Archive for June, 2005

ในทุกๆวันที่ฉันยังหายใจอยู่

 

อยากจะพบ อยากไปหา
อยากจะเห็น หน้าเธอทุกๆวัน
แม้ตอนนี้ เธอและฉัน
จะไม่รู้ เมื่อวันที่รักกัน

*ก็ตัวฉันมันยังคิดถึง เธออยู่ใน
ทุกๆในทุกๆวันที่ฉันยังหายใจอยู่
อยากพบเธอ อีกสักครั้ง
อยากบอกรัก ให้เธอได้ฟัง
อยากจะหมุน นาฬิกา
ให้เวลา ของเราย้อนกลับมา

( * )

** แล้วเธอคิดถึงฉันบ้างไหม
คิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า
ส่วนฉันคิดถึงแทบจะไม่ไหว
แล้วเธอเคยคิดที่จะเปลี่ยนใจ
กลับมาบ้างไหม
กลับมาให้ฉัน กอดอีกครั้ง

*,**

แล้วเธอคิดถึงฉันบ้างไหม
คิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า
ส่วนฉันคิดถึงแทบทนไม่ไหว
แล้วเธอเคยคิดที่จะเปลี่ยนหัวใจ
กลับมาบ้างไหม
กลับมาให้ฉัน กอดอีกครั้ง

 

http://music.kapook.com/newmusicstation/play.php?id=4357

 

Lonely Addicted

 
ความเหงา ความเป็นจริงที่ปวดร้าวของชีวิต
 
มันคงจะดีถ้าชีวิตของคนเราจะมีแต่ความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ
 
แต่…เรื่องชีวิตที่มีแต่ความสุขและ เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มันก็คงเป็นแค่เพียงโลกของนวนิยายเท่านั้น เพราะความจริง โลกใบนี้มันไม่ได้สวยงามอย่างในนิยาย
 
ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย มีคนรายล้อม มีเพื่อนฝูงที่คอยจะพูดคุยด้วย แต่ผมก็ยังมีมุมๆหนึ่งที่จมอยู่ในความเหงา ผมเลือกจะปลีกตัวออกมาเพื่ออยู่กับตัวเองในหลายๆครั้ง …ผมรู้ …ผมเป็นพวกอมทุกข์ และ เสพย์ติดความเหงา
 
ความเหงาเป็นสิ่งที่แสนประหลาด และมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง เสน่ห์ที่ยากจะต่อต้าน มันขมดุจรสของสุราแต่หลายคนก็ถวิลหาที่จะดื่มกิน มันหนาบเหน็บเยือกเย็นแต่ก็สวยงามดุจหิมะขาวที่คนเราอยากสัมผัส
 
มีหนังเรื่องหนึ่ง พระรอง พูดกับพระเอกว่า นางเอกเป็นพวกอมทุกข์ ไม่ว่านางเอกจะมีความสุขอย่างไร ก็มักจะพาตัวเองกลับไปจมอยู่กับความรู้สึกแบบเดิมๆ เหงา เศร้า
 
ผมก็คงเหมือนกัน เพราะผมหลงใหลในความงามของความเหงา ความเศร้า ผมชักจะชินที่ต้องอยู่ร่วมกับความเหงา และผมเชื่อว่าคนโดยส่วนมากในนครแห่งนี้ นครที่เต็มไปด้วยความเจริญทางวัตถุ และสีสันที่น่าหลงใหล ก็คงเป็นเหมือนผม เราเสพย์ติดความเหงา เราหายใจเอาความเหงาเข้าไป แล้วหายใจเอาอากาศออกมา เราทำหน้าที่กรองและซึมซับความเหงา แล้วก็เก็บมันเอาไว้ในร่างกายจนเราขาดมันไปไม่ได้…
 
ผมหลงรัก และ เสพย์ติดความเหงา
 
 

ผู้ชายโง่ๆ

…คนทุกคนย่อมอยากเป็น คนที่ถูกรัก แต่หลายๆครั้งความรักนี้อาจเป็นได้เพียงแค่การ พูดในใจ ของเราเองเท่านั้น…

…หลายๆครั้ง ความรักทำให้คนตาบอด เพราะ ความเชื่อ และ ความซื่อสัตย์ ในความรัก
…คนเราซื่อสัตย์ได้ แต่อย่า งมงาย เราควรที่จะรักตัวเอง และเผื่อใจเอาไว้ว่า ขอบฟ้า ที่เราฝันมันอาจจะไปไม่ถึง ปลายทาง ที่เราคิดจะเดินไปกับใครสักคนมันอาจจะไม่สมหวังก็ได้
หัดรักตัวเองมากขึ้นอีกนิดนึง …เราจะรู้ว่าชีวิตของเรามีค่ามากกว่าที่เราคิด
 

