรสชาติฝาดขมของเหล้า ผมหลงใหลไปกับมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น จนวันหนึ่งที่ผมเลิกงานเร็ว ผมออกจากร้านตั้งแต่ร้านยังไม่ปิด ผมกดลิฟต์ลงไปที่ชั้น 1 เพื่อรีบไปให้ทันรถเมล์รอบสุดท้าย ผมเดินออกไปถนนใหญ่อย่างเร่งรีบ ระหว่างทางผมเห็นหนุ่มสาวที่เป็นลูกค้าในร้านเมื่อครู่นี้นอนจมกองอ้วกของตัวเองอยู่ริมถนน เมื่อไม่กี่นาทีมานี้ ผมกับเพื่อนๆร่วมงานยังแอบมองผู้หญิงคนนี้ด้วยความหลงใหล จนกระทั่งไอ้หนุ่มคนนี้แหละมาพาเธอออกไปจากร้าน
 
ไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ผู้หญิงแต่งตัวดี ดูมีชาติตระกูล ก็กลับกลายเป็นผู้หญิงไร้ค่าอยู่ริมถนน
 
จากวันนั้นผมเป็นอะไรก็ไม่รู้ ผมเริ่มเหม็นควันบุหรี่ ผมเริ่มเวียนหัวที่เห็นไฟวับๆ ลิ้นผมเริ่มไม่รับรสขมของสุรา ผมเริ่มไม่ชอบงานที่ผมทำอยู่ และผม …เริ่มไม่ชอบเมืองนี้
 
เมื่อสามวันที่แล้ว แม่ผมโทรมา
 
เธออยากให้ผมกลับบ้าน
 
เมื่อสามวันที่แล้ว แม่ผมโทรมา
 
เธอป่วย และไม่มีคนดูแลน้องๆ เธออยากให้ผมกลับไปอยู่บ้าน เพราะตอนนี้ที่บ้านผมก็พอจะมีลู่ทางทำงานอะไรได้บ้างแล้ว
 
เมื่อสามวันที่แล้ว แม่ผมโทรมา
 
ผมยังไม่ได้ตัดสินใจอย่างใด ผมยังอยากเก็บเงินอยู่ที่นี่อีกสักพัก ทั้งๆที่อีกใจหนึ่งผมก็เบื่อที่จะอยู่ในที่แห่งนี้จนทนไม่ไหว แต่เงินที่ได้ตอบแทนมันก็ทำให้ผมลังเล แน่ล่ะ!
 
เมื่อสามวันที่แล้ว แม่ผมโทรมา
 
22.45 น. อีก 3 ชั่วโมง 15 นาที เลิกงาน
 
ผมเห็นชายหนุ่ม หญิงสาว มากหน้าหลายตาเดินเข้ามาทักทายเขาไม่ขาดสาย เขาคนนั้นลูกค้ามือเติบของผม ผมไม่ค่อยได้ติดตามข่าวเท่าไหร่ รู้พอเลาๆว่าเขาเป็นนักธุรกิจไฟแรงชื่อดังอะไรสักอย่าง นี่แหละมั้งสาเหตุที่ผู้ชายก็อยากเป็นเพื่อนกับเขา ผู้หญิงก็อยากให้เขาเป็นเจ้าของ
 
ถ้าผมมีโอกาสอย่างเขาบ้าง ถ้าที่เกิดของผมเป็นเมืองแห่งนี้ เป็นกรุงเทพ ผมอาจจะได้ไปนั่งอยู่ในที่ตรงนั้นบ้างเหมือนกัน
 
ผมเห็นวิสกี้ในแก้วของเขาหมด ผมจึงเพิ่มวิสกี้ให้แก้วของเขา แล้วก็นึกน้อยใจกับโอกาสของตัวเอง
 
23.37 น. อีก 2 ชั่วโมง 23 นาที เลิกงาน
 
หญิงสาวร่างโปร่งในชุดกระโปรงสั้นสีดำ เดินเข้ามาจากหน้าประตูร้าน ผมยาวสลวยของเธอสะท้อนแสงไฟสลัวเป็นประกาย เธอหันมามองผมพร้อมยิ้มให้ ผมยิ้มตอบจากนั้นเธอก็เดินไปที่โต๊ะของเขา เธอขยับเก้าอี้ลงนั่ง เธอใช้ตาดำขลับกลมโตของเธอจ้องไปที่ตาแดงก่ำของเขา ตาแดงก่ำซึ่งน่าจะเกิดจากฤทธิ์ของวิสกี้ เขาไม่รู้จักเธอแน่ๆ ผมรู้ดีจากการอ่านสายตาของเขา แต่ผมรู้ว่าไม่นาน เธอจะทำให้เขารู้จักเธอได้เอง
 
