Archive for July, 2007

ฝันที่เกินฝืน ในคืนที่นอนไม่หลับ…

กระจกครึ่งบานตั้งไว้ที่เดิม
รอยแตกแยกกระจกออกเป็นเศษ 2 เสี้ยว
รอยร้าวทำลายผิวกระจกที่หลงเหลืออย่างไร้ทางเยียวยา 
 
ก่อนหน้านี้กระจกเคยสะท้อนภาพของเราสองคน
…คืนนี้มันสะท้อนเงาของฝันร้าย
 
ผมนอนไม่หลับ เพราะยามเอนกายหลับตา ภาพของคุณก็ลอยเข้ามายังห้วงไร้มโนสติ
คุณยังเหมือนเดิม ทุกอย่างในความฝัน คุณอยู่เคียงข้างผม
บนทางเดินที่เราเดินจูงมือกันผ่านไป บนม้านั่งในสวนสาธารณะที่เรานั่งอาบแดดในวันแดดอ่อนทอประกาย
 
มันต่างกับในความเป็นจริงของค่ำคืนนี้
…ผมไม่มีคุณอยู่เคียงข้างกาย
 
ผมมองออกไปนอกหน้าต่างที่เปิดกว้างรับลมของแม่น้ำเจ้าพระยา
เห็นแสงไฟจุดเล็กๆลอยมาจากเรือสินค้ามากมายที่จอดเทียบท่าอยู่ไกลตา
บางลำก็เคลื่อนไหวเอื่อยๆไปในทิศทางต่างๆกัน
แสงไฟจุดเล็กๆเคลื่อนไหวช้าๆไปตามสายน้ำดำมืดราวกับม่านไหมที่ปูวางลงบนแผ่นดิน
แบ่งแยกมหานครแห่งนี้ออกเป็น 2 เสี่ยง
 
หัวใจของผมแตกร้าวเช่นเดียวกับซากกระจกบานนั้น
แตกแยกแบ่งฝากราวกับแผ่นดินแห่งนครไร้ราตรี
 
สายตาเหนื่อยอ่อนจ้องมองไล่ไปตามรอยแตกร้าวที่คมกริบ
มือที่อ่อนล้าเอื้อมไปสัมผัสรอยแตกนั้นอย่างแผ่วเบา
รอยกรีดเฉียบคมปรากฎขึ้นที่ปลายนิ้วสัมผัสพร้อมกับหยาดเลือดที่ไหลซึมมอกมาจากปากแผล
 
ความเจ็บปวดตุ๊บๆที่กระตุกปลายนิ้วไม่ได้ส่งผลให้หัวใจที่เต้นช้าดวงนี้กระเตื้องไหวแรงขึ้น
 
รอยแผลที่จับต้องไม่ได้ ไร้ตัวตนในจิตใจ
ปวดร้อนกว่าแผลที่เลือดไหลจากร่างกายไร้วิญญาณ
 
เสียงหวูดเรือล่องลอยมาตามสายลมเอื่ยย
เส้นขอบฟ้ายังไร้ซึ่งวี่แววของเส้นสีทองที่จะนำมาซึ่งดวงอาทิตย์
 
หลับตา…
 
ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจีสูงราวเข่า
ชุดกระโปรงยาวสีขาวของเธอพลิ้วไหวลู่ตามลมที่โบกโบยพัดเอาดอกหญ้าเล็กๆลอยขึ้นสู่ฟากฟ้า หมวกฟางใบโตทอดเงาลงบนหน้าของเธอไปเสียครึ่งหนึ่ง แต่เงาดำจากปีกหมวกมิได้ปิดบังความงามของเธอให้ลดทอนเลยแม้แต่น้อย
 
เธอมองมาทางนี้ เลยขอบทุ่งหญ้าขึ้นมาบนเนินเล็กๆแห่งนี้
มองมาที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่เงากว้างทอดยาวไปถึงขอบทุ่งหญ้านั้น
เธอวิ่งขึ้นมาบนเนินอย่างรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มที่สดใส ราวกับ ไม่สิ ยิ่งกว่าดวงตะวัน
 
หลับตา…
 
เสียงหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขเล็ดลอดมาจากเงามืด และภาพในห้วงมโนคติเมื่อกี้นี้
เสียงเล็กๆที่แสนสดใส เสียงเล็กๆที่ทำให้โลกทั้งโลกยิ้มได้
 
หลับตา…
 
เสียงประตูห้องกระแทกแรงตึงตัง เสียงฝีเท้าหนักๆของคนหลายคนดังทั่วบริเวณห้องพักแห่งนี้ เสียงกรี๊ดร้องยังคงก้องกังวานบาดหูอย่างไม่มีหยุดพัก
ผมนอนตะแคงอยู่บนพื้นมีแต่เงาลางๆลอดผ่านผ้าดำที่มัดปิดตา
แรงกระตุกที่ซอกแขนทั้ง 2 ข้างของผม ลากผมไปตามพื้นพรม ผิวหนังที่ปราศจากอาภรณืปกคลุมที่เท้าทั้ง 2 ข้างของผมแสบร้อนตามเส้นทางที่ผมถูกลากไป
 
เสียงกรี๊ดร้องยังดังอยู่ไม่หยุด มันเสียดแทงจิตใจของผม
นี่มันเกิดอะไรขึ้น นี่มัน…
 
พวกมันเป็นใคร…
 
แล้วพวกมันทำอะไรกับเธอ
 
ผมถูกจับตัวให้นั่งตรงพิงกับกำแพง ผ้าปิดตาถูกคลี่ออก เงาในกระจกเป็นภาพเลือนๆของตัวผมที่ถูกมัดมือไขว้หลัง และใบหน้าที่ถูกซ้อมคิ้วแตก ความเจ็บค่อยๆเคลื่อนเข้าสู่สติพร่ามัว
 
เสียงปืนดังขึ้น 1 นัดอย่างไม่ทันตั้งตัว
 
ผมล้มตัวลงบนพื้นตามสัญชาตญาณ ผมมองหาเป้าหมายของพวกมัน
เธอล้มลงอยู่ที่พื้น… หันหลังให้กับผม
ชุดนอนสีขาวของเธอค่อยๆมีวงแดงแต้มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ผมพยายามจะลุกขึ้นไปหาเธออย่างสุดแรง ปากผมก็กรีดร้องแต่ไร้ซึงเสียงใดๆออกมา เพราะผ้าที่ยัดไว้จนแน่นปาก
 
ผมเห็นร่างเธอกระตุกอยู่ช้าๆ
 
ผมกรีดร้องอย่างไร้เสียง กระจกบานใหญ่เบื้องหลังเธอร่วงกราว ลูกกระสุนพุ่งทะลุตัวเธอกระทบกระจกแตกเป็น 2 เสี่ยง ส่วนที่ตกกระแทกพื้นกระจายตัวเต็มพื้นที่ว่างของห้อง
 
ผมถูกลากตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งพวกมันคนหนึ่งล็อคตัวผมทางด้านหลัง
อีกคนหนึ่งถอยออกไปยืนคุมเชิงอยู่ที่หน้าประตูห้อง ส่วนอีกคนที่เหลือเดินมาพร้อมกับปืนที่ยื่นเข้ามาจ่อศรีษะผม
ก่อนที่มันจะเข้ามาถึงตัวผมได้นั้น ผมรีบย่อตัวสุดแรงแล้วดิ้นกระโดดจนหลุดออกจากอ้อมกอดที่จับตัวผมไว้แน่น
ผมพุ่งเข้าไปหาพวกมันอีกคนที่เดินเข้ามา หมายจะเสียงตายเอาตัวพุ่งชนมันแล้วหนี
 
