Archive for August, 2007

Illusion in Skytrain

 
สถานีช่องนนทรี เมื่อเดือนก่อน
 
พระอาทิตย์คล้อยตัวลงต่ำจนลับขอบฟ้า
เงามืดเคลื่อนตัวปกคลุมทั่วไปทุกหนแห่ง
ราวกับแสงไฟที่หรี่ลงในโรงภาพยนต์ก่อนที่หนังจะฉาย
 
บันไดเลื่อนพาคนมากมายจากทุกฟากของถนนที่อัดแน่นไปด้วยรถราขึ้นไปยังสถานีรถไฟฟ้า
ผมก็เป็นคนหนึ่งคนที่ปะปน และเคลื่อนไหลไปพร้อมกับคลื่นมนุษย์ที่ย่ำเท้าคนละจังหวะ
แต่มุ่งไปที่เป้าหมายเดียวกัน
 
ความเบียดเสียดยัดเยียดเป็นตัวแทนที่ดีของช่วงเวลาเลิกงาน
ยิ่งในย่านที่พลุกพล่านไปด้วยตึกราอาคารแบบสาธรแล้ว
ความเร่งรีบ อย่างอึดอัดยิ่งดูเพิ่มทวีคูณ
 
ผมไหลไปตามกระแสของคลื่นมนุษย์
ผ่านบันไดเลื่อนที่เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ
ผ่านประตูรูดบัตรทางเข้ารถไฟฟ้า
ผ่านฝูงชนที่เร่งรีบเดินขึ้นไปบนชานชลา
 
วันนี้ผมมีนัดทานข้าวกับเพื่อนๆแถวสถานีพร้อมพงษ์
ผมต้องลงรถไฟฟ้าที่สถานีสยามเพื่อเปลี่ยนขบวน
จับรถไฟขบวนต่อไปไฟฟ้าขบวนที่มุ่งหน้าไปสถานีอ่อนนุช
 
ผมหยิบหูฟังสีขาวขึ้นมาเสียบเข้าไปที่หูทั้งสองข้าง
หมุนหน้าปัดกลมๆไปยังเพลงที่ต้องการ
ผมปล่อยตัวเองไปกับเสียงเพลงที่ดังออกมาจากหูฟังทั้ง 2
เครื่องเล่นเพลงราคาแพงแยกผมออกจากความวุ่นวายจากสิ่งรอบข้างได้เป็นอย่างดี
 
รถไฟฟ้าเคลื่อนตัวเข้าเทียบที่ชานชลาอย่างช้าๆ
ผมเตรียมตัวเดินเข้าไปตามสัญชาติญาณ
 
คนจำนวนมากต้องการที่จะโดยสารรถขบวนนี้เพื่อมุ่งหน้าไปต่อรถที่สถานีหลัก
แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งเหมือนกัน
ที่เลือกลงที่สถานีนี้
 
วินาทีที่ประตูเปิดนั่นเอง
นั่นคือวินาทีที่ผมสูญเสียจิตวิญญาณไป
 
ผมยาวสลวยถึงกลางหลัง
ปลิวไหวไปตามท่วงท่าเยื้องกรายที่นำเธออกจากขบวนรถไฟฟ้า
ผมสบตาเธอเพียงแค่เสี้ยววินาที
 
แต่เป็นช่วงเวลาเสี้ยววินาทีที่ยาวนานกว่าทั้งชีวิต
 
ผมสู้แรงดันที่ดุลหลังผมให้ผ่านเข้าไปในรถไฟฟ้าไม่ได้
ทั้งๆที่ผมอยากจะหยุดอยู่ตรงนั้น
กระแสมนุษย์ผลักผมเข้าไปสู่ใจกลางรถไฟฟ้า
เธอเดินผ่านออกไปทางประตูที่กำลังปิดลง
 
ผมอยากจะฝืนวิ่งตามเธอออกไป
สองมือปัดป่ายคลื่นมนุษย์เป็นพัลวัน
ราวกับมัจฉาที่ว่ายทวนกระแสน้ำหลาก เสียงก่นด่าดังมาจากรอบทิศ
แต่ความมุ่งมั่นไม่ได้ทำให้ผมไขว้เขวไปแม้แต่นิดเดียว
 
ประตูรถไฟฟ้าปิดลงพร้อมเสียงสัญญาณ
ผมทำได้ดีที่สุดเพียงแค่ยืนเกาะหน้าต่างที่บานประตู
มองออกไปเห็นหลังไวๆที่มีผมยาวสลวยทิ้งตัวยาวอยู่กลางหลัง
รถไฟฟ้าค่อยๆเคลื่อนออกจากชานชลา
พร้อมๆกับตัวเธอที่ค่อยๆเคลื่อนลงบันได
 
เสียงเพลงในหูฟังเงียบไป
เพราะเสียงเต้นของหัวใจผมดังกลบ… 
 
สถานีสยาม เมื่ออาทิตย์ก่อน
 
ผมค่อนข้างมีสติน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับวันอื่นๆ
ผมพึ่งเดินเซไปเซมาจากร้านอาหารในสยามสแควร์ที่ผมและเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยไปร่วมสังสรรค์กัน จนมาถึงสถานีรถไฟฟ้าสยาม
ผมปลีกตัวออกมาก่อนเที่ยงคืนเพื่อจะให้ทันก่อนรถไฟฟ้าขบวนสุดท้ายจะวิ่งหมด
 
