Archive for June, 2008

Make a BUZZ, Create Community, bLog it ตอนที่ 3

ผมติดค้างเรื่องราวเอาไว้จากตอนที่ 2 อยู่หลายเรื่องเลย จริงๆตั้งใจว่าจะพยายามเขียนให้จบในตอนเดียว แต่กลัวว่าข้อมูลที่มอบให้ทุกๆท่านจะน้อยเกินไป จะทำให้ไม่ได้เห็นภาพอย่างชัดเจน ก็เลยขอดึงออกมาอีกสักหลายๆตอนดีกว่า จะได้ลงรายละเอียดกันได้อย่างเต็มเนื้อหน่อย

คราวที่แล้วผมพูดถึงเรื่องของ Maslow’s Hierarchy of Need ค้างเอาไว้ แล้วก่อนปิดท้ายผมก็ผูกเรื่องเอาไว้กับ มุมมองใหม่ของ IT Hierarchy of Need

ทั้งสองอย่างมันมีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่หนึ่งอย่างใหญ่ๆก็คือ ความต้องการของคนครับ ผมขอขับเรือออกทะเลไปสักนิดหนึ่งก่อนจะวกเข้าท่านะครับ

เริ่มต้นเรามาลองคิดกันตามหลัก จิตวิทยาสังคม (Social Psychological) นะครับ จิตวิทยาสังคมเป็นการศึกษาถึง "พฤติกรรมของบุคคลให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งจะต้องทราบถึงพื้นฐานทั้งตัวบุคคล สังคมและวัฒนธรรม การศึกษาพฤติกรรมของบุคคลมีทั้งทางด้านจิตวิทยาสังคม พฤติกรรมสังคม และการศึกษานั้นจะมีประโยชน์ช่วยให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างมีความสุข และ ศึกษาถึงขบวนการสังคมประกิต เป็นขบวนการเรียนรู้แบบแผนพฤติกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลทุกเพศทุกวัย อันเนื่องมาจากบุคคลได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสังคม บุคคลเกิดการเรียนรู้ที่จะประพฤติปฏิบัติตนเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น"

หรือ สรุปโดยง่ายก็คือ "คนเราต้องอยู่กันเป็นกลุ่ม และมีปฏิสังคมกันกับคนอื่นๆในกลุ่ม เพื่อจะแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน"

ทีนี้ในปัจจุบัน โลกเริ่มมีการเปลี่ยนไป รูปแบบของการสื่อสารก็มีการเปลี่ยนแปลงไป Median ที่มนุษย์ไว้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันก็มีการเปลี่ยนไปตาม จากเดิมที่เคยต้องจับกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสื่อสาร มนุษย์ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยตัวเองผ่านช่องทางของ internet

นึกภาพตามนะครับ เมื่อสักยี่สิบปีที่แล้ว แกงค์แม่บ้านต้องนัดประชุมกันที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบเรื่องของแม่บ้านแกงค์อื่นๆ (บางครั้งก็แอบซุบซิบแม่บ้านในแกงค์เดียวกันประปราย) ซุบซิบเรื่องดารา ซุบซิบข่าวลือต่างๆ แต่แม่บ้านปี 2008 ไม่จำเป็นต้องออกไปที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบอีกแล้ว เพราะพวกเขาสามารถ online chat กับแม่บ้านคนอื่นๆได้ และก็สามารถไปอ่านคอลัมน์บีบสิวหัวช้างของซ้อเจ็ดเพื่ออัพเดทข่าวคราว (คาว) ดาราและเรื่องฉาวๆได้อีกพะเรอเกวียน

การรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลของมนุษย์จึงลดบทบาททางสังคมลง ขั้นตอนการรับรู้และเข้าสังคมจึงเปลี่ยนไปจากรูปด้านบน เพราะปัจจุบันคนเราสามารถเสพย์ข้อมูลได้ด้วยช่องทางอื่นๆมากมายนอกจากการพบปะพูดคุยกันตัวต่อตัวเหมือนเมื่อก่อน

ซึ่งส่งผลให้คนเรามีแนวโน้มที่จะอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น!!!