ไม่ทันที่ก้าวต่อไปจะย่างออก แรงกระแทกแรงกระแทกเข้าที่หลังหัวของผมอย่างจัง
 
ภาพพร่าเบอร์เหมือนกับสัญญาณถูกตัด
 
ค่อยๆสั่นไหวเหมือนกับจอทีวีที่ไร้สัญญาณ
 
เสียงซ่าแตกพร่าดังเข้าสู่โสตประสาทของผม…
 
อุปกรณ์คล้ายกับกล้องส่องทางไกลที่มีสายรัดถูกถอดออกจากศรีษะของผม สีเงินวาวของมันสะท้อนกับแสงไฟในห้องแยงเข้าตาผม จนต้องหยีตาหลบ
เสียงของพนักงานขายดังขึ้นมาจากข้างๆกายผม
 
"เป็นยังไงบ้างครับพี่ เกมส์ นี้ ฮิตมากเลยนะครับ ตั้งแต่ที่วางขายเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ขึ้นสู่อันดับ 1 ตลอดกาล ทั้งภาพ เสียง อย่างแจ่มเลยใช่มั้ยครับพี่ ยิ่งนางเอกนะครับ คอมพิวเตอร์สร้างมาจากการโหวตหน้าตาของดาราไซเบอร์ประจำปี 2213 เลยนะครับ"
 
ผมยื่นมือส่งเครื่อเงเล่นสีเงินคืนแก่พนักงานขาย พลางเหลือบมองไปยังกล่องพลาสติกใสที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆตัวผม
"ONE SECOND" เป็นตัวหนังสือสีแดงที่ถูกแสงเลเซอร์ยิงลงไปในกล่องพลาสติกนั้น ถัดลงมาเป็นตัวหนังสือภาษาไทยเขียนเอาไว้ว่า
"หลังจากเหตุการณ์ฆาตกรรมปริศนา… คุณจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้บ้าง"
ผมนึกถึงเรื่องราวของ Intro เกมส์ที่พึ่งได้ลองเล่นไปเมื่อกี้
 
"สำหรับการบังคับนะครับพี่ พี่สามารถเชื่อมต่อการบังคับได้โดยตรงที่เครื่องเกมส์เลยนะครับ เกมส์นี้จะมีข้อดีที่ผมอยากนำเสนอกับพี่มากๆเลยก็คือว่า หลังจากที่พี่จูนคลื่นสมองเข้ากับพอร์ตบังคับเรียบร้อยแล้ว พี่สามารถใส่ชื่อของตัวละคร และชื่อของพี่เองเข้าไปได้เพียงแค่คิดเลยนะครับ นอกจากนั้นหลังจากช่วงที่พี่ย้อนเวลาไปแล้วนี่ พี่สามารถเขียนเนื้อเรื่องเองได้กว้างมากๆเลยนะพี่ ไม่เหมือนภาคที่แล้วที่อยู่แต่ในกรุงเทพ ภาคนี้ให้พี่เดินทางได้ทั่วประเทศเลยทีเดียว ผมอยากจะให้พี่ลองไปเล่นช่วงที่พงันมากๆ ผมช.." พนักงานขายถูกตัดบทก่อนที่จะเสนอขายสินค้าเสร็จ
 
แล้ว… เนื้อเรื่องมันไม่ตายตัวเลยเหรอ ผมจะไปช่วยเธอได้มั้ย นางเอกน่ะ แล้วถ่าผมช่วยไม่ได้มันจะเป็นอย่างไร?
 
"มันเปิดกว้างครับพี่ พี่จะเลือกที่จะช่วย ไม่ช่วย หรือเข้าเป็นพวกผู้ร้ายเองยังได้ด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าตอนจบที่ได้มามันก็จะเป็น 1 สัปดาห์ หลังเหตุการณ์การฆาตกรรมน่ะครับ ตอนจบแต่ละคนก็มีได้หลายแบบน่ะครับพี่"
 
ตลอดสัปดาห์ตั้งแต่เกมส์ออก ผมก็เอาแต่นั่งอ่านบทความเกี่ยวกับมันมาตลอด
ตั้งแต่ก่อนเกมส์ออกผมก็นอนฝันที่จะได้เป็นเจ้าของ ตอนที่ออกอาทิตย์แรกก็มาเบียดคนซื้อไม่ทัน
จนอาทิตย์นี้ที่ล็อตใหม่มา
พอรู้ข่าวว่าเกมส์จะมาถึงวันนี้ผมก็แทบนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
ยิ่งหลังจากลองเล่นแล้วก็ยิ่งไม่ต้องตัดสินใจอะไรอีก
 
พนักงานขายกำลังจะเริ่มโฆษณาขายของอีกครั้ง ผมไม่รอช้ารีบตัดโอกาสการพูดของพนักงาน
 
ตกลงเอาให้พี่อันนึงละกัน… 
 
 
 
 
 
 
 
 
Advertisements

ผู้ชายดีๆไม่ได้มีแต่ในนิยาย …แต่ผู้หญิงชอบผู้ชายร้ายๆมากกว่า

เสียงปลายสายโกรธเกรี้ยวก่อนหูโทรศัพท์จะวางลง สัญญาณโหยหวนเสียงแหลมซ่ากรีดยาวเข้ามาแทนที่เสียงที่ปลายทาง ผมค่อยๆกดปุ่มวางสายที่ขอบด้านขวาใต้หน้าจอโทรศัพท์ ส่ายหัวแล้วล้มตัวลงนอน …จะโทรมาหากูทำไม
 
เมื่อ 1 ชั่วโมง 35 นาที 48 วินาที ที่ผ่านมา
เสียงโทรศัพท์มือถือโหยหวนออกมาเป็นเพลงบรรเลงออเคสต้าของชูมานน์ ผมเป็นคนเลือกเพลงนี้ ปกติมันไพเราะมากๆสำหรับผม แต่ในเวลาตี 3 กับอีก 25 นาทีนิดๆ มันช่างเป็นเสียงที่น่ารังเกียจเหลือเกิน ผมเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วหยีตามองแสงไฟสีขาวสว่างโล่ที่ส่งออกมาจากหน้าจอโทรศัพท์ รูปสวยๆบาดตาของเพื่อนสาววัยเรียนของผมยิ้มมาจากหน้าจอสว่างโล่นั้น …มันจะโทรมาตอนนี้ทำไม
 
ผมตระหนักได้ทันใดว่ามันต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างแน่ๆ ด้วยความร้อนใจและเป็นห่วงเพื่อน ผมเลยรีบกดโทรศัพท์วาง เพราะความง่วงมันเหนืออว่าความเป็นห่วงเพื่อนมากนัก โทรศัพท์ถูกวางไว้ใกล้ๆที่เดิมแต่ครั้งนี้เสียงถูกปิดลง ไม่นานเกินรอ โทรศัพท์ก็สั่นไหวอย่างแรงบนขอบเตียงไม้อีกครั้ง เพื่อนผมคงยึดถือคติไทย "ความพยายามอยู่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" แต่ผมยึดถือคติกู "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายาม …ย่อมอยู่ที่นั่น" ผมเป็นคนรักเพื่อน แต่รักตัวเองตอนตี 3 มากกว่า หมอน 1 ใบถูกเอาไปรองใต้โทรศัพท์ ผมกลัวโทรศัพท์กระแทกขอบเตียงเจ็บ …อย่าโทรมาอีกนะเพื่อนรัก กูรักมึงนะ
 