กลิ่นเหล้าที่ระเหยออกมาจากตัวผมคงสร้างความรำคาญให้กับคนรอบข้างไม่น้อย
ผมสังเกตุจากสายตาที่มองมาที่ผม
 
ทันทีที่ประตูรถไฟฟ้าเปิดที่ชานชลา
ผมแทรกตัวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตัวริมชิดกับประตู
เอาหัวมึนๆเอนเข้าพิงพลาสติกใสที่เป็นฉากกั้น
มองออกไปยังหน้าต่างที่ประตูฝั่งตรงข้าม
 
รถไฟฟ้าเคลื่อนตัวออกจากสถานีสยามมุ่งหน้าตรงไปยังสถานีอ่อนนุช สถานีปลายทาง
คนที่เริ่มจะเมาหนึ่งคน มองอย่างมึนๆไปยังนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า
พระจันทร์วันเพ็ญลอยเด่นให้เห็นเมื่อรถไฟฟ้าวิ่งผ่านทางด่วนเพลินจิต
จุดเดียวในเส้นทางที่ไม่มีตึกขวางกั้นทัศนียภาพระหว่างท้องฟ้า กับ รถไฟที่วิ่งผ่าน
 
อาจจะเพราะเมา เกือบเมา หรือ สับสนอะไรบางอย่าง
ผมคิดถึงดวงตาสวยคู่นั้น
มันกลมโตเหมือนกันกับพระจันทร์ที่ลอยเด่น
แม้เวลาจะผ่านมาหลายสัปดาห์แล้วแต่ผมยังจำตาคู่นั้นได้ดี
ผมยิ้มพลางหาอะไรทำฆ่าเวลาก่อนที่รถไฟฟ้าจะนำส่งผมถึงสถานีเอกมัยที่ผมต้องลง
 
สองมือของผมก็หยิบเอาเครื่องเล่นเพลงออกมาจากกระเป๋า
หูฟังทั้งสองข้างก็เสียบเข้าที่หู
และผมก็เร่งเสียงเพลงภาษาเกาหลีที่โหลดมาจากในเน็ท
เพลงดังที่ผมไม่เคยเข้าใจความหมายของมันแม้แต่นิดเดียว
 
ผมหลับตาไป ไม่รู้นานเท่าไร
จนสะดุ้งลืมตาขึ้นมาเมื่อคนที่นั่งข้างๆผมลุกขึ้น
ผมหรี่เสียงเพลงจากเครื่องเล่น
เงี่ยหูฟังว่าถึงสถานีอะไร
 
เสียงพนักงานประกาศผ่านลำโพงแตกพร่าของรถไฟฟ้า ว่าถึงสถานีทองหล่อ
 
ผมยังมองไปยังหน้าต่างที่ประตูที่ทำให้ผมนึกถึงเธอคนนั้น
ประตูรถไฟฟ้าค่อยๆเปิดโดยที่ผมไม่ทันรู้ตัว
บานประตูที่ฉายภาพของเธอถูกเลื่อนเก็บเข้าไปยังสองข้างของขบวนรถไฟ
แต่ภาพเธอยังคงอยู่ตรงนั้น
 
ไม่ใช่ซิ…
 
เธอยืนอยู่ตรงนั้นต่างหาก
ผู้หญิงที่ผมฝันถึง
ผู้หญิงที่ผมไม่เคยรู้จัก
ผู้หญิงที่ผมเอาหน้าเธอไปแทนที่นางเอกหนัง AV ญี่ปุ่นที่ผมดูก่อนนอน
และแน่นอน ผมเอาหน้าผมไปแทนที่ผู้ชายที่แสดงคู่
 
ผมพบเธออีกครั้ง
อีกวินาทีหนึ่งที่จิตวิญญาณของผมถูกพรากออกไปจากสังขารอีกครั้ง
 
เธอใส่แว่นตาดำอันใหญ่บังหน้าเธอไปกว่าครึ่ง
แต่ผมจำหน้าเธอได้ดี
เธอมองตรงมายังผม …อย่างน้อยผมก็คิดแบบนั้น
ผมยังจ้องมองเธออย่างตกตะลึงในขณะที่เธอเดินเข้ามา
 
เธอนั่งลงตรงที่นั่งว่างข้างๆผม
 
ผมตัวแข็งทื่อ…
แต่หัวใจเต้นแรงจนกระเทือนไปถึงสมองที่ความคิดวิ่งพล่าน
จินตนาการบ้าๆถูกแรงขับดันทางเพศ และฤทธิ์แอลกอฮอลล์
ชี้นำจนตั้งชัน และ กระเจิดกระเจิง
 
ผมกุมมือแน่นที่ขากางเกงตัวเอง
พยายามที่จะไม่แสดงอะไรพิลึกๆออกมาให้เธอตกใจ
 
ผมอยากจะหันไปมองหน้าเธอเต็มๆ
แต่ก็ขาดซึ่งความกล้า
 
มันมึนตื้อไปหมด
 
จินตนาการกระเจิดกระเจิง!
 
