Archive for March, 2012

The Hunger Game เกมล่าชีวิต

hunger1ไม่เคยรู้จักหนังสือเรื่องนี้มาก่อนเลย ถึงแม้ว่ามันจะถูกแปลมานานหลายปีแล้ว อาจจะเคยเห็นบ้าง แต่ด้วยความสัตย์จริงๆผมคิดว่ามันเป็นแนวอาชญวิทยาซะมากกว่า อาจจะเป็นเพราะผมชอบไปติดกับค่ายสำนักพิมพ์และคิดไปเองว่าค่ายนี้เป็นแนวนู้น แนวนี้ ก็ว่าไป

อย่างไรก็ตามด้วยการะแสที่ภาพยนตร์กำลังมาแรง ผมเลยต้องไปหามาอ่าน แล้วพอได้ลองอ่านก็บอกได้เต็มปากว่าสนุกจริง

โครงเรื่องหลักๆนั้น ผมพูดได้เต็มปากว่ามันคือ Battle Royal ภาคภาษาอังกฤษนั่นเอง

ซึ่งผมยังค่อนข้างสงสัยอยู่นิดหน่อย เพราะผมคิดว่านิยายเล่มนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชน แต่ความโหดของมันก็ใช่เล่นเลย

กลิ่นอายหนึงซึ่งปกคลุมไปทั่วหนังสือตลอดเวลาที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นเวลา 2 วันนั้น ผมว่ามันมีความกลัวแอบแฝงอยู่กับทุกตัวหนังสือ และแอบซ่อนไปด้วยตลกร้ายของนางเอก

หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดการเล่าเรื่องผ่านทางมุมมองของแคตนิสนางเอกวัย 14 ของเรื่อง ทั้งการแดกดัน การคิดเอาชนะ การทำไปตามอารมณ์ ผมมองว่าทุกอย่างนั้นถูกทำไปด้วยสัญชาติญาณดิบในตัวของคน และแน่นอนว่ามีความกลัวอยู่ด้วย

เมื่อเด็กอายุ 12-18 ปี จาก 12 เขตต้องถูกเลือกขึ้นมา แล้วเข่นฆ่ากัน

มันคงหลีกเลี่ยงคำว่าโหดร้ายไม่ได้

แต่เบื้องหลังความโหดร้าย การเอาชีวิตรอด

ก็มีความสนุกตื่นเต้น ลุ้นอยู่ทุกๆบรรทัดที่อ่านเลยทีเดียว…

ปล.อย่างน้อยก็ดีใจที่อ่านจบก่อนหนังเข้า…

จาก http://bangkokian-bibliophile.blogspot.com/2012/03/hunger-game.html

Advertisements

The Simple Truth

“Good cooking makes good eating!”

เวลาจะช้า… จะเร็ว

ในหลายๆครั้งเราเองอยากจะให้เวลาเดินหมุนไปเร็วดังแสงวูบผ่าน บางครั้งเราก็อยากจะให้มันเดินเชื่องช้าดุจหยดน้ำที่ค่อยๆหยดลงมาอ้อยอิ่ง

ไอนสไตน์เคยกล่าวไว้ว่า

“A man sits with a pretty girl for an hour, it seems like a minute. He sits on a hot stove for a minute, it’s longer than any hour. That is relativity.”

ซึ่งหากถอดความออกมาคงได้ประมาณว่า

“ถ้าผู้ชายคนหนึ่งนั่งข้างๆกับสาวสวยเป็นเวลาชั่วโมง, เขาคงรู้สึกเหมือนกับว่าเวลผ่านไปเพียงนาที

แต่ถ้าเขาไปนั่งอยู่บนเตาไฟเพียงแค่นาที, มันคงจะเป็นเวลาที่ยาวนานเหมือนเป็นชั่วโมง

มันคือรูปแบบความสัมพันธ์ของเวลา”

บางทีผมเองก็อยากจะให้เวลาบางอย่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเพื่อจะหลีกพ้นมันไป อย่างตอนเรียนหนังสือปริญญาโท ไม่มีวินาทีไหนที่ผมอยากจะเก็บมันและขอให้มันยืดยาวเลย ผมอยากจะหลับตาไปวูบหนึ่งแล้วตื่นขึ้นมาโดยรับปริญญาเรียบร้อย

แตกต่างจากตอนเรียนอยู่ปริญญาตรีปี 4 ผมอยากจะยืดเยื้อเวามันให้ยาวขึ้นแม้จะได้เพียงนิดเดียว…

แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ไหนก็ตาม…

เวลามันก็ไม่เคยตามใจเราหรอก…

time

ก็ว่าเป็นคนดูหนังธรรมดาๆนะ

มาจะกล่าวบทไปก่อนนะครับ คือผมเป็นคนดูหนัง แบบประเภทว่าเป็นชาวบ้านจริงๆ ไม่ได้มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพยนตร์อะไรเท่าไร มุมก้งมุมกล้องก็ไม่รู้หรอกว่าแบบไหนสวยไม่สวย บทก็อีก ที่จะพอรู้ๆก็มีแค่ว่า “บทห่วยว่ะ ไม่ชอบ (ซึ่งก็มาจากมุมมองของตนเองล้วนๆ)”

ดังนั้น การพูดถึงภาพยนตร์เรื่องต่างๆของผม อาจจะไปขัดหูขัดตาขัดตีนคนอื่นๆที่ติสท์มากๆก็เป็นได้ แต่ผมก็เชื่อว่า คนดูหนังโดยมาก น่าจะเป็นแบบผม ก็คือ “ชาวบ้านธรรมดาๆ”