เป็นผู้หญิงที่มุ่งมั่น และความพยายามสูงจริงๆเพื่อนผม เสียงโทรศัพท์บ้านผมดัง… มึงมีปัญหาหนักใจจริงๆใช่มั้ย เพื่อนกู หมอนอีก 1 ใบ คลุมหัวผม เสียงโทรศัพท์บ้านค่อยซาหูไปบ้าง ผมจะนอน …กูรักมึงนะ
 
แสงไฟจากโทรศัพท์ยังไม่ละความพยายามที่จะแทรกตัวออกมาจากใต้หมอน!!!
พอแล้วโว้ย กูรับก็ได้ กูรู้แล้วว่ามึงอยากคุยกะกู
 
ฮัลโหลๆ ว่า… ผมกรอกเสียงเข้าไปในกระบอกโทรศัพท์ หลังจากกดปุ่มรับอย่างงัวเงีย ไม่มีเสียงตอบรับใดๆเกิดขึ้นเป็นประโยค มีแต่เสียงกระซิกและสะอื้นดังมาจากปลายสาย แกเป็นอะไรรึเปล่าผมถามด้วยความตกใจ ผมรีบรวบรวมสติ มีปัญหา!!! ร้อยแปดพันเรื่องราวผ่านการประมวลผลอย่างฉับไวในสมองผม อืม
 
เกี่ยวกับแคทๆ
 
อืม…
 
1 พ่อมันป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล
2 น้องชายมันไปเที่ยวน้ำตกกับเพื่อนที่ทีลอซู
3 โรเจอร์ก็ป่วยเหมือนกันเพราะมันเป็นหมาแก่อายุ 15 ปีแล้ว
4 ประจำเดือนมันไม่มา!!!
 
ได้ 4 ข้อแต่ขอพอก่อน เพราะผมเป็นคนด่วนได้ ผมกลั่นกรองสมองงัวเงียอย่างรวดเร็ว เข้าใจว่าเต่าจะเร่งสปีดได้มากแค่ไหนเมื่อวิ่งแข่งกับกระต่าย แต่เพื่อเพื่อนผมจะเร่งให้ได้มากกว่านั้น
 
น้องชายมันเป็นพวกรอบคอบ คงไม่ตกน้ำตกตายแน่ๆ
โรเจอร์น่าจะยังพอไปไหว เพราะวันก่อนยังไล่กัดผมอยู่
ประจำเดือนไม่มา ไม่น่าจะเครียดมาก เพราะมันน่าจะป้องกันตัวเองได้ ยงยามันก็น่าจะซื้อหาเองได้
 
เฮ้ย หรือว่า ผมพูดเข้าไปตามสายอย่างตกใจ แคท พ่อแกเป็นอะไรเหรอ คุณลุงเป็นอะไรไป
 
มันยิ่งร้องไห้ใหญ่ ตายล่ะ เป็นไปตามที่ผมคิดจริงๆ ไม่น่าเกิดเป็นคนลางสังหรณ์แม่นยำแบบนี้เลยกู
 
ไอ้บ้า พ่อแกซิเป็นอะไร พ่อชั้นยังอยู่ย่ะ มันตะโกนกรอกหูโทรศัพท์กลับมาปนกับเสียงสะอื้นเล่นเอาผมสร่างนอน
 
เอ๊ะ อีนี่ ใครจะไปรู้ล่ะ ก็เห็นแกมาถึงก็ร้องไห้ๆ ตกลงแกเป็นอะไร
 
ฮึก ฮึก แก …แก… พี่ …พี่เกิ้ลเค้าทิ้งชั้นแล้ว แก ทะ..ทะ ทิ้งชั้นแล้ว
 
อ้าว เมื่อไหร่วะแก แกใจเย็นๆนะ ค่อยๆพูดค่อยจา ผมค่อยๆปลอบแคทให้มันค่อยๆมีอาการดีขึ้น เพราะยิ่งมันดีขึ้นเร็วเท่าไร ก็แปลว่าผมจะไปนอนต่อได้เร็วเท่านั้น อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้ว ผ่านไป 15 นาทีได้ มันถึงเริ่มสะอื้นเบาลงจนพอที่ผมจะคุยกับมันได้อย่างรู้เรื่อง
 
เรื่องของเรื่องที่ผมพอจะฟังและจับใจความได้ก็คือว่า ไอ้พี่เกิ้ลเนี่ย เดี๋ยวก่อน ผมขอเท้าความก่อนดีกว่า ประมาณปลายปีที่แล้วเนี่ยอีแคทเพื่อนผมเนี่ยไปเจอไอ้เหี้ยพี่เกิ้ลเนี่ยที่ผับแห่งหนึงแถวๆเอกมัย ไอ้ผับที่ชื่ออะไรนะ อ้อ ยืนเล่น เข้าใจว่าเจ้าของร้านเขาตั้งชื่อผับว่ายืนเล่น เพราะผับนี้มันไม่มีที่ให้นั่ง คนไปต้องยืนหมด คงเป็นเพราะเหตุนี้น่ะผมว่า กลับมาเรื่องแคทๆ แคทเนี่ยก็เป็นคนจัดได้ว่าสวย (มากๆๆๆ…จริงๆ) แล้วมันก็รู้ตัวเป็นอย่างดีด้วย มันก็เลยชอบไปหว่านเสน่ห์ไว้ทั่วบ้านทั่วเมืองเวลาไปผับ ทีนี้เนี่ย ไอ้พี่เกิ้ลเนี่ยก็เป็นคนที่ไอ้แคทไปหว่ายไว้ไงครับ แต่ปรากฎว่าแคทไปบวกไม่ติด เค้าดูไม่เล่นด้วย ตอนแรกๆผมก็คิดว่า เออ ดีว่ะ มีผู้ชายดีๆแบบนี้ด้วย สาวๆมายั่วแล้วไม่เอา มารู้เอาภายหลังว่าก่อนวันนั้นสักพัก มันพึ่งไปฟังมุขมา แล้วมันอักเสบหรืออะไรสักอย่าง วันนั้นมันเลยไม่สนใจแคท แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยประสบการณ์ช่ำชองของเพื่อนสาวสวยของผมมันก็ไปได้เบอร์ไอ้เหี้ยพี่เกิ้ลนี่มาจนได้ ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนจนได้มา ด้วยประการนี้ที่มันเป็นคนชอบเอาชนะมาตลอด มันก็เลยพยายามจะเอาไอ้พี่นี่มากินให้ได้ เป็นไปดังหมาย ด้วยแรงยั่วยวนเช้าเมสเซจ กลางวันโทร เย็นเอาตัวไปประเคนรอที่หน้าที่ทำงาน ไม่กี่เพลาต่อมา มันก็ได้ไอ้พี่นี่มากินท่ามกลางเสียงห้ามปราบตักเตือนของเพื่อนๆมากมาย เพราะดูๆไปท่าทีหลังจากวันนั้นของไอ้พี่นี่มันก็ไม่เบาเหมือนกัน ตั้งคำหยอดที่คุยกับแคท หรือว่าเมสเซจหวานๆที่ส่งมาให้ เลยไม่รู้ว่าใครได้กินใครกันแน่
 