ชุดแต่งงานสีสันสดใส
ประทับทาบบนร่างกายเธอ
ส่วนตัวผมก็เป็นทักซิโด้สีฟ้าเข้ม
 
งานแต่งงานริมทะเลที่มีท้องฟ้าเป็นสีเขียว
และสีน้ำทะเลเป็นสีม่วง
 
หาดทรายสีเหลืองสดอยู่ภายใต้ฝ่าเท้าเปลือยเปล่า
 
ผมโอบกอดเธอ พรมจูบอย่างบรรจลลงไปที่ริมฝีปากบางๆคู่นั้น
มือผมคลอเคลียไปกับผมที่ยาวประหลังของเธอ
 
ผมหลับตา
 
จินตนาการกระเจิดกระเจิง
 
ผู้โดยสารกลุ่มหนึ่งยืนออกันที่หน้าประตูเพื่อเตรียมตัวลง
ประตูค่อยๆเปิด ผู้โดยสารค่อยๆทยอยเดินกันออกไป
ออกไปยังชานชลาของสถานีที่ผมควรจะลง
 
ผมนั่งต่อไป
 
ปลดปล่อยจินตนาการให้เตลิดอีกครั้ง…
 
สถานีเอกมัย เมื่อวานนี้
 
หลังจากสัปดาห์ก่อนที่ผมเจอเธอเป็นครั้งที่ 2 บนรถไฟฟ้า
ผมก็เริ่มถวิลหาจะเจอเธอมากขึ้น ผมเฝ้ามองขบวนรถไฟฟ้าทุกขบวนที่วิ่งผ่าน
หน้าต่างทุกบานถูกผมตรวจสอบอย่างตั้งใจ
 
ถึงแม้ว่าคืนวันนั้น
มันจะจบลงแบบทุเรศๆไปหน่อย
 
ผมจำไม่ได้ว่า สมองและจิตนาการของผมชักนำอะไรให้เกิดขึ้นบ้าง
 
เสียงเรียกจากนายตรวจที่ปลายสถานี ปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์
สถานีปลายทาง สถานีอ่อนนุช
สภาพเหมือนศพเน่าๆของผู้ชายที่ไม่คิดว่าตัวเองเมาคนหนึ่ง
นอนกองพิงอยู่กับแผ่นพลาสติกกั้น
 
ทั้งมึน ทั้งอาย และสับสน
ผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไร…
 
แล้ว …เธอลงไปที่สถานีไหน
 
มึนงงไปหมด
ผมต้องเดินทางกลับบ้านด้วยรถแท็กซี่เพราะนั่งเลยสถานีที่ต้องลงมาไกล
นอกจากนั้นเวลานี้ก็เป็นเวลาที่รถไฟฟ้าหยุดให้บริการแล้วด้วย
 
ผมตื่นมาในตอนสายของวันรุ่งขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกๆ
ผมอยากเจอเธออีกครั้ง
คนที่ผมแต่งงานด้วยในมโนคติ โดยที่ไม่ได้รู้จักแม้แต่ชื่อของเธอ
เราจุมพิตกันเพื่อแยกจาก
เราโลมไล้กายกันอย่างเผ็ดร้อนเพื่อตื่นมาพบว่าสิ่งนั้นเป็นเพียงแค่ความฝัน
บทกวีที่กล่าวร่ายในหนังสือนิยายประโลมโลกที่ผมหยิบอ่าน
ไม่ได้ช่วยลดความใคร่ที่จะได้เจอเธอลงแม้แต่น้อย
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆในโลกเริ่มเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจที่บิดเบี้ยวของผม
 
ความกระหายอยากมันเกินจะกักเก็บ
จิตใจก็รุ่มร้อนแผดเผาร่างกายที่มันอาศัยเป็นภาชนะอยู่
 
ผมดับความฟุ้งซ่านรุ่มร้อนด้วยสุรา
แต่ดังภาษิตจีนโบราณกล่าวไว้
 
หากยามใดลิ้มรสสุราแล้วไม่เกิดความปิติจากรสของมัน
ย่อมเป็นไปได้ว่ามิใช่รสของมันผิดเพี้ยน
แต่เกิดจากใจที่เจ็บป่วยเสียมากกว่า
 
กลางวันเฝ้าตามหา
ตกกลางคืนใช้สุราดับร้อนในใจ…
 
ผมจะได้เจอเธออีกครั้งหรือไม่…
 
ผมได้แต่เฝ้าภาวนา
 
สถานีทองหล่อ คืนนี้
 
ผมเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการตามหาเธอกว่าสัปดาห์
เวลาร้อยกว่าชั่วโมงที่ผ่านไปราวร้อยปี
หมกมุ่น วนเวียน ลุ่มหลง และ ไร้แก่นสาร
 
มีแต่ความว่างเปล่าที่จะไขว่คว้าหาความฝันชั่ววินาทีที่เกิดขึ้นอย่างเลือนลาง
 
ผมตั้งใจจะจบมันในคืนนี้ กับเหล้าสัก 2 ขวด
แอลกอฮอลล์น่าจะฆ่าเซลล์สมองที่ฟุ้งซ่านได้ชะงักนัก
 
การลงทุนนี้น่าจะคุ้มค่าอยู่ในระดับหนึ่ง
 
ผมเรียกรถแท๊กซี่เข้าไปยังกลางซอยทองหล่อ
เป้าหมายของผมอยู่ไม่ไกลนัก
ผมให้รถจอดอยู่ที่หน้าร้าน
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเพื่อนผมที่มานั่งรออยู่ก่อน
คุยกันเสร็จสรรพ์ ผมก็ตรงไปที่โต๊ะ
เลือกที่นั่งที่ติดริมกระจก เพื่อจะได้มีโอกาสแหงนหน้าขึ้นไปมองแสงจันทร์อีกครั้ง
การดื่มน้ำจันทน์ใต้แสงจันทร์
มอบบรรยากาศที่ลุมลึกเกินจะกล่าว
 