ชิน

วันที่เธอเดิน จากฉันไป บอกว่าเจอคนที่ต้องการ
ฉันก็เข้าใจแต่ก็ไม่นาน เธอก็มาพูดว่าเสียใจ

เธอบอกให้ลืมเรื่องที่แล้วมา
สุดท้ายก็เห็นเขากลับมา

**เจ็บบ่อยๆค่อยๆชิน แล้วจะทิ้งเมื่อเธอกลับมา
ก็คงต้องแล้วแต่เธอ ใจมันยอมเพราะรักเธอ
พร้อมให้อภัยเสมอ เพราะฉันมันมีแต่เธอเท่านั้นเอง

คนที่มันมีแค่รักเดียว แหล่ะไม่มีเผื่อใจให้ใคร
เธอไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเสียใจ เจ็บอย่างไรจะยอมรับมัน

บอกเธอให้ลืมเรื่องที่แล้วมา
ไม่ต้องสนใจที่ผ่านมา (**)

เด็ก 2 คนในรถกระบะ …ชัยชนะเล็กๆในจิตใจ

 

เมื่อวานนี้ผมได้ขับรถผ่านย่านศรีนครินทร์วิ่งเข้าสูถนนพัฒนาการ รถราค่อนข้างหนาแน่น และวิ่งกันด้วยความเร็วที่ค่อนข้างสูง ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น… ระหว่างที่ผมผ่านช่องทางกลับรถของซีคอนสแควร์ มีรถกระบะที่ยูเทิร์นกลับมาคันหนึ่งขับมาค่อนข้างเร็วพอดีกับที่มาถึงตรงนั้น พอกระบะคันนั้นกลับรถมาผมก็บีบแตรขอทางเพราะวิ่งมาค่อนข้างเร็ว รถคันนั้นคงตกใจเพราะเบรคตัวโก่งทีเดียว ผมไม่ผิดแน่ๆ ผมเป็นทางหลัก พอผ่านตรงนั้นมารถคันนั้นคงแค้นเพราะวิ่งจี้ผมมาติดๆผมเปลี่ยนเลนก็เปลี่ยนตามแล้วก็บีบแตรพร้อมกระพริบไฟใส่ …ผมเลยปล่อยคันเร่งรถผมปล่อยให้ไหลเบาๆ มันก็เลยต้องเบรค และแซงไปจนได้ แต่พอมันแซงนั่นแหละ ผมเหยียบมิดจี้ก้นมันไปทันที ด้วยความที่อารมณ์เสียจากอาการไม่สบาย ป่วยๆหายๆที่เป็นอยู่ ผมไล่มันเปลี่ยนเลนก็ตาม กระพริบไฟใส่ บีบแตรใส่ ตอนนั้นผมกะว่าเป็นไงเป็นกัน พอดีเหลือบไปเห็นเด็กสองคนบนรถ ใจผมเริ่มเย็นลง คิดว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเด็กสองคนอาจได้รับอันตรายได้ ถ้าจะบ้ากันต่อ พ่อมันก็บ้าไปคนเดียวดีกว่า ผมเลยชะลอรถเลิกทำอะไรโง่ๆเหมือนตอนวัยรุ่น… ผมรู้สึกชนะตัวเองว่ะ ผมว่า

มุมมองของมือกระบี่…โดย วินทร์ เลียววาริณ

 

 

ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนมานานร่วมสามสิบปี   ห้าปีในนั้นผมทำงานในต่างประเทศ

เมื่อกลับมาเมืองไทย  ผมพบเรื่องอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่ง

นั่นคือหลายคนมองการก้าวเท้าออกจากสำนักงานตรงเวลาเป็นเรื่องประหลาดที่สุดในโลก (มิพักเอ่ยถึงการออกก่อนเวลาเมื่องานเสร็จแล้ว)

ผมรู้ความจริงภายหลังว่า คนจำนวนมากไม่ยอมออกจากสำนักงานตรงเวลา

เพื่อแสดงให้เจ้านายเห็นว่า ตนเองขยันขันแข็ง ยิ่งอยู่ดึก

ยิ่งเป็นพนักงานตัวอย่าง   เสียสละเพื่อองค์กร น่ายกย่องชมเชย

บ่อยครั้งมีผลถึงการได้รับโบนัสตอนท้ายปี

เนื่องจากเจ้านายมักเห็นหน้าเห็นตาใครคนนั้นหลังเวลาเลิกงานแล้วเสมอ

หากไม่เคยทำงานในต่างประเทศมาก่อน ผมอาจเข้าร่วมวงไพบูลย์   "มาสายกลับดึก" ด้วย แต่หลายปีในชีวิตการทำงานในประเทศที่มีประสิทธิภาพในการจัดการที่สุดทำให้เห็นค่าเวลาทุกนาทีในชีวิต