เป็นดังหมาย เหมือนที่ผมเคยเกริ่นไว้ ผมน่ะ เป็นคนที่ลางสังหรณ์แม่นยำ ไม่ถึงสัปดาห์ที่ทั้ง 2 จับคู่ดูโอ้ชู้ชื่น ไอ้พี่เกิ้ลก็เริ่มออกลายโดนการควงสาวหน้าอื่นไปไหนต่อไหน แคทก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรต่ออะไรอยู่แต่ในโลกใบแคบ เพื่อนๆแคท (พวกผมนั่นเอง) ก็มีอยู่เยอะ โลกเรามันกลมครับ ทำดีคนไม่เห็นหรอก ทำชั่วปุ๊ป ข่าวลอยเร็ว สักพักข่าวก็เริ่มลอยมาเข้าหูอีแคท
 
ตั้งแต่เดือนแรกทั้งคู่ก็มีปัญหากันมาตลอด ผมและเพื่อนพยายามบอกให้เลิกก่อนจะสายไป แต่แคทก็เป็นชะนีที่แสนโง่ และแสนดื้อ ไม่ฟังเอาถ่ายเดียว จนปัญญาสำหรับพวกผม จนกระทั่งในที่สุดจุดแตกหักมันก็มาถึงในคืนนี้ เวลา ตี 3 กับอีก 37 นาที… ไอ้พี่เกิ้ลก็ทิ้งแคทด้วยเหตุผลที่ว่าแคทไปก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวมากเกินไป
 
แคท กูขอพูดจริงๆนะ กูเป็นห่วงมึงว่ะ
 
แก จะให้ชั้นทำยังไงดี ชั้นไม่อยากเสียใจอย่างนี้อีกแล้ว
 
ก็เลิกกันแบบนี้แหละดีแล้วว่ะ มึง กูเตือนมึงแล้วนะ ว่าไอ้เหี้ยนี่นะมันร้ายลึก มึงก็ไม่เชื่อ
 
ก็ชั้นรักเค้านี่น่าแก ชั้นเชื่อว่าความรักของชั้นจะเปลี่ยนเค้าได้
 
เอ๊ะ อีนี่ มึงโดนสวมเขาเป็นควายไปกี่ครั้งแล้ว แถมบาจากับกำปั้นมันอีกกี่ทีที่ระดมลงบนหน้าแก แกไม่จำเลยเหรอ
 
แต่ชั้นก็รักเค้านะ
 
ถุย ไอ้ผู้ชายเหี้ยๆ
 
แกหยุดนะ แกอย่าว่าพี่เกิ้ลนะ
 
(เอ๊ะ อีนี่ เอายังไงเนี่ย มาปกป้องมันทำไม) แกจะปกป้องมันทำไมวะ มันทำแกเจ็บกี่ครั้งแล้ว แล้วนี่มันทิ้งแกแล้วแกจะไปปกป้องมันทำไมมมมม
 
ก็ชั้นรักเค้านี่ แกอย่ามาว่าเค้านะ แกจะไปรู้อะไร แกมันไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ซะหน่อย
 
(อ้าวอีนี่ มึงโทรมาปลุกกูกี่ครั้งเนี่ย) เฮ้ย แกพูดงี้ได้ไงวะ แกถามเราว่าจะให้แกทำไง เราก็บอกให้เลิกแบบนี้ไง แล้วก็อย่าไปคิดถึงมัน
 
ก็คำปรึกษาแกห่วยนี่น่า แกไม่ปลอบชั้นแล้วยังไปด่าพี่เค้าอีก
 
(กู…) นี่กูผิดใช่มั้ยเนี่ย
 
แกห่วยว่ะ ให้คำปรึกษาไม่ได้เลย พอละๆ
 
(อ้าวเหี้ย…) …
 
เออๆ แกชั้นไม่คุยละๆๆ ตายแล้วพี่เค้าโทรมา แค่นี้ก่อนนะ…
 
…มึงปลุกกูขึ้นมาทำเหี้ยไรเนี่ย
 
 
 
 
 
 

อิสระ…

ท่ามกลางสายลมเย็นในยามเช้าที่พัดผ่านยอดตึก
สายลมที่หอบเอาไอกลิ่นไอบริสุทธิ์ของอากาศไร้มลทินฝ่าละอองฝุนควันจากรถราที่หนาแน่นของเมืองใหญ่
บนยอดตึกสูงยังมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนต้านกระแสลมเย็นที่พัดมานั้น
เธอยืนนิ่งก้มหน้า ไม่มีใครรู้ว่าเธอยิ้มอยู่ หรือว่าร้องไห้…
 
เธอก้าวเท้าไปข้างหน้าข้ามขอบตึก
ขาเล็กๆที่สั่นไหวไปพร้อมกับแรงลมที่พัดผ่านมา
มันทั้งเย็น และดูว้าเหว่
 
…………………………………
 
หลายปีที่ผ่านมา
เธอ  มองหาความหมายของชีวิต และทฤษฎีของสิ่งเติมเต็ม
เธอมีการศึกษาดี จบมาในโรงเรียนที่ดี อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะ
แต่ตัวเธอยังขาด
 
ขาดอะไรบางอย่างที่เธอเฝ้าตามหา
 
ในที่สุด เธอค้นพบมัน
แต่เธอก็สูญมันไปในชั่ววินาที
ทั้งๆที่เธอตามหามันมาตลอดทั้งชีวิต
 
10 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ย่างเท้าก้าวออกจากขอบประตูโรงเรียนมัธยมที่เธอใช้เวลาค่อนชีวิตเรียนรู้เรื่องราวต่างๆของชีวิต แต่มันคงเป็นเพียงด้านเดียว เธอยังขาดอะไรไปบางอย่าง โรงเรียนสตรีมอบให้เธอรู้จักความเป็นกุลสตรี …อย่างน้อยเธอก็ได้เรียนรู้สิ่งที่เรียกว่าการวางตัวเป็นกุลสตรี…
 
…ว่าแต่ คำว่า กุลสตรี มันคืออะไร?
 
เธอย่างเท้าก้าวออกจากขอบประตูโรงเรียน วันนั้นเหมือนวันนี้ เป็นวันที่มีลมหนาวพัดโชยมาอย่างผิดฤดู สิ่งที่เธอรับรู้คือหลังจากผ่านการศึกษาไปอีกไม่กี่วัน ก็คือเธอต้องเตรียมไปเผชิญโลกที่ต่างประเทศ สมรภูมิชีวิตแห่งใหม่ที่เธอต้องเริ่มเดิน เป็นที่ๆห่างไกลจากคนที่จะชี้นำเธอ
 
วันนั้นเธอยิ้ม เธอยิ้มในแบบที่ยากจะเข้าใจความหมาย ไม่มีใครเข้าใจเธออย่างแท้จริงว่าเธอยิ้มสู้กับชีวิตใหม่ หรือยิ้มดีใจที่ชีวิตมีโอกาสโผบิน
 