แก้วเหล้าแก้วแล้วแก้วเล่าถูกวนไปมาเพื่อเติมเหล้า
ผมตั้งใจจะไปให้ถึงจุดมุ่งหมายโดนไม่รอช้า
เซลล์สมองกำลังถูกทำลาย
มันไม่สามารถฝืนต่อสู้ผมได้
แรงกระหายอยากแข็งแรงกว่าที่มันจะต่อต้าน
 
ผมทำงานได้ดี สติผมกำลังจะขาด
เป็นห้วงหฤหรรษ์ที่ผมตัดขาดจากโลกภายนอกอีกครั้ง
นาฬิกาไม่สามารถบอกเวลา
ปฏิทินไม่สามารถบอกวัน
และเซลล์สมองที่ตายลงตายลงของผม ก็เริ่มจะบอกตัวเองไม่ได้
…ว่าผมเป็นใครกันแน่
 
ราวกับเมายา
ราวกับโลกหลุดลอย
 
จินตนาการบรรเจิด มันเตลิดไปทุกทิศทุกทาง
 
ผมทำลายสติการรับรู้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ…
 
ผู้คนมากมายเดินผ่านบานกระจกที่ผมแฝงกายอยู่ด้านหลัง
ไม่มีใครมองเข้ามา
มีแต่ผมที่มองออกไป
ราวกับว่าผมยังต้องการจะตามหาอะไรบางอย่างอยู่
หรือว่าผมจะไขว่คว้าดวงจันทร์ที่สุกสกาวในคืนวันเพ็ญ
 
ผมเอื้อมมือไปที่กระจกเพื่อจะไขว่คว้าเงาจันทร์ที่ทอดกายอยู่ในนั้น
แม้จะเอื้อมจนสุดมือ เป้าหมายที่คว้าได้มีเพียงแค่กระจกที่กั้นผมและพระจันทร์บนนภา
มันแบ่งแยกผมกับภายนอก
ดุจแยกความฝันและความเป็นจริง
 
ผมแนบมือลงที่กระจกอยู่อย่างนั้น
ยิ้มและมองดวงจันทร์
ไขว่ขว้าไม่ได้ เพราะเราอยู่กันบนโลกคนละใบ
 
เงาอะไรบางอย่างมาขวางผมและเงาจันทร์
ความเป็นจริงที่ซ้อนทับ
หรือความฝันที่บังตา
มือขาวข้างหนึ่งทาบเข้ากับมือผม
ข้างหนึ่งอยู่ในกระจก อีกข้างหนึ่งไม่
ผมมองไล่ตามมือ ตามแขน ไปจนถึงหน้าที่มาของมือขาวข้างนั้น
 
เป็นอีกวินาทีที่ผมแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับความฝัน
ความเมากับสติ
 
ผมอยู่บนโลกใบไหนกันแน่
 
เธอนั่นเอง
ผู้หญิงที่ผมตามหา…
 
คนที่ผมไม่รู้จัก และไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร
สายตาผมสบประสานกับเธออย่างงงวย
เธอมองตอบกลับมา
 
เธอพูดอะไรบางอย่างในรอยยิ้มที่ผมเห็น
เธอยิ้มมาให้ผม
 
ความพยายามครั้งสุดท้ายก่อนที่ผมจะผล็อยหลับไปเพราะฤทธิ์เหล้า
ผมพยายามอ่านริมฝีปากของความฝันที่ลอยอยู่ท่ามกลางความจริง
 
ผมว่า…
 
ริมฝีปากบางคู่นั้นพูดว่า
 
…เราพบกันอีกแล้วนะคะ
 
แล้วโลกของผมก็มืดดับไป
 
……………………………………………………………………………….
 
 
ผมพยายามเข็ญเรื่องนี้ออกมาเป็นเวลาหลายวัน
ความคิดต่อเนื่องมันมีเกี่ยวกับเรื่องนี้
 
จุดเริ่มของมันเกิดจากการที่เพื่อนของผมคนหนึ่งเอาเพลงเพลงหนึ่งให้ผมฟัง เพลงนั้นมีชื่อว่า
ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ของ อพาร์ตเมนท์คุณป้า
เราสองคนนั่งฟังและแบ่งปันความคิดกันว่า
เพลงนี้มันต้องการสื่ออะไร
 
มันช่างเป็นเพลงที่มีความมหมายแตกแยก และต่อต้านอะไรบางอย่างอยู่ลึกๆ
 
สำหรับเรื่องข้างบน
 
ก็คือความคิดเห็นที่ผมมีต่อเพลงนี้
 
 
  
ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ
ศิลปิน : อพาร์ตเมนต์คุณป้า
Intro: G D F C Em A C (2times)

Em                                          A7
นั่งคนเดียวแล้วมองกระจก ที่สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญ

Em                                     A7
โดดเดี่ยวกับความเหงา อยู่กับเงาที่พูดไม่เป็น

Em                                   A7
ฟังเพลงเดิมๆที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้ความหมายของมัน

Em                                                   A7            C
หากฉันจะหลับตาลงสักครั้ง เพื่อพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์