เธอกับเขาพูดคุยกันอยู่หลายประโยค ความสนิทเริ่มก่อตัวขึ้นตามบทสนทนาผมเห็นได้ชัด ผมถอนหายใจ ผมไม่คิดเลยว่าผู้หญิงแบบเธอที่ทั้งสมบูรณ์ด้วยหน้าตา และ กิริยาอันภูมิฐาน ต้องมาทำอาชีพแบบนี้ …โสเภณี
 
เธอยิ้มให้เขา พร้อมโปรยตาราวกับแฝงความรู้สึกนับล้านแนบมากับแววตานั้น
 
ผมยังจำวันแรกที่เห็นเธอได้ วันนั้น เธอแต่งชุดนักศึกษามาพร้อมกับผู้ชายวัยคราวพ่อ ผมยังแอบคิดไปว่าเป็นพ่อลูกกัน จนกระทั่งได้เห็นกิริยาท่าทางที่ทั้งคู่แสดงต่อกัน จึงเริ่มเอะใจ และจนกระทั่งเพื่อนพนักงานมาเล่าเรื่องของเธอให้ผมฟัง ผมยังแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
 
เธอมาที่นี่เป็นครั้งคราว แน่ล่ะเธอมาหาลูกค้า ไม่มีใครรู้ว่าทำไมผู้หญิงอย่างเธอต้องมาทำงานแบบนี้ มีแต่ข่าวลือต่างๆนาๆ ว่าเธอมาทำงานใช้หนี้บ้าง มาทำงานนี้เพราะเคยถูกแฟนข่มขืนบ้าง หรืออะไรๆอีกล้านแปดอย่าง
 
ทุกครั้งที่ผมได้ฟังเรื่องเธอ ใจของผมเต้นจังหวะที่ไม่เหมือนเก่า… ผมรู้สึกป่วยกับการที่เห็นเธอเป็นแบบนี้
 
ผมยังคงสงสัยกับคำถามบางประการที่ค้างคาอยู่ที่ส่วนลึกในใจของผม
 
ทำไม คนอย่างเธอ คนที่น่าจะมีโอกาสดีๆในชีวิต
ทำไม เธอคนที่อยู่ในกลุ่มคนที่ผมอิจฉาอยากจะเป็น คนที่เกิดมาพร้อมกับโอกาส ต้องมาทำแบบนี้…
 
แต่อย่างว่า ตั้งแต่ผมมาอยู่ที่เมืองนี้ กรุงเทพมหานคร "ผมก็ไม่ค่อยจะเข้าใจอะไรสักอย่าง"
 
00.10 น. อีก 1 ชั่วโมง 50 นาที เลิกงาน
 
ผมเห็นเขาพูดคุย หยอกล้อกับเธอราวกับว่ารู้จักกันมานาน มือที่เคยถือแก้ววิสกี้มือหนึ่ง คีบบุหรี่มือหนึ่ง ก็แปรเปลี่ยนสลับมาโอบกอดเธอตามแต่มือไหนจะว่างตอนไหน เธอไม่โต้ตอบ เธอรู้ดีว่าเขาต้องการอะไร นับตั้งแต่เธอเปลี่ยนที่นั่งมานั่งเคียงเขาอยู่ตรงนี้ เธอสบตาเขา ตาแดงก่ำของเขาซึ่งเกิดจากฤทธิ์ของวิสกี้ 
 
เธอกำลังจะทำหน้าที่ของเธอสำเร็จ
 
ผมไม่อยากเห็น ผมอยากจะเบือนหน้าหนี ผมทำไม่ได้ ผมไม่เข้าใจว่าผมไม่อยากมองทำไมไม่เบือนหน้าหนี เหมือนกับที่เบื่อแสงสีแต่ยังคงยืนอยู่ตรงนี้
  