กว่า18 ปีที่เธอไม่เคยเข้าใจการถูกจีบ เธอไม่เข้าใจว่าผู้ชายมักจะต้องการอะไรแลกเปลี่ยนกับมิตรภาพที่หยิบยื่นให้ มันมักจะมีอะไรมากกว่านั้น เธอจัดว่าไม่ใช่คนที่หน้าตาไม่ดี เพียงแต่รั้วโรงเรียนสตรีมันสูงจนไม่มีใครปีนข้ามมาได้ ดังนั้นเมื่อเธอได้โผบินเป็นครั้งแรก เธอได้เริ่มรับรู้ถึงอารมณ์ของอำนาจที่เหนือกว่าในการต่อรอง เริ่มมีชายหนุ่มมากหน้าหลายตาเข้ามาในชีวิตเธอ ไม่มีใครสอนเธอว่าต้องทำอย่างไร เธอรู้เพียงแต่ว่า กุลสตรีไทย น่าจะเป็นแบบนี้ เธอคิดว่าการที่เปิดโอกาสให้มีผู้ชายหลากหน้าหลายตามาทำความรู้จัก มาพาเธอไปไหนต่อไหน มันเป็นมิตรภาพที่หอมหวานของคำว่าเพื่อนใหม่ ผู้ชายรายล้อมเธอผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอย่างไม่หยุดหย่อน เธอคิดว่าตราบใดที่เธอไม่ได้รับใครเข้ามาในฐานะแฟน การไปไหนต่อไหนกับคนหลายๆคนผลัดเปลี่ยนกันไป ไม่เป็นความผิด เธอเริ่มหลงใหลในอำนาจแห่งด้านมืดนี้ เธอเริ่มอยากที่จะควบคุมมัน เธอเรียนรู้มันด้วยวิธีของเธอเอง
 
เธอเริ่มทำการทดลองที่จะใช้อำนาจที่เธอมี …ที่เธอเข้าใจว่าเธอมี
อย่างแน่นอน เธอไม่เคยรู้สึกว่ามันผิด เธอคิดว่าสิ่งที่เธอทำเป็นสิ่งที่ถูก และสามารถทำได้
 
แต่ไม่เคยรับรู้เสียงพูดคุยที่คนอื่นพูดกันอยู่ลับหลัง เรื่องความ"ง่าย"ของเธอ
เธอคิดแต่ว่าการที่เธอยังรักษาความบริสุทธิ์อยู่ได้ ยังทำให้ศีลของการเป็นกุลสตรียังอยู่ แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่าคนอื่นๆเขาเห็นสิ่งที่เธอทำ แล้วเขาพูดกันว่าอย่างไรบ้าง
 
จนในวันหนึ่งเธอก็พลาด เพราะเธอคิดว่าเธอเป็นคนคุมเกมส์
เธอถูกหนึ่งในหนุ่มๆในกรุของเธอมอมยา…
 
ครั้งแรกของเธอ น่าสมเพช
เธอต้องเสียมันไปอย่างไร้ค่า เธอเอาแต่ก่นด่าโลก ก่นด่าสังคม ว่าทำไมโลกมันโหดร้าย แต่เธอไม่เคยมองสิ่งที่ตัวเองทำเลย คนทั้งโลกเขามองเธอว่าเป็นผู้หญิงมากชายอยู่แล้ว…
 
เพียงแต่เธอพึ่งเจอของจริงวันนี้ ในครั้งนี้
เธอไม่เคยคิดเลยว่าเกมส์ที่เธอควบคุม เธอจะแพ้
 
หลังจากวันนั้น เธอร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ และเอาแต่โทษโลก แต่โลกใบเล็กๆที่อยู่ในตัวเธอ โลกใบเล็กๆที่เธอไม่เคยหันกลับมามอง เธอกลับไม่พยายามที่จะเข้าใจมัน
 
แทนที่เหตุการณ์จะสอนเธอ มันกลับทำให้เธอเตลิดไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ เธอคิดที่จะแก้แค้น แต่มันกลับทำให้เธอตกต่ำลง จนในที่สุดเธอก็เริ่มหลงใหลไปกับมันแทน แทนที่เธอจะแก้แค้น เธอกลับท้าทาย แทนที่เธอจะเรียนรู้ เธอเริ่มสนุกไปกับมัน …ชีวิตที่ไร้กรงขัง เธอได้โบยบิน
 
เกมส์ของเธอเริ่มมีเดิมพันสูงขึ้นๆ และร่างกายของเธอก็ถูกใช้เป็นเบี้ยในการเดิมพัน ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เบี้ยก็ต้องเปลี่ยนมือ วนไปวนมาในวงพนันอยู่ดี
 
…………………………………………………………………………………
 
เวลาผ่านไปอีกหลายปี ปริญญาถูกสวมให้ร่างไร้ค่าของเธอ ได้เวลาที่อิสระต้องถูกปิดกั้น เธอต้องกลับไปอยู่หลังกำแพงสูงอีกครั้ง กลับสู่เมืองไทย เวลาร่วม 10 ปีที่เธอใช้ไปอย่างเหลวแหลก มันมอบอะไรให้เธอบางอย่างโดยเธอไม่รู้ตัว
 
เธอเดินทางกลับมา
อ้อมกอดของ พ่อ แม่ เธอรอรับการกลับมาของลูกสาวคนเดียวอย่างอบอุ่น
ลูกสาวที่เฝ้าทะนุถนอม ให้เป็น…กุลสตรี
 
อ้อมกอดอบอุ่น เธอคิดว่าจะได้เวลาที่ต้องหยุด อิสระ ของเธอ
เธอคือกุลสตรี คงได้เวลาที่เธอต้องล้างตัวเองและพับนิสัยการเล่นเกมส์ของเธอไว้ในส่วนลึกของเธอ
 
หาผู้ชายดีๆสักคน แต่งงานและมีลูก เป็นแม่บ้านที่ดี เลี้ยงลูก และทิ้งอดีตที่แสนสุดเหวี่ยงไว้เบื้องหลัง
 
เธอจะเริ่มต้นใหม่
 
…………………………………….
 
คงเพราะอากาศร้อน เธอเลยป่วยออดๆแอดๆ เป็นหวัดเรื้อรัง ตั้งแต่กลับมาเธอก็ไม่หายซะที พยายามกินยาอยู่หลายสัปดาห์ก็ไม่มีทีท่าที่อาการจะทุเลา
 
เธอไปพบแพทย์ อพทย์วินิจฉัยอาการ และคาดว่าเธอจะติดเชื้อในกระแสเลือด
แพทย์ขอเจาะเลือดเธอไปตรวจอย่างละเอียด
เธอวิตกและกลัวว่ามันจะเป็นอะไรร้ายแรงรึเปล่า
 
ไม่นะ เธอโยนความผิดให้โลกถ้าเธอต้องป่วยขึ้นมา
 
ชีวิตใหม่ของเธอกำลังจะเริ่มนะ
 
ชั้นกำลังจะเริ่มชีวิตใหม่นะ
 
…………………………………………………………………………………..
 