                  G                                       D
* หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน

       F                                   C
ปฏิทินไม่บอกคืนและวัน ดั่งที่ฉันไม่เคยต้องการ

                 G                                    D
แต่อยากให้เธอได้พบกับฉัน เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน

              F                                    C
จูบเพื่อร่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไปโดยไม่รู้จักเธอ

Instru: Em A C (2times)

Em                                   A7
ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ทุกๆครั้งที่ฉันตื่นนอน

Em                                     A7
บทกวีไม่มีความหมาย ฉันงมงายสวดมนต์ขอพร

Em                                    A7
หากจะมีโอกาสสักหน ที่ร่ายมนต์กับสายน้ำจันทน์

Em                                                 A7            C
เพื่อจะได้หลับตาลงสักครั้ง แล้วพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์

Instru: Em A C (2times)

(ซ้ำ *)

Instru: G D F C (2times) Em A C (2times)

(ซ้ำ *)

Instru: Em A C (2times)

ปล.รูปภาพประกอบจาก http://lostboy.diaryis.com/?20051002  
Advertisements

One Life

 
Stay Hungry, Stay Foolish. 

Behind The Scene

 
จรดปลายปากกาลงบนหน้ากระดาษว่างเปล่าอย่างเลื่อนลอย
เป็นอาการที่ผมเป็นมานาน ยามที่รู้สึกว่าจะต้องขีดเขียนอะไรบางอย่างเพื่อประทังชีพ
แรงในการดิ้นรนเพื่อมีชีวิตช่างเหลือรั้ง
 
กลับกันแรงบันดาลใจในการเขียนงานมัก …เหือดแห้ง
 
มันเป็นอาการหลอนทางประสาทสักอย่างรึเปล่าผมไม่แน่ใจ
จะว่าไปมันคงคล้ายๆกับอาการของบุรุษเพศซึ่งไร้การตั้งชัน ยามสูงวัย
แรงขับดันที่สวนทาง?
 
หลายๆคราวเวลาที่ผมรู้สึก …จะเรียกว่ารู้สึกอาจจะเบาไป
เรียกว่าจำเป็นอาจจะเหมาะสมกว่า
 
เวลาที่ผมจำเป็นจะต้องทำอะไร
ผมมักล้มเหลวในการสร้างแรงบันดาลใจ
ทั้งๆที่อาชีพของผม น่าจะต้องเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น
 
แต่เวลาที่เคลิ้มลอยด้วยฤทธิ์ของสุรา หรือเพลาที่ไม่ได้ตั้งใจ
ความลื่นไหลมักเกิดขึ้น พรั่งพรูราวกับกระแสน้ำที่ทะลักล้นออกจากเขื่อน
 
เต็มไปด้วยความรุนแรงและแตกซ่าน ทำลายทุกปราการที่ขวางกั้น
แต่เคลื่อนไหลไปอย่างไม่หยุดยั้ง
 
อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงที่แตกซ่านนั้น โดยมากมักไร้ซึ่งแก่นสาร
ราวกับเครื่องจักรพลังสูงที่ร้อนแรงไปด้วยพลังเคลื่อนไหว
แต่ปราศจากพวงมาลัยที่จะควบคุมทิศทาง
 
ผมว่ามันสวยงาม แต่มันอาจจะดิบเกินไป
กระด้างเกินไป และขาดไปซึ่งแก่นสาร
 
จนมาถึงบันทัดนี้ ผมยิ่งรู้เข้าไปอีกว่า การไร้แก่นสารมันเป็นอย่างไร
หลายครั้งโครงเรื่องสวยงามที่น่าจะถูกปลายปากกาแต่งแต้มให้กลายเป็นมหากาพย์
ถูกทำลายไปด้วยความรุนแรงของกระแสความคิด
 
บางครั้งกระแสน้ำที่ทะลักล้นกวาดเอาเคหวัตถุที่กีดขวางจนพังทะลายกระจัดกระจาย
มันก็ไร้ซึ่งทิศทางจนยากคาดเดา
 
ด้วยระบบของการส่งงานเขียนในปัจจุบัน
ที่ผมทำมาตั้งแต่จบการศึกษา
งานเขียนที่ผมเรียกว่างานเผา
มันทำให้ผมทำลายโครงเรื่องอย่างที่กล่าวไปมากมาย
 
บางโครงหยิบมาปัดใหม่ ยังพอทุเลา
บางโครงถูกทำลายจนไร้เสน่ห์
 
ช่วงเวลาที่จำกัดในการปิดเล่ม มันทำให้ผมต้องเข็นงานอย่างเร่งรีบออกมาทุกๆเดือน
บก.จะเคยรู้มั้ยว่างานแต่ละเรื่องมันถูกลาก ถูกไถ จนเป็นริ้วรอยขนาดไหน
 
กว่า 10 ปีที่ผมเวียนว่ายตายเกิด และอาจจะตายอีกครั้งในเร็ววันนี้
เหตุการณ์เหล่านี้เกิดซ้ำกันไปมาอย่างนับครั้งไม่ถ้วน
 
…แต่แปลก
งานที่ไร้ซึ่งความสมบูรณ์โดยสิ้นเชิง
กลับสร้างความพอใจให้กับกลุ่มนักอ่านบางกลุ่มราวกับว่า
ความไม่สมบูรณ์อาจจะเป็นเสน่ห์สักอย่าง
 