แนวคิดที่สนับสนุน รูปแบบ จิตวิทยาสังคม ในยุคปัจจุบันนี้ได้แก่ แนวคิดแบบ "ยุคหลังสมัยใหม่" (Post-Modern) ผมข้อตัดตอนแนงคิดบางส่วนมาจาก www.artgazine.com ซึ่งกล่าวไว้เกี่ยวกับสังคมปัจจุบันดังนี้

สังคมหลังยุคสมัยใหม่
ยุคหลังสมัยใหม่กำลังก้าวเข้ามาแทนที่ยุคสมัยใหม่อย่างท้าทาย ด้วยนัยแห่งการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม อาทิ จันทนี เจริญศรี กล่าวว่า (2544 : 1)
– ลักษณะทางเศรษฐกิจที่ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมมวลชน (mass consumerism) ความเป็นยุคทุนนิยมตอนปลาย (late capitalism) ( Bell, 1976)
– ลักษณะการผลิตเป็นแบบหลังอุตสาหกรรม (post-industrial) ความเป็นสังคมข่าวสาร สังคมที่ประกอบขึ้นจากการจำลอง (simulation) (Bogard ,1992)
– ลักษณะล้ำความจริง (hyperreality) การยุบตัว (implosion) รวมถึงรูปแบบใหม่ทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรม เป็นยุคที่สื่ออีเลคโทรนิคส์ซึ่งสามารถตัดข้ามผ่านพื้นที่ทางกายภาพจะเข้ามาแทนที่ "ชุมชน" อันจะทำให้แนวคิดเรื่องสังคมจะกลายเป็นเพียงภาพลวงตา (Bogard, 1992)

ดังนั้น เมื่อคนเราสูญเสียสภาพทางสังคมจริงลงไปเรื่อยๆ แต่ความต้องการที่จะได้รับการยอมรับยังคงมีอยู่ ความต้องการให้คนยอมรับนั้นจึงไปปรากฎอยู่บนสังคมเสมือน ซึ่งก็คือโลกของ New Media พวก web board, chat room และ blog นั่นเอง

ย้อนกลับไปดูในตอนที่แล้วนะครับ Internet Hierarchy of Needs Theory จุดสูงสุดที่คนในยุคปัจจุบันนี้ต้องการก็คือ การได้รับการยอมรับในโลกเสมือนเหล่านี้

กลับมามองในแง่ของนักการตลาด (กลับท่าแล้วนะครับ)

เราจะทำอย่างไรให้กลุ่มคนที่ต้องการการตอบรับสูงสุด ได้รับการตอบรับที่ดีที่สุด?

ฝากไว้คิดกันครับ ตอนหน้าเราจะมาพูดคุยกันต่อ

ปล.เพื่อการเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้นเกี่ยวกับแนวคิด Post-Modern ลองหา Lost in translation (เอาแค่อารมณ์เหงาๆนะครับ) มาดูและหานิยายของ Haruki Murakami มาอ่านนะครับ

 

Advertisements

Make a BUZZ, Create Community, bLog it ตอนที่ 2

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกท่าน
ช่วงนี้งานยุ่งมากๆ เลยทำให้การอัพ blog ของผมดูช้าๆไปบ้าง (ไม่มากก็น้อย…)
อากาศในช่วงนี้ก็ร้อนมาก พอกลับบ้านไป วันๆ ผมก็ไม่อยากทำอะไรนอกจากนอนอยู่เฉยๆ นั่นอาจจะเป็นที่มาของควมล่าช้าสาเหตุหนึ่ง

เอาล่ะครับ กลับมาเรื่องที่ผมเล่าค้างไว้สองสัปดาห์ที่แล้ว
ผมเลือกอัพ blog วันนี้เพราะวันนี้เป็นวันดีครับ ศุกร์ที่ 13