พยาบาลแจ้งให้เธอมารับฟังผลเลือด
เธอใจจด ใจจ่อรอวันที่จะไปฟัง
 
พยาบาลหน้าห้องยิ้มให้เธอก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปในห้องตรวจ
 
เธอคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรแล้ว เธอสบายใจขึ้น
 
เธอนั่งลงที่พนักเก้าอี้ ยิ้มให้หมอหนุ่ม พลางหว่านเสน่ห์ใส่อย่างไม่รู้ตัว
หมอยิ้มตอบพลางเปิดแฟ้มของเธอ
 
หมอก้มหน้าลงสีหน้าแย่ลงเล็กน้อย
ถามเธอว่า
 
หมอต้องขอทราบข้อมูลส่วนตัวสักเล็กน้อย อาจจะต้องถามเธอเกี่ยวกับกิจวัตรที่แสนจะส่วนตัวของเธอบ้าง หวังว่าเธอจะไม่รังเกียจ
 
เธอเผลอตัวนึกว่าเกมส์กำลังจะเริ่มอีกครั้ง
 
หมอหนุ่มถามเธอ
 
ปกติคุณมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าบ้างมั้ย
 
มันเป็นปุ่มกดสัญญาณเริ่มเกมส์ของเธอ
 
หมอหนุ่มเห็นเธอยิ้มแปลกๆ เลยรีบแย้งฉับพลัน
 
ที่หมอถามเพราะว่า หมออาจจะต้องขอให้คุณหยุดนะครับ
 
มันเป็นเรื่องส่วนตัวของชั้นนะ เธอคิด หมอจะมายุ่งอะไรด้วย
 
…คือ ผลการตรวจเลือด มันระบุว่าคุณมีผลเลือดเป็นบวกครับ เลือดของคุณมีเชื้อ HIV แต่ไม่ต้องเป็นกังวลมากไปนะครับ เพราะว่าถึงแม้ว่าเลือดของคุณจะมีเชื้อ แต่คุณก็ยังสามารถที่จะมีชีวิตร่วมกับคนทั่วไปได้อย่างปกติเพียงแต่…
 
เธอไม่ทันที่จะฟังจนจบ เธอลุกขึ้นอย่างฉับไวด้วยน้ำตานองหน้า รีบวิ่งออกไปจากห้องตรวจ จากโรงพยาบาล หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
 
…………………………………………………………
 
ท่ามกลางสายลมเย็นในยามเช้าที่พัดผ่านยอดตึก
สายลมที่หอบเอาไอกลิ่นไอบริสุทธิ์ของอากาศไร้มลทินฝ่าละอองฝุนควันจากรถราที่หนาแน่นของเมืองใหญ่
บนยอดตึกสูงยังมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนต้านกระแสลมเย็นที่พัดมานั้น
เธอยืนนิ่งก้มหน้า ไม่มีใครรู้ว่าเธอยิ้มอยู่ หรือว่าร้องไห้…
 
เมื่อคืนทั้งคืนเธอไม่ได้กลับบ้าน
เธอไม่ได้โทรหาที่บ้าน หรือใคร เธอหนีมาอยู่บนยอดตึกคอนโดที่เธอได้เป็นของขวัญเรียนจบแต่เพียงคนเดียว…
 
เธอก้าวเท้าไปข้างหน้าข้ามขอบตึก
ขาเล็กๆที่สั่นไหวไปพร้อมกับแรงลมที่พัดผ่านมา
มันทั้งเย็น และดูว้าเหว่
 
เธอโหยหาอิสระ
 
และเธอกำลังจะได้มันแล้ว
 
ร่างของเธอลอยละลิ่วลงมาจากยอดตึก
ชุดกระโปรงยาวที่เธอใส่อยูต้านแรงลมราวกับปีกบินเมื่อมองมา
 
เธอโหยหาอิสระ และเธอกำลังจะได้มันในอีกไม่กี่วินาที…
 
 
 
 

HARRY POTTER MAGICAL LAUNCH

 มีใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ของพ่อมดน้อยหัวกระเซอะกระเซิงกันบ้างมั้ยครับ แบบแฟนแท้ๆ หรือแฟนปลอมๆแบบผมก็ได้
แฟนปลอมๆนี่ก็คงเป็นแบบ ชอบ น่ะครับ มีหนังสือต้องอ่าน มีหนังต้องไปดู แต่ไม่สามารถตอบได้ว่า หน้าที่ 365 ของเล่ม 6 บรรทัดที่ 13 เขียนไว้ว่าอะไร
…ผมไม่ถึงขั้นนั้นครับ
 
อย่างไรก็ตาม ผมก็ชอบ Harry Potter ครับ
ถึงแม้ว่าจะจำเรื่องราวต่างๆได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตาม
 
วันนี้ผมจะมาชักชวนเพื่อนๆ ไปร่วมงานเปิดตัวของหนังสือ Harry Potter – Deathly Hollow
ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายของซีรีย์ยอดนิยมระดับโลก
ที่ห้างสรรพสินค้า Emporium ในเช้า(ตรู่) วันเสาร์ที่ 21 กค. 2550 เวลา ตี 5 ครับ
 
ผมได้มีโอกาสไปร่วมเป็นหนึ่งในสปอนเซอร์หลัก (ในนามของ บั๊กแอนด์บี) ของงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ ASIABOOKS เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์จัดขึ้นครับ
ในงานก็จะมีกิจกรรมมากมาย ถ้าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ แวะผ่านไปหน้า Emporium ในตอนนี้ กคงจะได้เห็น
รถไฟ และ ปราสาท และ Prop ต่างๆที่ทางห้างจัดขึ้นครับ
 

ในเช้าวันงานตอนตี 5 ทางร้าน บั๊กแอนด์บี ก็จะเปิดตัวเครื่องดื่มที่สรรสร้างมาอย่างสร้างสรรค์ และที่สำคัญเครื่องดื่มนี้เป็นเครื่องดื่มยอดฮิตในโลกของ Harry
 
Potter เลยทีเดียวเครื่องดื่มนั้นก็คือ Butter Beer ที่วางขายในโลกของพ่อมดนั่นเอง แต่ด้วยเหตุผลทางลิขสิทธ์เราเลยขอตั้งชื่อเป็น Butter Bee ครับ Butter Bee นี่จะเป็นเครื่องดื่มแบบเย็นนะครับ ส่วนผสมนี่ขออุบไว้เลยครับ ต้องไปลองชิมกันเท่านั้น และเราก็มีแบบร้อนให้ดื่มกันด้วยครับ โดยเราตั้งชื่อว่า Butter Bug ครับ รสชาติอร่อยจริงจังครับ ขอบอกเลย ต้องลองแวะไปดูกันในวันนั้นครับ ตี 5 เท่านั้น เชื่อว่าแฟนๆพ่อมดน้อยน่าจะตื่นกันได้เพื่อการนี้
 
นอกจากเครื่องดื่มเก๋ๆที่เราปั้นแต่งกันขึ้นมา เราก็ยังมีขนมอื่นๆซึ่งมีทั้งแบบนำมาจากในโลกของแฮรี่เลย และแบบที่เรานำมาดัดแปลงประยุคต์ให้เข้ากับสไตล์ของร้านด้วยนะครับ 
 
ได้แก่นี่เลยครับ Butter Bee Mouse Crepe
มูสเบาๆนุ่มเต็มรสชาติของบัตเตอร์เบียร์ราดทับบนเครปฝรั่งเศส
โอ้ เกินห้ามใจแน่ๆครับ
 
ผมชิมไปแล้วยังคิดเลิกได้เอทเลย T_T
 
 
 และสำหรับเพื่อนๆที่ไม่สามารถตื่นได้จริงๆนะครับ แนะนำๆ ให้ไปลองได้ที่ร้าน บั๊กแอนด์บี ทั้ง 2 สาขา ที่สีลม และ พารากอน ได้ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฏาคม – 31 สิงหาคมครับ หรือท่านที่ต้องไปเที่ยวกลางคืนในคืนวันที่ 20 นะครับ แนะนำว่า หลังจากผับปิด เพื่อนๆสามารถโทรหากี้ได้นะครับ เพราะกี้ต้องไปจัดงานตั้งแต่ตี 3 ครับ ก็ลากสังขารเมาๆมาช่วยตั้งบูธได้ครับ
 