เมื่อสามวันที่แล้ว แม่ผมโทรมา
 
…แม่อยากให้ผมกลับบ้าน
 
00.47 น. อีก 1 ชั่วโมง 13 นาที เลิกงาน
 
เกือบไม่มีที่นั่งไหนในร้านที่มีคนนั่งอยู่ เพราะทุกอณูที่ที่สามารถยืนได้ มีแต่หนุ่มสาวหลายวัย ลุกขึ้นมาร้อง เต้น กันอย่างเต็มที่ เขากับเธอเองก็ไม่ได้น้อยหน้า เขายืนขึ้นเช่นกัน แน่นอน โดยมีเธออยู่ในอ้อมกอด ท่ามกลางการเบียดเสียดของคนมากมาย เขาและเธอกลับเบียดเสียดกันมากกว่า ตาของเขาจ้องมองตาของเธอ ตาแดงก่ำของเขาซึ่งเกิดจากฤทธิ์ของวิสกี้ ตอนนี้ตาดำขลับของเธอ …ก็แดงก่ำเช่นกัน
 
วิสกี้คงทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ เหมือนกับเธอวันนี้เธอเดินเข้ามาที่นี่ และทำหน้าที่ของเธออย่างเต็มที่ เธอทำมันได้ดี
 
แม่อยากให้ผมกลับบ้าน
 
02.03 น. เลิกงานมาแล้ว 3 นาที
 
ผมจดค่าใช้จ่ายของเขาทั้งหมดคืนนี้ลงบัญชีเหมือนกับทุกๆครั้ง เงินกว่าหนึ่งในสามของเงินแสน จะหายไปจากบัญชีของเขาในสิ้นเดือนนี้สำหรับความสุขของเขาใน 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา เงินที่เขาเสียไปในเวลา 6 ชั่วโมง มันมากกว่าเงินที่ผมได้รับต่อเดือน ยังดีที่ก่อนที่เขาจะเดินออกจากร้านเขายัดแบงค์สีเทาๆใส่กระเป๋าเสื้อผม ผมยิ้มรับขอบคุณพร้อมกับพาเขาไปส่งที่ลิฟต์
 
ผมกลับเข้ามาควบคุมการเก็บร้าน พร้อมนั่งลงที่บาร์น้ำ
 
อดคิดไม่ได้ว่า เขา และเธอ จะพากันไปที่ไหน ไม่จำเป็นต้องมีตัวเลือกมากนักสำหรับสถานที่ เพราะกิจกรรมที่ต้องทำมันถูกกำหนดเอาไว้อยู่แล้ว
 
ผมก้มหน้าลงซบกับมือด้วยความเหน็ดเหนื่อย…
ผมท้อกับการที่ต้องเห็นภาพแบบนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ผมแยกไม่ออกว่าผมรังเกียจ
หรือว่า ผมอิจฉา…
 
03.00 น. เลิกงานมา 1 ชั่วโมง
 
ผมเดินอยู่ริมถนนเพื่อมองหารถแท็กซี่ ผมคิดว่าอาจจะดึกเกินไปหรือเปล่า แต่ผมก็โทรไปจนได้… เสียงสัญญาณดังอยู่สักพักหนึ่ง เสียงงัวเงียเกิดขึ้นจากปลายสาย ผมขอโทษที่โทรไปรบกวนกลางดึก คุยได้ไม่นานผมก็รีบวางสาย ก่อนจะวางผมบอกปลายสายไว้ประโยคหนึ่ง
 
…แม่ครับ ผมว่าพรุ่งนี้ ผมจะกลับบ้าน
 

 

She (Tous Les Visages de L’Amour)

She (Tous Les Visages de L’Amour)
Elvis Costello – from Notting Hill Soundtrack
Written by Charles Aznavour and Herbert Kretzmer
 
She may be the face I can’t forget
The trace of pleasure or regret
Maybe my treasure or the price I have to pay
She may be the song that summer sings
May be the chill that autumn brings
May be a hundred different things
Within the measure of a day
 
She may be the beauty or the beast
May be the famine or the feast
May turn each day into a Heaven or a Hell
She may be the mirror of my dreams
A smile reflected in a stream
She may not be what she may seem
Inside her shell….
 
She, who always seems so happy in a crowd
Whose eyes can be so private and so proud
No one’s allowed to see them when they cry
She maybe the love that cannot hope to last
May come to me from shadows in the past
That I remember ’till the day I die
 
She maybe the reason I survive
The why and wherefore I’m alive
The one I care for through the rough and ready years
 
Me, I’ll take the laughter and her tears
And make them all my souvenirs
For where she goes I’ve got to be

The meaning of my life is
She….She
Oh, she….