ราวกับผู้ฟังที่ชื่นชอบความไม่สมบูรณ์ในโซนาต้าของชูเบิรต์
มันเว้าแหว่ง ดิบหยาบ แต่ก็ปลุกกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้เสพย์
 
ผมคงโชคดีที่ตอบโจทย์บางอย่างของผู้อ่านได้
ไอ้งานเขียนเผาหยาบกระด้าง เว้าแหว่งของผม
ไปกระทบความชอบของคนบางกลุ่ม
จนยกย่องให้ผมเป็นนักเขียนในดวงใจ
นักอ่านพวกนั้นยกย่องให้ผมเป็นราชานักเขียนอินดี้
ทั้งๆที่เอาเข้าจริงๆผมยอมรับ…
ผมยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำ
ว่าไอ้อินดี้เนี่ย…
มันคืออะไร
 
ผมเขียนเรื่องของถังขยะที่ล้มใกล้ๆบ้านผม
เพราะมันล้มมาแล้วหลายวันมันเหม็น และแน่นอน
มันไม่รู้จะเขียนอะไรไปส่งให้ทันปิดเล่ม
 
กลับกลายเป็นว่าไอ้ถังขยะใบนั้น
เมื่อตีพิมพ์ และถูกอ่านผ่านตาโดยเหล่านักอ่าน
กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนปัญหาสังคมที่ไร้ทางเยียวยา
ถูกตีความไปอย่างลึกล้ำตามใจ
ทั้งๆที่ผู้เขียนอย่างผมไม่ได้ไปคิดแบบนั้นแม้แต่กระเบียด
 
ที่ผมเขียนมันก็แค่ถังขยะล้มไร้นัยใดๆแอบแฝง
 
ผมยังคงดิ้นรนที่จะเป็นสิ่งที่เรียกว่านักเขียนต่อไป
แม้ว่าบางครั้งผมจะไม่ค่อยเข้าใจคำว่านักเขียนสักเท่าใดนัก…
 
*เรื่องราวที่เขียนขึ้นอย่างไร้แก่นสารด้านบน นึกจะบ่นก็บ่นนึกจะจบก็จบ เป็นเพียงการฝึกเขียนนิยายของผู้เขียนซึ่งพยายามอยากจะเป็นนักเขียนเท่านั้น
เป็นการอยากทดลงใช้สำนวนหลายๆอย่างที่ไม่รู้จะเอามาเขียนกับเรื่องอะไร โปรดอย่ามีคำถามอะไรกับเรื่องด้านบนเลย…
 
 
 
 

Ratio

ข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือบางแหล่ง
ระบุอย่างชัดเจนว่า…
 
อัตราส่วนของผู้ชาย ต่อ ผู้หญิง ในปัจจุบันนี้
อยู่ที่สัดส่วน 1 ต่อ 8
 
หมายความอย่างหยาบๆได้ว่า
ในจำนวนคน 100 คน
ที่ประกอบด้วยผู้หญิง 89 คน และผู้ชาย 11 คน
ผู้หญิงประมาณ 78 คน
…จะต้องเป็นโสด
 
ในกลุ่มผู้ชาย 11 คน
เมื่อนำมาวินิจฉัยอย่างละเอียด
จะมี 3-4 คน เป็น…กระเทย
3 คนมีความเป็นไปได้ที่จะไม่แมน
และอีก 2 คน ที่ดูไม่ออกว่าเป็นเพศอะไรกันแน่
 
ในผู้ชาย 11 คน น่าจะเหลือผู้ชายที่แมนแน่ๆสัก 2 คน
เอาง่ายๆ ถ้า 50 เปอร์เซนต์ของผู้ชาย เป็นคนดี
 
ในกลุ่มผู้ชาย 11 คน
 
ก็จะมีผู้ชายแท้ๆเพียงแค่ 2 คน
 
คิดง่ายๆในจำนวนคน 100 คน
จะมีผู้ชายที่เป็นผู้ชายแท้ๆและดีๆ …แค่คนเดียว
 
มาคิดกันใหม่เล่นๆ
หมายความอย่างหยาบๆได้ว่า
ในจำนวนคน 100 คน
ที่ประกอบด้วยผู้หญิง 89 คน และผู้ชาย 11 คน
เมื่อตัดผู้ชายที่ไม่แน่ใจสถานะทางเพศในปัจจุบัน และผู้ชายนิสัยเหี้ยๆออกไปแล้ว
ผู้หญิงประมาณ 88 คน
…จะต้องเป็นโสด
 
 
 

เลือก…

เรื่องราว ตัวละคร และสถานที่เบื้องล่างเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นโดยมิได้มีเจตนา ส่อเสียด กระทบกระเทียบ และลบหลู่สถาบันใดๆ… (แน่นอนมันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นนะ ไม่ใช่เรื่องของผม !!!)
 