ในตอนที่ 1 ผมถามทิ้งท้ายไว้ว่า "bLog จะเกิด BUZZ ได้อย่างไร?" เราจะลองมาเริ่มดูกันในวันนี้ครับ ว่าทำไมช่องทางการสื่อสารแค่ช่องทางหนึ่ง ถึงเป็นช่องทางที่นักการตลาดจากองค์กรระดับโลกเลือกที่จะใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารที่สำคัญ เพื่อติดต่อกับลูกค้าของเขา

Consumer generated media

หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า CGM และแปลเป็นภาษาไทยของเราได้ว่า "ช่องทางสื่อสารที่ลูกค้าสร้างเอง" เราสามารถตีความตามความหมายของมันได้อย่างตรงตัวครับคือ "ช่องทางสื่อสารที่ลูกค้าสร้างเอง" ตามกฎของ Maslow นักจิตวิทยาชื่อดังชาวอเมริกันแห่งศตวรรษที่แล้ว (Abraham Harold Maslow, April 1, 1908 – June 8, 1970) เรื่อง Hierarchy of human needs, (ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ) ซึ่งพูดถึงเรื่องของความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ ถูกจัดแบ่งลำดับความสำคัญที่ต้องการการตอบสนองไว้เป็นขั้นๆ เราลองมาดูถึงลำดับความสำคัญนี้กันก่อนครับ เพื่อที่เราจะได้ลงรายละเอียด และตอบโจทย์ข้อนั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs Theory) (ผมขอยกเนื้อความภาษาไทยบางส่วนมาจาก blog ของคุณ sandy นะครับ)

มาสโลว์ ได้ตั้งสมมติฐานว่ามนุษย์มีความต้องการดังนี้

1) มนุษย์มีความต้องการ และ ความต้องการมีอยู่เสมอและไม่มีที่สิ้นสุด

2) ความต้องการที่ได้รับการสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจสำหรับพฤติกรรมต่อไป ความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม

3) ความต้องการของคนจะซ้ำซ้อนกัน บางทีความต้องการหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้วยังไม่สิ้นสุดก็เกิดความต้องการด้านอื่นขึ้นอีก

4) ความต้องการของคนมีลักษณะเป็นลำดับขั้นความสำคัญ กล่าวคือ เมื่อต้องการในระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว
ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนอง

ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์เรียกว่า Hierarchy of Needsมี 5 ลำดับขั้น

มีรายละเอียดดังนี้

1) ความต้องการระดับต่ำสุดคือความต้องการทางกายภาพ (Physiological/Basic Physical Needs)

เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เช่น ปัจจัยสี่ ความต้องการทางเพศ น้ำดื่ม อากาศ ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การพักผ่อนนอนหลับและสิ่งที่จำเป็นอื่น ๆ ที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ความต้องการเหล่านี้เป็นความต้องการพื้นฐานที่คนจะถูกจูงใจให้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่จะได้สิ่งจำเป็นเหล่านี้แต่เมื่อได้มาแล้วความต้องการเหล่านี้ก็ยุติที่จะเป็นตัวจูงใจหลัก (Prime Motivation) อีกต่อไป

2) ความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัย (Safety and Security Needs)

เมื่อความต้องการทางด้านร่างกายได้รับการตอบสนองแล้วจนเป็นที่พอใจ ความต้องการขั้นนี้จะเกิดขึ้นอีก ประกอบด้วยความต้องการความปลอดภัย
ปรารถนาที่จะได้รับความคุ้มครองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ที่จะมีต่อร่างกายเช่น อุบัติเหตุ อาชญากรรม เป็นต้น นอกจากนี้ยังหมายถึงความต้องการความมั่นคงในการทำงานและมีบำเหน็จบำนาญความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัยนี้เมื่อได้รับการตอบสนองจนเป็นที่พอใจของบุคคลแล้ว บุคคลก็จะเกิดความต้องการในลำดับขั้นที่สูงขึ้นไปอีกลำดับขั้น

3) ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและองค์การยอมรับและรักใคร่ (Love/Belonging or Social Needs)