 
 
…ขอบคุณที่มีเธอเข้ามาในวันที่ผมเหงา
…ขอบคุณที่เธอหอบเอาความอบอุ่นเข้ามาในชีวิตผม
 
…เราเคยพลาดที่จะได้รู้จักกันเมื่อ 6 ปีที่แล้ว แต่วันนี้เราได้พบกัน…
 
…ขอบคุณนะคะ ที่ให้โอกาสพี่ 🙂
 

คณะปฏิรูปขอประกาศให้วันที่ 7 ตุลาคมเป็นวัน…มีแฟนแห่งชาติ

 
 
ประกาศคณะปฏิรูป
 
คณะปฏิรูปขอประกาศให้วันที่ 7 ตุลาคมเป็นวันมีแฟนแห่งชาติ
และขอให้ใช้เพลง Wouldn’t It Be Nice เป็นเพลงที่ระลึกประจำวันนี้
 
Wouldnt it be nice if we were older
Then we wouldnt have to wait so long
And wouldnt it be nice to live together
In the kind of world where we belong

You know its gonna make it that much better
When we can say goodnight and stay together

Wouldnt it be nice if we could wake up
In the morning when the day is new
And after having spent the day together
Hold each other close the whole night through

Happy times together weve been spending
I wish that every kiss was neverending
Wouldnt it be nice

Maybe if we think and wish and hope and pray it might come true
Baby then there wouldnt be a single thing we couldnt do
We could be married
And then wed be happy

Wouldnt it be nice

You know it seems the more we talk about it
It only makes it worse to live without it
But lets talk about it
Wouldnt it be nice

 
 
I LOVE YOU
 
 
 

ผู้ชายขี้กลัว…

วันที่ผ่านมาหลายวันๆ ฝนตกอยู่ทั่วหัวระแหงของจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของกรุงเทพมหานคร เมืองแห่งเทพพยาดา หากจะแปลความหมายของชื่อเมืองหลวงของประเทศไทย ชีวิตผมยังคงดำเนินไปเรื่อยๆตามที่ฟันเฟืองของความอดทนยังกดหมุนอยู่
 
วันฝนตกเป็นวันที่ผมชอบ หากว่าไม่ต้องเดินทางออกไปต่อสู้กับภาวะจราจร หรือเดินลุยน้ำในเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นมหานครอย่าง กทม. วันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาผมตั้งใจที่จะนอนยาวเพื่อพักผ่อนจากการตรากตรำทำงานของผม ช่วงหลังๆนี้มันเหมือนว่ายิ่งนอนเท่าไรก็ยิ่งไม่พอ แต่จนแล้วจนรอดก็มีเหตุ (อันแสนจะเต็มใจ) ที่ทำให้ผมไม่อาจนอนติดบ้านได้ โทรศัพท์บางสายฉุดผมให้ลุกขึ้นมาจากเตียงนอนที่แสนนุ่มสบาย …ผมรีบออกจากบ้าน
 
เป็นเวลานานหลายเดือนแล้วที่หัวใจผมถูกบีบๆ และทับด้วยเรื่องราวแต่กาลก่อนที่ไม่ค่อยน่าสบายใจนัก ร่องรอยของเวลามันตราแน่นเกินไป ผมเลยยังไม่พร้อมที่จะดำเนินชีวิตไปตามอย่างที่มันควรจะเป็น คนอย่างผม… ผมแอบเป็นผู้ชายขี้กลัว
 
แต่แล้วช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ห่วงบางอย่างที่กดทับหัวใจของผม ร่องรอยที่ผมเองไม่ลืม มันกลับถูกลดทอนความทรมาณที่มันสร้างไว้กับผม ผมเริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หัวใจดวงเก่าๆแฟบๆ มันเหมือนถูกลมแห่งความรู้สึกอะไรบางอย่างสูบเข้าไป… มันเริ่มกลับมาเต้นจังหวะเดิมอีกครั้ง
 
ผมใช้เวลาในบ่ายวันเสาร์ และอาทิตย์อย่างมีความสุขมาหลายสัปดาห์ รอยยิ้มที่เคยแห้งไปจากปลายริมฝีปากของผมกลับเริ่มกลับมา ความชุ่มชื่นของชีวิตผ่านเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะของเธอ… ผมพบใครบางคน
 