บทความนี้มีไว้เพื่อเตือนหญิงไม่ให้ถูกหลอก ไม่ได้มีไว้เพื่อแนะนำชายให้เอาไปใช้…
 
เอาล่ะ มาเริ่มกันดีกว่า…
 
ผมวนเวียนอย่ในโลกที่แสงวูบวาบสาดไปมาในห้องแคบๆมืดๆ
ผมวนเวียนอยู่ในที่ที่ควันบุหรี่ทำหน้าที่เป็นม่านบังตา
 
ผมมีชีวิตกึ่งหนึ่งวนเวียนอยู่ในโลกใบนั้น
 
หลายปีผ่านมาผมเฝ้ามอง อยู่นอกวงมากกว่าที่จะเป็นผู้เล่น
ผมเห็นหนุ่มสาวมากมายเล่นเกมส์เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ
 
โลกกลางคืนเป็นโลกของคนเหงา
คนที่ก้าวเข้ามาล้วนมีเป้าหมาย บ้างเหมือน บ้างแตกต่างกันไป
แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ไม่มีใครย่างก้าวเข้ามาโดยไร้ซึ่งเป้าอะไรสักอย่าง
 
ความสนุกเป็นสิ่งที่หลายคนตั้งเอาไว้เป็นเป้า
หาคู่ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่ง…
 
คู่… ไม่ได้หายากอย่างที่ใครคิด
 
4 ขั้นตอนการเลือกง่ายๆที่คุณจะต้องเตรียมตัวเพื่อ หาคู่…
 
1.เลือกการแต่งกาย
ก่อนออกจากบ้านนะครับ คิดสักนิดหนึ่ง ว่าเราอยากเห็นผู้หญิงแต่งกายแบบไหน ผู้หญิงเขาก็อยากเห็นผู้ชายแต่งตัวดีๆเป็นผู้เป็นคนเช่นกัน ไอ้ชุดฮิปฮอปจ๋า หรือว่าแบบที่หลุดมาจากงานแต่งงานใส่เชิ้ตจีบคมกริบ ใส่สูทเสริมไหล่ พักเอาไว้ก่อนนะครับ เวลาแบบนี้ เสื้อยืดเก๋ๆ สบายๆสักตัว ยีนส์ใหม่ๆ (คือไม่ควรเอายีนส์เก่าเกบข้ามปีมาใส่เด็ดขาด กลิ่นมันออกนะครับ เวลาเอาหน้าไปใกล้ๆ) อาบน้ำก่อนไปให้เรียบร้อย เสื้อผ้า หน้า ผม ต้องพร้อมหน่อย ดูดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
 
2.เลือกทำเล
เลืกแหล่งที่จะไปตามทุนทรัพย์นะครับ ทรัพย์น้อยก็ไปที่ที่มิกซ์กับเหล้าถูกหน่อย ทรัพย์มากก็เลือกไปเฉิดฉายได้มากที่กว่า เลืกที่ได้ก็รีบไปเอาโต๊ะไปจองโต๊ะทำเลดีๆ เอาที่คนเดินผ่านบ่อยๆก็จะดีในแง่ของการได้มอง แต่อาจจะลำบากหน่อยเวลาคนแน่น แต่ถ้าชอบโดนเบียด ตรงนี้ก็ไม่เป็นไร หลังจากไปถึงที่แล้ว ก็เลือกสั่งเหล้าหน่อยนะครับ เหล้าบนโต๊ะมีผลต่อการได้คู่ของคุณเช่นกัน จะว่าไปบุหรี่ก็ด้วยเช่นกัน เหล้าที่สั่งควรจะเป็นเหล้ามีระดับสักนิดนะครับ เอาเรด ก็ได้กลางๆ ไม่น่าเกลียด บุหรี่นี่ถ้าปกติดูดสายฝน ก้ยอมแวะเซเว่นลงทุนซื้อบุหรี่นอกหน่อยก็ดีครับ มาร์ลโบโร่ก็ดี กลางๆไม่หวือหวา แต่ดูสุขุมๆอยู่ในที
 
เมื่อเหล้ามา เราก็พยายามหาอะไรทำไปเรื่อยๆนะครับ เริ่มเก็บข้อมูลจากรอบข้างโต๊ะเรา ดูว่าโต๊ะไหนมีความเป็นไปได้ โต๊ะไหนมีผู้ชายมาด้วย หรือว่าโต๊ะไหนเป็น Girl Gang โต๊ะไหนแรงกินเหล้าเฮฮากันแต่หัวค่ำ มือเราก็พยายามคีบบุหรี่สร้างมะเร็งเข้าไปครับ ดูมีมาด ดูมีมาด เราก็รอเวลาไปเรื่อยๆครับ ช่วงนั้นเราก็ดูๆโต๊ะที่เราเล็งไว้ว่าเป็นยังไงบ้าง ก็ยิ้มๆไปเรื่อยๆครับ เป็นคนอัธยาศัยดีไว้ครับ
 
3.เลือกโต๊ะที่จะเข้าไปเนียน
เมื่อได้เวลาเหมาะ วงขึ้นเล่น คนเริ่มกึ่มๆ เราก็เริ่มร่อนได้ครับ อาจจะเริ่มสำรวจอีกครั้งโดยการเดินไปรอบๆร้านสักรอบ ทำเป็นมองหาเพื่อน อันนี้ก็ใช้ได้ แล้วพอโอกาสเหมาะๆเราก็เนียนเข้าไปที่โต๊ะที่เราเล็งไว้ครับ อาจจะทำเป็นไปขอไฟบุหรี่ก็ได้ครับ หรือเลือกจังหวะโดนเบียดมากๆเข้าไปทำเป็นถูกดัน หรือจะอ้างขำๆก็ได้ครับว่าคนแน่น ขอโทษนะครับ ขอยืนด้วยแปปนึง แล้วก็เนียนไปซะ ถ้ามีผู้ชายอยู่ในโต๊ะที่เราเล็งๆไว้นะครับ ก็ทำความรู้จักกับเขาซะ แล้วก็ถามๆได้ว่า เช่นๆ
 