เป็นความต้องการที่จะให้สังคมหรือองค์การยอมรับ และเห็นความสำคัญของเขาว่าเป็นสมาชิกขององค์การ ความต้องการที่จะให้ผู้อื่นชอบตนเป็นผู้มีความสำคัญต่อบุคคลอื่น ในขั้นนี้มนุษย์ต้องการเพื่อน ต้องการคบค้าสมาคมต้องการมีครอบครัว มีความรัก และความเห็นใจจากเพื่อร่วมงาน

4) ความต้องการที่จะได้รับการยกย่อง นับถือในตัวเอง และจากบุคคลอื่น (Esteem and Status Needs)

หมายความรวมถึงความต้องการให้เกิดความเคารพตนเอง (Self-Respect) ความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ประสพผลสำเร็จและได้รับการยอมรับเช่นนั้น
จากบุคคลอื่นต้องการสถานภาพ (Status) และความมีชื่อเสียงเกียรติยศ (Prestige) เป็นส่วนสำคัญของความต้องการยกย่องเคารพ การที่ความต้องการนี้ได้รับการตอบสนองนำซึ่งความรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองในความสามารถและรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้มีประโยชน์ และมีความสำคัญในสังคม

5) ความต้องการบรรลุเป้าหมาย และทำการให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือความต้องการทางความสำเร็จ (Self-actualization and Fulfillment Needs)

เป็นความต้องการระดับสูงสุด หมายถึงการที่บุคคลนั้นได้ใช้ความสามารถของตนเองในทุกด้านได้ และเป็นทุกอย่างที่เขาอยากจะเป็น ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกันสุดแต่ความสามารถของแต่ละบุคคลและความต้องการของเขาเป็นความต้องการที่จะได้รับทุกสิ่งที่ตนปรารถนาต้องการกระทำสิ่งที่เหมาะสมและดีที่สุดที่จะกระทำได้

จะเห็นได้ว่า ความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุดของมนุษย์ ว่ากันตามจริงแล้วมัน (อาจ)จะหมดลงได้เมื่อคนเราได้รับการตอบรับความต้องการนั้นจนครบถ้วน ในที่สุดเมื่อโลกของเราเข้าสู่ยุคปัจจุบัน อินเตอร์เน็ทก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในชีวิตอีกหนึ่งอย่างของคนเรา ทฤษฎีทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการจึงมีการพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ผมไปเจอตัวอย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็นงานวิจัยของ VortexDNA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลด้านแนวคิดเรื่องศักยภาพของมนุษย์ เขามีแนวคิดเกี่ยวกับความต้องการของมนุษย์ในรูปแบบใหม่ที่เรากำลังคุยกันอยู่ ดังรูปประกอบด้านล่าง

จะเห็นได้ว่ารูปแบบความต้องการของมนุษย์ในแนวคิดของทฤษฎีใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของรูปแบบความต้องการการยอมรับในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผมขอยกยอดไปติดตามต่อกันในตอนต่อไปนะครับ รอพบกับตอนต่อไปในเร็วๆนี้ครับ

 

 

Which BRICK will you pick first?

อาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปเลี้ยงส่งเพื่อนซี้ตั้งแต่สมัยอยู่ กท. (แต่เพื่อนผมเป็นคนจ่ายเงิน…) เนื่องด้วยวโรกาสที่เพื่อนผมจะได้ไปเรียนต่อที่ Central Saint Martins College of Art & Design, London มหาลัยที่ขึ้นชื่ออลังการด้านงานดีไซน์

เพื่อนผมคนนี้มีอาชีพเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง วิชาที่เขาสอนก็คือ Graphic Design ซึ่งสายงานของเราสองคนใกล้เคียงกัน จึงทำให้เรามีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเชิงวิชาการกันบ้างแล้วแต่โอกาส

บทสนทนาในวันนั้นเริ่มหัวข้อด้วยการถามถึงแนวโน้มสิ่งที่เรียกว่า New Media ซึ่งเป็นสายงานที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ ผมก็เลยแบ่งปันความคิดเห็นกับเพื่อนผมได้อย่างสนุกสนาน จนเรามาถึงหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจมากๆก็คือ เรื่องของระบบการศึกษา และแนวความคิดที่เกี่ยวกับการออกแบบ website ซึ่งนี่แหละครับเป็นที่มาของเรื่องราวในวันนี้