แล้วยังไงเจอกันวันงานครับ
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 

จีบ…ผู้ชาย

พุทธศักราชย่างก้าวมาถึง 2550 ปี
เล่าชะนีครื้นเครงและก๋ากั่นกันอย่างออกนอกหน้า
 
ปัจจุบันนี้เวลาไปเที่ยวกลางคืน สิ่งที่บุรุษเพศควรจะพกไปก็คือ ร่ม เหตุการณ์พกร่มนั้นมิได้เพื่อก่อเกิดเหตุให้ผู้ชายไปล่าผู้หญิง
แต่มีไว้เพื่อป้องกันตัวยามถูกจับเป็นเหตุสำคัญกว่า
 
ประสบการณ์พอกพูนพอจะเอามาแบ่งปัน ไม่ได้มากมายเหมือนที่หลายๆคนแอบอ้าง
แต่ผ่านมาบ้างในฐานะคน(เคยเป็น)กลางคืน
 
บทความต่อไปนี้จึงมีเพื่อตักเตือน ชาย ไทยให้รู้เท่าทันมารยาล้านเล่มเกวียนของอิสตรี
และมุ่งหวังให้ ชะนี (หญิง) ไทย พัฒนาทริคใหม่ๆเพื่อหลีกเลี่ยงความจำเจ…
 
ระดับเบสิค
มาจะกล่าวบทไปถึงระดับเบสิคหรือเรียกขานกันอย่างภาษาเราๆว่าเบื้องต้นนั้น
ญ ไทยใจงามจำต้องมีอุปกรณ์ดังต่อไปนี้
1. อุปกรณ์ที่สามารถใช้ขีดเขียนลงบนกระดาษ (หรืออื่นๆที่สามารถขีดเขียนลงไปได้) ได้
2. แน่นอนกระดาษ ไม่เว้นว่าจะเป็นทิชชู่ จานรองแก้ว กล่องป๊อปคอร์น หรืออะไรๆๆๆๆก็ได้ที่สามารถขีดเขียนได้ (อย่าประเจิดประเจ้อเอาชุดชั้นในมาเขียนนะ)
 
เมื่อรวบรวมอุปกรณ์ได้ถนัดถนี่ สิ่งที่ ญ ต้องกระทำ ก็มีเพียงแค่ขีดเขียนข้อความบางอย่างลงไปในกระดาษ และนำไปส่งถึงเหยื่อ… การส่งสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะฝากเด็กเสริพ์ไป เดินผ่านโต๊ะแล้วเอาวางไว้บนโต๊ะ อันนี้กรรมการไม่ห้ามวิธีการ สามารถสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่
 
รูปแบบเบสิคนี้เหมาะกับการเลือกเหยื่อที่พึ่งเริ่มย่างก้าวเข้าสู่สถานอโคจร (แนวๆอายุ 20ปี 1 วัน) เพราะว่ามันเบสิคเกินไปชายที่ได้รับบ่อยๆ(อย่างแหล่งข้อมูลของผู้เขียน) จึงจะไม่ให้ความใส่ใจกับวิธีแบบนี้มากนัก
 

 
ระดับก้าวหน้า
ขอข้ามมาถึงระดับก้าวหน้าเลยละกันเพราะว่าไม่ค่อยมีเวลาในการเขียนเท่าไร
ระดับก้าวหน้าที่ผู้เขียนได้พบได้ฟังมามีที่ประทับใจอยู่ 2 ครั้งใหญ่ๆเห็นจะเป็นได้
 
ครั้งที่ 1 เป็นวิธีการที่ไม่ได้แปลกใหม่เท่าไร แต่ความตั้งใจสูง
วิธีการนี้ก็คือการล้มนั่นเอง ยิ่งที่แน่นเท่าไร โอกาสโผกอดเหยื่อของคุณจะเพิ่มมากขึ้น
จำได้ชัดเจนวันนั้นเพื่อนของผู้เขียนเดินผ่านโต๊ะนั้นอยู่หลายครั้ง เนื่องจากว่าโต๊ะของสตรีกลุ่มนั้นอยู่หน้าห้องน้ำ เพื่อนของผู้เขียนเห็นท่าทีของสาวๆก๋ากั่นน่าตาน่ากินกลุ่มนั้นจ้องมองมาทางเพื่อนของผู้เขียนหลายครั้ง เพื่อนของผู้เขียนยังอดใจไว้เพราะกลัวถูกแม่ด่าหากกินไก่ที่ไม่สะอาด จึงพยายามลดละเลิกหลบเลี่ยงสายตาเหล่านั้นไป ผ่านไปผ่านมาหลายที ท้ายที่สุดสาวนางหนึ่งก็ตัดสินใจเดินมาล้มใส่เพื่อนของผู้เขียน พลางบอกว่าคนแน่นโดนเบียดมา แต่ไหนมาแล้วก็ขอโทษละกันนะคะ ขอชนแก้วหน่อย จากนั้นผู้เขียนก็ไม่เห็นสาวเจ้าจะกลับไปที่โต๊ะของตนเองอีกเลย จนกระทั่งตลาดวายผู้เขียนก็ไม่ทราบว่าใครจะ ได้ ใครจะ เสีย อะไรไปในค่ำคืนนั้น…
 
ครั้งที่ 2 เป็นการกลั่นสองอย่างมากสำหรับการวางแผนอันแยบยล (ผู้เขียนยอมรับว่าหลังจากฟังแล้ว ถ้าผู้เขียนยังโสดอยู่คงแทบอดใจตัวเองไม่ได้)
เหตุเกิดที่สถานอโคจรเช่นกัน (เหตุเหล่านี้ยากที่จะเกิดตามสถานที่อื่นๆตามที่ผู้เขียนเข้าใจ)
คืนนั้นหลังตลาดวาย ไฟเปิด หน้าตาที่แท้จริงของหลากหลายชายหนุ่ม หญิงสาวก็ปรากฎ หลายคนดีใจ หลายคนเสียใจ เมื่อเห็นหน้าคนที่จีบยามไฟฉายส่อง ผู้เขียน และเพื่อนชาย 1 หญิง 1 นั่งรอคนเดินออกจากร้านให้หมด เพราะไม่อยากเดินเบียดใคร เราก็นั่งคุยกันไปๆมาๆตามประสา ที่สำคัญเราไม่ได้เมา (ไม่ได้เมาจริงๆ อย่าคิดว่าคนเมาถึงจะบอกว่าตัวเองไม่เมานะ) เรานั่งกันไปได้สักพักหนึ่งก็ชี้ชวนกันดูสองสาววัยใส (ไม่รู้จะใสขนาดไหน) ที่กำลังเดินมาทางเรา พอเดินมาถึงที่เก้าอี้โซฟาที่เรานั่ง 1 ใน 2 คนนั้นก็ร้องโอ๊ยขึ้นมาดังลั่น เราก็ตกใจ (มากๆ) แล้วสาวเจ้าก็รีบเงยหน้ามาทำโอดครวญแบบไม่พอใจใหญ่
"เนี่ย มาเหยียบเท้าเราทำไม เราเจ็บนะ"
"…ปละ เปล่านะครับ ม่ะไม่ได้ทำเลย"
"ไม่รับผิดชอบเหรอ เจ็บจะแย่อยู่แล้วเห็นมั้ยเนี่ยดูซิ โอ้ยๆ"
"…(แม่งจะมาเล่นเหี้ยไรวะ) ขอโทษก็ได้ครับ (กูไม่ได้ทำนะ อีดอก)"
"ขอโทษแล้วหายมั้ย ไม่รู้ล่ะ ต้องไปส่งบ้านด้วย"
 
…เงอะ
 
นี่แหละครับ หญิงไทยในยุคปัจจุบัน(ส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ส่วนมากนะ)

นักเขียน

มีนักเขียนในดวงใจกันบ้างมั้ยครับ?
 