สวัสดีครับผมโบทครับ ยื่นแก้วไปชนหน่อย
ครับ ผมเอครับ
เออ เอมากับใครครับวันนี้
เพื่อนๆครับ
แล้วคนไหนแฟนเอเนี่ย
 
บทสนทนาง่ายๆเท่านี้แหละครับ
แค่นี้เราก็รู้แล้วครับว่าหญิงคนไหนมีแฟนแล้ว หรือว่ายังไม่มี
ผู้ชายที่เราเข้าไปคุยมันก็เป็นผู้ชายเหมือนเราแหละครับ มันก็พอจะรู้ว่าเรามาทำอะไร อย่าไปกวนตีนเขามาก เขาก็ช่วยๆเราเองแหละครับ
 
จากนั้นเราก็พยายามทำความรู้จักกับคนที่เหลือของโต๊ะก็ได้ครับ แล้วก็หาโอกาสเข้าไปบวกกับคนที่เราเล็งไว้ครับ
ในผับเสียงมันดังอยู่แล้ว ไม่ต้องพยายามไปมือปลาหมึกเกาะแกะอะไรมากนะครับ แค่เวลาเข้าไปคุยก็โอบเอวบ้างแค่นี้ก็พอแล้ว เพราะอย่างที่บอกเสียงมันดังเวลาคุยกันหน้าก็แทบชิดกันอยู่แล้ว คุยกันสักพัก อะไรๆมันก็เข้าที่เองแหละครับ อย่าลืมว่าผู้หญิงส่วนหนึ่งเขาก็ออกมาหาคู่คลายเหงาเหมือนกัน
 
คุยเรื่องงาน เรื่องที่เรียนก็เนียนได้เยอะนะครับ
 
อ้าวเรียนบัญชีธรรมศาสตร์เหรอ
พี่ก็เหมือนกัน รุ่นอะไรน่ะเรา
 
หรือ
 
ทำงานที่ไหนครับ อ้ออยู่ club 21 เหรอครับ
เพื่อนผมก็อยู่…
 
หรือคุยเรื่องว่าปกติไปเที่ยวไหน ชอบดูหนัง ฟังเพลงมั้ย ปกติวันเสาร์อาทิตย์ทำอะไร
 
เอาล่ะครับ หลังจากหย่อนเบ็ดไปมากมาย ได้เวลากระตุกเบ็ดแล้วครับ
…ถึงตอนสำคัญแล้วครับ
 
4.เลือกที่นอน
หลังจากปฏิบัติการสืบค้นโจรกรรมข้อมูลมาอย่างเต็มเม็ด ได้เวลานำมาใช้แล้วครับ
พอวงสุดม้ายลง ก็คงกึ่มๆกันพองาม เราก็เริ่มชวนออกจากร้านได้แล้วครับ
ลองถามๆดูว่าเค้ากลับบ้านยังไง
มากับเพื่อนรึป่าว
 
และ…ให้เราไปส่งมั้ย
 
ถ้าหลุดมาถึงขั้นนี้ได้ก็โลดล่ะครับ
 
หรือถ้าไม่กล้าถึงขั้นจะขอไปส่งบ้าน (เผื่อว่าเป็นมือใหม่)
ลองชวนไปทานข้าวต้มร้อนๆก็ได้ครับ
แล้วก็ค่อยๆตะล่อมให้ไปต่อ ผู้หญิงยอมมาวิ่งเล่นกับเราถึงตี4 นี่ น้อยคนที่อยากจะกลับบ้านล่ะครับ
 
ลองดูครับ
 
แต่มีข้อย้ำเตือนไว้อีกนิดนึงนะครับ ก่อนไปจบลงที่หอเค้า หรือบ้านเรา (ซึ่งไม่แนะนำ) จะที่ไหนก็ตาม หาโอกาสแวะซื้อร่มหน่อยก็ดีครับ ผู้หญิงที่ยอมเราง่ายๆแบบนี้ เขาก็ยอมผู้ชายบนโลกแบบไม่ยากเหมือนกันครับ…
 
เป็นอุทธาหรณ์ครับ ไว้ปลง…
 
 

 

 

Am I?

Shi, I don’t exactly know whaT i’m doing here, a bit of liqour in my blood might takes me to this conner.
This id the very early of Aug 4th, 2007, sure I’m home with full of my concious (i tend to think it that way).
 
I’ve been through a lot of risky curcumstance to break my human’s dignity.
SHIT, I’ve just realize, how much u mean to me my angle. 
 
I’m not sure that I’m fully concious or fckinf drunken, but one thing that i know all the time is i can sit and type here with my fcking broken ENG!!!!!
 
It’ve been my tredition to writing s’thing when I was back frm clubing, tonight is the same thing.
 
U know? Only 5 mins inside NUN-LEN, 2 irls try to get me. But ANIN, babe, u knowwwwww how much U mean to me?
Rejection it was my answer!
 
SHIT, I’m headache!!!!!
 
Am IU druken?
 
No dude, liqour can kill me.
 
PS. My new record is 0.75 liters of Red lable kill in 1 hour.
PSS. Girl are attreacted me in 5 mins in da pub.
PSSS. I get home alone……. with u full of my heaRT!!!
 
Am I?