Colored Bricks

ลองมองย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานะครับ ในยุคที่ e-commerce กำลังอยู่ในช่วงที่เริ่มจะเฟื่องฟู ในเวลานั้นลูกเด็กเล็กแดง บริษัทห้างร้าน จะเล็กจะใหญ่ ต่างก็อยากมี website เป็นของตัวเอง โรงเรียนสอนงานดีไซน์ก็มีกันให้พรึ่บพรับ ยิ่งหนังสือสอนเขียนเวปนี่มีให้เกลื่อนหิ้งตามร้านหนังสือ ยิ่งดูเหมือนว่า demand ด้านความต้องการที่จะมีเว็ปไซต์เพิ่มสูงขึ้น ก็ผลักดันให้มี player เข้ามาสู่ตลาดการรับจ้างเขียน website มากขึ้นๆ และนี่แหละครับที่ทำให้เกิดปัญหาการเขียน website ที่ไร้คุณภาพ!!!

ทำไมมันถึงไร้คุณภาพน่ะหรือครับ เพราะว่า website โดยมากที่ designer เหล่านี้ออกแบบขึ้นมา มักจะเกิดปัญหาในอนาคตเวลาที่เจ้าของ website ต้องการที่จะปรับเปลี่ยน แก้ไขอะไรก็ตามในตัว website สาเหตุที่แก้ไขไม่ได้ หรือทำได้ยากมาๆนั้นก็เพราะว่า web site เหล่านี้โดยส่วนมากแล้วจะเน้นแต่งาน design เป็นหลัก (Design Oriented) และ Designer เหล่านี้ ไม่ได้มีความรู้อย่างแท้จริงเกี่ยวกับการวางโครงสร้างของ Website (Website Structure) เลย การ coding  ก็ทำไปอย่างจำกัดและผิวเผินเท่านั้น บางส่วนก็ hard code เพื่อให้งานเสร็จๆไป

ผมเองก็เคยไป take course เกี่ยวการออกแบบ website ที่สถาบันชื่อดังแห่งหนึ่ง เชื่อมั้ยครับตลอดเกือบสิบสัปดาห์ อาจารย์ที่สอนพูดแต่อย่างเดียวว่า ทำอย่างไร Web ถึงจะสวย แต่กลับไม่เคยพูดเลยว่าทำอย่างไรโครงสร้างถึงจะดี

มาลองดูตัวอย่างนี้กันครับ เพื่อจะเห็นภาพมากขึ้น…

เคยเล่น LEGO กันมั้ยครับ LEGO หรือตัวต่อพลาสติกที่เราสามารถนำมาประยุคต์ต่อเป็นบ้าน เป็นประสาท เป็นเรือเป็นอะไรก็ได้ ลองมองแบบนี้ครับ งาน design เป็นสีของตัวต่อ (BRICK) ครับ ถ้าเราเน้นๆๆๆๆๆๆ ต่อตามใจเราโดยเอาแต่สีที่ชอบมาต่อ แน่นอนมันคงออกมาไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างเท่าไรใช่มั้ยครับ? ทีนี้เราจะพูดว่าการออกแบบในด้านบนที่เน้น design ผิดมั้ย?

…ไม่ผิดครับ เพียงแต่ว่ามันก็ไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด มาดูอีกด้านหนึ่งกันดีกว่า ด้านของ Programmer