ผมมีอยู่หลายคน.. อาจจะเป็นเพราะว่าในชีวิตของผม ผมได้พบปะผลงานของนักเขียนเหล่านั้นอยู่เป็นประจำ
 
ผมเริ่มอ่านหนังสืออย่างจริงจังครั้งแรกคงจะเป็นในช่วงประถมศึกษา
หนังสืออย่างแรกที่ผมจำได้ว่าผมอ่านอย่างเอาจริงเอาจัง
และเริ่มเข้าใจเนื้อหานั้น ก็คือ นิยายภาพ หรือที่เราเรียกกันว่าการ์ตูน
โดราเอมอน เจ้าแมวหุ่นยนต์สีฟ้า เป็นจุดเริ่มต้นของการที่ทำให้ผมเริ่มหลงรักการอ่านหนังสือ
 
จากนั้นผมก็อ่านนู่นอ่านนี่ไปเรื่อย สารานุกรมสำหรับเด็ก หนังสือภาพสำหรับเด็ก อะไรต่อมิอะไรมากมาย
จนกระทั่งผมเริ่มขยับตัวเองมาจับหนังสือจำพวก นวนิยาย
ผมจำไม่ได้จริงๆว่าเล่มแรกที่อ่านเป็นเรื่องอะไร และงานของใคร
แต่นักเขียนที่ผมจำได้ว่าประทับใจเป็นคนแรก ก็คือ Michael Crichton จะเรียกได้ว่าเพราะเขานี่แหละที่ทำให้ผมรักที่จะอ่านหนังสือ
เรื่องแรกของเขาที่ผมอ่านคงเป็นงานระดับคลาสสิคของเขา มันเป็นการเปิดโลก
วิทยาศาสตร์สำหรับผมในยุคนั้น และส่งผลมายังตัวผมในวันนี้ทีเดียว
Jurassic Park คือผลงานเรื่องนั้น
ผมยอมรับว่าหลงใหลเรื่องนี้มาจากภาพยนต์
 
จนต้องไปตามหานิยายเรื่องนี้มาอ่าน (ในช่วงแรกผมอ่านฉบับที่เป็นของเด็ก สั้นๆ และมีโครงเรื่องตามฉบับภาพยนต์)
กว่าจะได้ฉบับเต็มๆมาก็ผ่านไปหลายปีจากช่วงที่ได้ชมภาพยนต์แล้ว
 
ก่อนหน้าที่จะได้อ่านงานเรื่องนี้เต็มๆ ผมก็แอบและเล็มงานของ Chirichton ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น
Congo, The Terminal, Sphere, Disclosure, Rising Sun, The Andromeda Strain และอีกมากมายหลายเรื่อง ทั้งงานในยุคหลังๆอย่าง Timeline, Airframe และ Prey
ผมก็แทะเล็มจนสิ้น
 
แนวเขียนของ Chrichton เป็นแนวการหาข้อมูลเรื่องหนึ่งๆมา เจาะลึก หาความเป็นไปได้ และเอามันมาตีความขยายให้เป็นทฤษฎีตามแบบของเขาเอง โดยผูกเอาตัวละครซึ่งมักจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆมารวมทีม และเข้าไปแก้ไขปัญหาอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นในเนื้อเรื่อง คงจะคล้ายๆกับเป็น American Dreamteam เวอร์ชั่นนักวิทยาศาสตร์
 
จากนั้นผมก็เริ่มลุกลามไปอ่านผลงานของปรมาจารย์อีกท่าน Stephen King ไม่ว่าจะเป็นของขึ้นหิ้งอย่าง IT, Carrie และ The Stand ผมชอบสำนวนหยาบๆแรงๆที่แฝงไว้เกือบทุกประโยค และก็แนวคิดดิบๆที่ผมยกย่องให้เป็นเอกลักษณ์ของ King เลยทีเดียว ยิ่งตอนนี้ผลงานที่ผมยังติดตามฉบับแปลอยู่ก็คือ The Dark Tower ซึ่งเป็นผลงานแหวกแนวของ King เลยก็ว่าได้ เนื่องจากการเขียนเรื่องนี้ใช้เวลามาร่วม 20 ปี ตั้งแต่ปี 1982 มาแล้วจบเอาเมื่อ 2004 เนื้อเรื่องของ The Dark Tower เป็นแนวแฟนตาซีที่น่าติดตามมากๆ โดยนวนิยายเรื่องนี้แบ่งออกเป็น 7 ตอน ค่อยๆทยอยออกมา ผมเองได้มาอ่านเมื่อปี 2006 ก็แอบติดจนงอมแงม..
 
To be continue นะครับ ขอไปทำงานต่อก่อน

1 วันหลังวันครึ่งปี

 
ปี 2007 ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
6 เดือนกับ 1 วันไหลผ่านไปอย่างสายฝนที่พร่างพรมบนผืนฟ้าในช่วงเย็นวันนี้
 
มันไม่สามารถจับคว้า หรือดึงรั้งหยาดฝนให้ไหลทวนเส้นทางของตัวมัน
กับแค่ขอให้มันชะลอตัวช้าลง …เราก็ยังทำไม่ได้
 
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งอายุผ่านไป (ไม่อยากยืนยันว่าผม 21) เวลาก็ยิ่งวิ่งเร็ว
 
จำได้ยามเป็นเด็กน้อยที่สูงไม่ถึง 184
ผมพยายามนับวันรอให้ถึงวันคริสต์มาส เพื่อร่วมงานฉลอง
และก็พยายามนึกเร่งเข็มนาฬิกาให้ผ่านไปอีกไวๆ
เพื่อไปนับถอยหลังฉลองวันสิ้นปี
 
ปัจจุบันนี้เด็กน้อยสูง 184
พยายามหมุนทวนเข็มนาฬิกาอย่างสุดแรง
หมายจะให้เวลาชะลอช้าลงบ้าง
 
แต่กลับทำไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
 
เวลายังคงรักษาหน้าที่การเดินหน้าอย่างไม่หยุดนิ่งของมัน
 
มันหมุนตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้างของมัน
 
อีกไม่กี่ปีข้างหน้า
เวลามันจะหมุนผ่านไปอีกเร็วแค่ไหนกันนะ
 
เฝ้าถามตัวเอง
 
ผมกลัวเวลาแห่งการสูญเสีย
ผมไม่อยากจะถึงเวลานั้น
 
ความกลัวนี้ มันบีบรัดเหมือนกำแพง 2 ข้างที่ถอยร่นเข้ามา
โดยมีผมสอดไส้อยู่ตรงกลาง
 
แต่การเผชิญหน้า และผ่านมันไป
มันคงเป็นการเติบโตเป็นผู้ใหญ่กระมัง
 
อีกไม่กี่นาที
วันนี้ก็จะหมดไป
 
อีกไม่กี่วัน
เดือนนี้ก็จะหมดไป
 
อีกไม่กี่เดือน
ปีนี้ก็จะหมดไป
 
อีกไม่กี่ปี
ชีวิตนี้ก็จะหมดไป…
 
เราฝากอะไรไว้ให้โลกได้จดจำรึยัง…
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เมื่อไรจะสิ้นเดือนนะ จะเอาเงินไปซื้อของเล่นสักที!!!