และผมก็เชื่อว่า หลายๆที ที่เราแต่ละคนมีมุมมองต่อภาพยนตร์แต่ละเรื่องแตกต่างกัน และเพลียที่หลายๆคนชอบตัดสินคนอื่นว่า “ดุหนังไม่เป็น”

pirates caribbean movie poster wall

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเขามีงานอดิเรกเป็นพนักงานออฟฟิซ และงานหลักเป็นนักทำหนังสั้น และมีความสามารถที่เคยได้รับรางวัลระดับโลก

เขาเล่าให้ผมฟังว่า มีหนังสั้นเรื่องหนึ่งที่เขาส่งเข้าประกวด ขณะที่เขาฉายอยู่ให้กลุ่มคนในงานประกวดดู มีฉากตัวเอกเดินเตะถังขยะล้ม แล้วกล้องก็ซุมเข้าไปเห็นถังขยะและเศษขยะที่หล่นออกมา

พอหนังฉายจบก็มีคนดูคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเพื่อนผมด้วยความตื้นตันใจ เดินมาจับมือและบอกว่า “ชอบฉากถังขยะนั้นมากๆ มันเป็น Symbolic ที่เจ๋งมาก สะท้อนการล่มสลายของสังคมได้เป็นอย่างดี” พร้อมทั้งกล่าวชมอีกหลายอย่าง เพื่อนผมได้แต่เออออ ยิ้มให้เขาไป

เพื่อนของผมไม่รู้จะบอกกับแฟนหนังคนนั้นยังไง เพราะว่าเพื่อนของผมไม่ได้ตั้งใจจะสื่ออะไรกับฉากนั้นเลย…

ดังนั้น แต่ละคนคงมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปในเรื่องของการชมภาพยนตร์ครับ และเราก็ไม่น่าจะไปตัดสินอะไรใครกัน… นะ

แล้วโพสต่อๆไปผมจะขอเอาเรื่องหนังที่ได้ดูมา ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง มาเล่าสู่กันฟังครับ

Source จาก bangkoian.drama.rama

ค่ำคืนที่นอนไม่หลับ

ทุกครั้งที่ต้องทำงานก่อนนอน มันมักจะเป็นค่ำค่ืนที่ผมยากข่มตาเสมอ คืนนี้ก็เช่นกัน เสีงของค่ำคืนมันดึงดูดให้ผมอยู่เป็นเพื่อนของมัน แม้ว่าเวลาจะถูกเข็มนาฬิกาพาเข้าใกล้เที่ยงคืนไปทุกทีๆ

หลายปีก่อน ค่ำคืนวันเดียวกันนี้ เวลาใกล้ๆกันนี้ เป็นเวลาที่ผมสูญเสียอะไรบางอย่างไป …อย่างไม่มีวันกลับ

คุณแม่ของผมจากไปในค่ำคืนรอยต่อแห่งวันที่ 12 และ 13 มีนาคม…

ในคืนที่อากาศร้อนอบอ้าว… เหมือนค่ำคืนนี้

ผมยังมีความทรงจำถึงค่ำคืนนั้นอย่างครบถ้วน แม้ผมจะไม่ได้ปริปากบอกใคร มันเป็นความจำที่เกิดขึ้นโดยผมไม่แน่ใจว่าตั้งใจหรือเปล่า แต่ผมรู้ว่ามันจะติดตัวผมตลอดไป

นับตั้งแต่วันที่หัวใจส่วนหนึ่งของผมแตกสลายไปนั้น ผมยังคิดถึงแม่อยู่ตลอดเวลา ในทุกที่ที่เราเคยไปด้วยกัน ในทุกๆเหตุการณ์ที่มันเกิดทับซ้อนขึ้นมาในความทรงจำของผม

ร่องรอยแห่งเวลาที่ซ้อนทับกาลเคลื่นที่ของการเวลา มันทำให้ผมต้องหยุดนิ่งเสมอ

และทุกครั้งที่หยุดนิ่ง… ผมก็คิดถึงเธอ

ในความเชื่อด้านศาสนาของผม ผมเองรู้ว่าเราจะได้พบกันอีกครั้ง และชั่วทุกขณะจิตนี้… ใจลึกๆของผมก็แอบเร่งเวลานั้นอยู่เหมือนกัน…

สัจจนิยมนวนิยาย จากมาเฟียบู๊ลิ้ม

1331026493

“คนเมื่อไม่มีเงินทอง สมองนึกถึงแต่ขนมเปี๊ยะช่วยให้อิ่มท้อง ไม่ว่าศีลธรรมจรรยา ตลอดจนมารยาทธรรมเนียมใดล้วนไม่คำนึงถึง แต่พอมีเงินมีอำนาจ ก็เริ่มใฝ่ฝันถึงสิ่งที่ไม่คำนึงนึกถึงมาก่อน”

จาก มาเฟียบูู๊ลิ้ม เล่ม 8

บางที

บางทีผมค้นพบตัวเองว่า การไม่พูด อาจช่วยให้อะไรดีขึ้น และผมเริ่มเรียนรู้มากขึ้น ก็ตอนที่อายุล่วงเลยมาถึงจุดนี้

บางทีการที่เราพูดอะไรออกไป แม้มันจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่มันก็อาจจะไม่ถูกใจ ไม่ถูกกาละเทศะ

ตอนที่ยังเยาว์วัยกว่านี้ การพูดเป็นการแสดงออกที่ดีที่สุดในความคิดของผม

แต่ตอนนี้การไม่พูดกลับเป็นการแสดงออกที่ผมคิดว่าทรงพลังและแข็งแกร่งที่สุด…