Shaped Bricks

สาเหตุที่ทำให้เกิดการจ้างงานของ designer ในยุคนั้นๆ เพราะว่าถึงแม้ Programmer จะมีแนวคิดที่ดีเกี่ยวกับการวางโครงสร้าง Website แต่คงมี Programmer น้อยคนนักที่จะมีหัวบรรเจิดด้าน design ดังนั้น ก็ไม่มีผลงานที่ดึงดูดสายตาของลูกค้าที่เพียงพอในการที่จะตัดสินใจว่าจ้าง เปรียบไปๆก็เหมือนกับการต่อ LEGO โดยเน้นแต่เอาตัวต่อรูปแบบที่ชอบมาต่อๆๆๆๆๆๆๆกันเข้าไป อาจจะดูเป็นโครงร่างที่ดี คนที่มาเล่นต่อก็ดูออกว่านี่คือประตู นี่คือหน้าต่าง อยากเพิ่มอะไรเข้าไปก็ทำได้ไม่ยาก แต่กลับลืมดูภาพรวมว่าสีสันเป็นอย่างไร ขนาดของตัวต่อเข้ากันมั้ย เรียกว่าเน้นที่ฟังก์ชั่นการใช้งานซะมากกว่า ฟังก์ชั่นเจ๋งแต่ไม่สวยคนก็เลยไม่ค่อยสนใจ (Structure/Content Oriented) นี่ก็เป็นปัญหาอีกมุมหนึ่งที่ทำให้การออกแบบโดยเน้นแต่โครงสร้าง ไม่ได้ก่อให้เกิดผลงานที่ดีเพียงพอขึ้นมา (เพราะไม่สวย!!!)

พื้นฐานของการ design ที่เป็นหลักสำคัญให้นักออกแบบทุกคนก็คือ FUNCTION, BEAUTY และ HARMONY

ผมมองว่า

FUNCTION >>> SHAPED BRICKS

BEAUTY >>> COLORED BRICKS 

ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าจะเกิด HARMONY ได้อย่างไร

BRICKS BUILDER

หลังจากมองในแง่ของเรื่องการออกแบบไปแล้วทั้งสองแง่มุม มุมของ Graphic Designer และ Programmer ให้มองการออกแบบทั้งสองอย่างที่ผ่านมาเป็นตัวต่อ LEGO นะครับ

ตอนนี้เราจะมาคิดกันว่า ถ้าเราเป็นคนที่ไปเล่นตัวต่อนี้แล้ว เราอยากได้อะไรบ้าง? เราควรต้องมองมุมไหน ถึงจะตอบโจทย์ที่ดีที่สุดให้ธุรกิจของเรา?

ในแง่ของการตลาด

Website เป็น tools ตัวหนึ่งที่นักการตลาดจะใช้เป็นอาวุธที่จะเข้าแข่งขันในโลกธุรกิจได้อย่างเต็มความสามารถ ผมเคยเขียนใน BLOG เก่าๆ ไว้ถึงเรื่อง New Media website เป็น New Media ตัวแรกๆ ที่ถูกหยิบยกมาใช้กัน แต่น้อยองค์กรนักในประเทศไทยที่จะนั่งคิดกันจริงจังว่าการมี website นั้นจะมีเพื่ออะไร (นอกจากมีตามๆกัน เห็นองค์กรอื่นมี กูก็จะมีมั่ง อะไรแบบนั้น)

ในชั่วโมงเรียน e-commerce ที่บัญชีจุฬาฯ สิ่งแรกที่เราเรียนกันก็คือ "การลืม" เราต้องลืมรูปแบบผิดๆเกี่ยวกับการออกแบบ website ที่เราเคยรู้มาทั้งหมด เพราะว่าแนวทางการออกแบบ website ที่คนไทยนำมาปฏิบัตินั้น มันไม่ครบ และไม่สมบูรณ์ อาจจะเป็นเพราะว่านิสัยเรา ชอบเก็บไอ้นู่นนิด ไอ้นี่หน่อย เห็นอะไรที่คนอื่นทำ ก็เอามาทำตามซะหมด โดยไม่เคยรู้ว่า เขาทำไปเพื่ออะไร และทำเพราะเหตุผลอะไร

จากนั้นเราต้องเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเองให้เป็นระบบดังนี้