ฝนยังคงตกอย่างไม่หยุดหย่อนในช่วงเวลาที่ย่างเข้าปลายปีแบบนี้ นี่เป็นต้นเดือนตุลาคม อีกเพียงไม่ถึง 100 วัน เลข 2006 ก็จะถูกเลื่อนเป็น 2007 เกือบปีแล้วที่หัวใจของผมแห้งแล้ง จริงอยู่ว่ามีฝนพัดเข้ามาให้หัวใจเปียกชุ่มบ้างบางครั้งคราว บางครั้งเป็นเพียงฝนโปรย บางครั้งเป็นฝนที่โหมกระหน่ำ แต่ลมพายุที่หอบฝนเข้ามาในใจแห้งผากดวงนี้ ก็พัดลอยผ่านไป ยังไม่มีเมฆก้อนไหนที่เข้ามาทำให้ผมได้ชุ่มชื้นอย่างถาวร
 
ผมเคยเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง ในทุกๆเรื่อง ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย และภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น …แต่ในช่วงหลายปีหลังมานี้ มันมีเหตุการณ์หลายๆอย่างที่ลดทอนความนึกคิดแบบนั้นไป มันบั่นทอนสภาพจิตใจผมจนหลายๆครั้งผมแทบจำตัวเองที่เคยเข้มแข็งไม่ได้ ตลกดี เรื่องราวของความรู้สึกที่ไม่สามารถแสดงออกเป็นตัวตนได้ มันทำให้ผมสูญเสียความเป็นตัวเองไปได้ขนาดนี้
 
…เปลือกนอกยังดูเหมือนเดิม แต่ข้างในกลับเปราะบางลง…
 
แต่แล้วฝนก็เริ่มตกลงมา… ทั้งใน กทม. และในใจของผม…
ฝนฉ่ำเย็นที่ตกเข้ามาพร้อมกับบรรยากาศเย็นๆที่แผ่ปกคลุมหลังฝนชะลอทำให้ผมมีแรงมากขึ้น อะไรๆที่เคยสูญเสียไป มันดูเหมือนว่าเริ่มจะกลับมาในช่วงเวลาหลังๆมานี้
 
ผมคิดเอาไว้ว่า อยากจะขอเสพย์ความสุขนี้ไว้ไปให้นานแสนนาน ไม่อยากให้มันหายไปด้วยการเปลี่ยนแปลงใดๆ ผมกลัว… ผมมีความสุขที่ได้อยู่กับเธอคนนั้น ตลอดเวลา เธอแบ่งปันชีวิตที่แสนจะสดใสของเธอให้กับผม เธอเติมสีให้หัวใจเทาๆของผม…
 
แต่ผม…
 
ผมกลับกลัว และไม่กล้าที่จะพัฒนาความหวานนั้นให้หอมหวานมากขึ้น
 
ผมกลัวว่าขั้นตอนการแปรรูปความรู้สึกนั้น จะทำลายคุณค่าของตัวมันเองลงไป…
 
ผมได้แต่กลัว และ รอ…
 
จนกระทั่ง…
 
คำถามหนึ่ง ถูกเอ่ยขึ้นด้วยความพยายาม คำถามที่ผมควรจะเป็นผู้ถาม มีอะไรบางอย่างที่เธอต้องตัดสินใจ เธอจึงต้องเลือกที่จะถาม… ผมไม่ทันตั้งตัวเพราะใจของผมยังซุกหลบในมุมของความกลัว ช่วงเวลาไม่กี่วินาทีนั้นมันยาวนานเหมือนกับชั่วโมงที่แสนสับสนวุ่นวาย…
 
ผมถามตัวเอง ผมต้องกลัวอะไรอีกหรือ…
 
จะมีอะไรต้องเจ็บอีกหรือ ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น…
 
ผมตอบไม่ได้ในครั้งแรก
 
คำถามสั้นๆถูกถามวนเวียนไปนับร้อยในห้วงวินาที เวลาราวกับหยุดนิ่ง…
 
ผมกลัวการเริ่มต้น ทั้งๆที่โหยหา…
 
ผมกลัวที่จะเจ็บ หากเดินล้มอีกครั้ง…
 
แต่แล้วผมก็ได้คำตอบสุดท้าย… สิ่งที่ผมกลัวที่สุด…
 
ถ้าผมไม่เอื้อมมือไปรับเธอไว้ ผมต้องสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม…
 
ผมกลัวที่จะเสียเธอ กลัวมากกว่าที่จะกลัวตัวเองเจ็บ!
 
จากวันนี้ผู้ชายขี้กลัว จะหยุดกังวลเรื่องเสียใจ…
 
ผมอยากให้ฝนตกแบบนี้ไปนานๆจัง
 
ขอยืมประโยคนี้มาจากเพื่อนทางเน็ทนะครับ… Anyone who says sunshine brings happiness has never danced in the rain