PLAN >>> DO >>> CHECK >>> ACTION

PDCA คือ วงจรการบริหารงานคุณภาพ ซึ่งประกอบไปด้วยด้วย

P = Plan >>> การวางแผนงานจากวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่ได้กำหนดขึ้น คิดว่าอยากได้อะไร แล้วก็กำหนดเป้าหมายขึ้นมาครับ เช่น อยากสร้าง website ที่แนะนำสินค้าให้กับลูกค้า ดังนั้นก็ต้องคิดว่าจะนำเสนอสินค้าอย่างไร มีระบบซื้อสินค้าผ่านทาง internet หรือไม่ ผมจะยกตัวอย่าง website ที่ผมชอบขึ้นมา 1 website นะครับ นั่นก็คือ www.nike.com website นี้จะเน้นเรื่องของการแสดงสินค้า ดังนั้นภายใน web ก็จะมีการออกแบบให้เห็นสินค้าเป็นกลุ่ม และมี drop down ลงมาเพื่อแสดงรายการย่อยในกลุ่ม

อย่าลืมนะครับว่า เราไม่ได้เป็นคนออกแบบ และ สร้าง website เอง ดังนั้นในตอนที่เรา brief ให้กับ designer ต้องรัดกุม และชัดเจนนะครับ

D = Do >>> ในขั้นตอนการปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ เพื่อดูแลให้ตัว website เป็นระบบและมีความต่อเนื่องตามแผนการที่เราคิด

 

C = Check >>> การตรวจสอบผลการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนของแผนงานว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผนงานในขั้นตอนใดหรือไม่ ในช่วงที่เราให้ designer ออกแบบ website เราต้องมีการคอยตรวจสอบเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดออกจากแนวคิด

A = Action >>> การปรับปรุงแก้ไขส่วนที่มีปัญหา หรือถ้าไม่มีปัญหาใดๆ ก็ยอมรับแนวทางการปฏิบัติตามแผนงานที่ได้ผลสำเร็จ เพื่อนำไปใช้ในการทำงานครั้งต่อไปครับ

สรุป เมื่อได้วางแผนงาน (P) นำไปปฏิบัติ (D) ระหว่างการปฏิบัติก็ดำเนินการตรวจสอบ (C) พบปัญหาก็ทำการแก้ไขหรือปรับปรุง (A) การปรับปรุงก็เริ่มจากการวางแผนก่อน วนไปได้เรื่อยๆ จึงเรียกวงจร PDCA ครับ

ดังนั้น…

HARMONY >>> BRICKS BUILDER

Best Practice

มาถึงข้อสรุป ถ้าเราเป็นคนที่กำลังต่อ LEGO อยู่ เราอยาต่อ LEGO เป็นรูปอะไรสักอย่าง สมมุติเป็นปราสาท เราไม่สามารถที่จะเลือกแต่ตัวต่อที่มีสีถูกใจมาต่อ โดยไม่สนใจโครงสร้าง และเราก็ไม่สามารถที่จะเลือกแต่ตัวต่อรูปแบบที่ชอบโดยไม่สนใจความสวยงาม เพราะถ้าเราเลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง คนภายนอกก็อาจจะดูไม่ออกว่าสิ่งที่เราต่ออยู่คืออะไร หรือถ้าเราอยากจะเพิ่มเติมอะไร แก้ไขอะไร เราอาจจะต้องรื้อมันออกมาทั้งชิ้น ซึ่งเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นเราต้องสร้างความสอดคล้องกลมกลืนขึ้นมาครับ จะเลือกแต่สวยฟังชั่นห่วยก็ไม่ได้ จะเน้นฟังก์ชั่นเพียวๆก็ไม่ได้ เพราะไม่ดึงดูดให้คนอยากเข้ามา

"…บางที นี่อาจจะเป็นเวลาที่ดีก็ได้นะครับ ที่เราจะหันกลับมาดู website ขององค์กรเราว่าตกลงแล้ว มันสักแต่ว่ามี หรือว่ามันมีขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมืออันทรงพลังของเรากันแน่"

 

ปล.ร้านที่เราไปกินกันเป็นร้านเนื้อย่างครับ อร่อย ไม่แพง คุ้มครับ 450 บาท net – GIANT YAKINIKU ครับ