ผมกลับมองว่าคนที่อยู่ดึกเป็นประจำคือพวกไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำงานให้เสร็จทันเวลา จึงต้องอยู่ดึก   ยิ่งทำงานมากชั่วโมงยิ่งแสดงถึงการทำงานโดยไม่มีการวางแผน ไม่มองภาพรวม

ลองคิดดู   การอยู่ดึกเพื่อทำงานพิเศษหนึ่งคืนหมายถึงค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น ค่าทะนุบำรุงสูงขึ้น ผลกระทบต่อคนทำงานคือพักผ่อนน้อยกว่าที่ควรเป็น ยิ่งอยู่ดึก  ประสิทธิภาพของงานในวันถัดไปยิ่งตกต่ำลง

มือกระบี่ชั้นหนึ่งในแผ่นดินมองท่วงทีของศัตรูอย่างระวัง

ตวัดกระบี่ในมือเพียงฉับเดียวก็เข่นฆ่าฝ่ายตรงข้าม

มือกระบี่ชั้นรองต้องประกระบี่ดังโคร้งเคร้งนานนับชั่วโมง

ราวกับอยากบอกโลกว่า ข้าก็ใช้กระบี่นะโว้ย

โลกรับรู้ แต่คมกระบี่ก็บิ่น  ต้องเสียเวลาลับกระบี่อีกหลายวัน

งานดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องตรงเวลาด้วย งานดีไม่มีทางเกิดขึ้นตามยถากรรม

หรืออารมณ์ขึ้นลง ไปจนถึงความหนาแน่นรัดกุมของกฎเกณฑ์ "ตอกบัตร"

ปริมาณเวลาในการทำงานชิ้นหนึ่งไม่ได้เป็นสัดส่วนกับคุณภาพของผลงานเสมอไป

บ่อยครั้งเป็นปฏิภาคกัน หลายครั้งงานที่ให้เวลาน้อย 

กลับออกมาดีกว่างานที่ให้เวลามาก

คนเก่งจริงไม่เรื่องมาก  คนฉลาดจริงไม่มากเรื่อง

ทำงานเสร็จแล้วก็เลิก  ไม่ต้องรอเทวดาบนสวรรค์วิมานมารับรู้

เพราะถึงเวลานั้นเทวดาก็กลับบ้านไปแล้ว

 

 วินทร์  เลียววาริณ

War of the World

 

เมื่อปี 1898 กว่าร้อยปีที่ผ่านมา จินตนาการอันบัญเจิดของนักเขียนหัวล้ำหน้านามว่า H.G. Wales ได้ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นหนังสือนิยายเรื่องดังนามว่า The War of the world ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวที่แสนจะน่ากลัวของการถูกรุกรานอย่างไม่ทันตั้งตัว โดย พวกมัน มนุษย์ต่างดาวที่มีอารยธรรมสูงส่งกว่า พวกเรา มนุษย์โลกอย่างไม่อาจเทียบกันได้

การรุกรานนี้จะว่าไป ก็ไม่ต่างกับการที่ชนผิวขาวเคยถือสิทธิว่าตนเป็นอารยชนบุกเข้ารุกราน และ แย่งชิงดินแดนทั้ง แอฟริกา เอเชีย และ อเมริกา ชนพื้นเมืองถูกยัดเยียดความเป็นอนารยชนให้ ถูกยัดเยียดสถานะที่ต้อยต่ำกว่าให้โดย ชนที่อ้างว่าตัวเองเจริญแล้ว…

เรื่องราวของ War of the world ใน version นี้ของสปีลเบิร์ก เกิดขึ้นโดยมีฉากหลังเป็น นิวเจอร์ซีย์ …พ่อม่ายลูกติดคนหนึ่งต้องรับหน้าที่ดูแลและปกป้องลูกทั้งสองให้ผ่านพ้นสงครามครั้งสุดท้ายบนโลกใบนี้

นี่เป็นการร่วมงานกันอีกครั้งของสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งฮอลลีวู้ด ทอม ครูซ พระเอกสุดล่อตลอดกาล และ พ่อมดแห่งโลกมายา สตีเว่น สปีลเบิร์ก หลังจากเคยประสบความสำเร็จจากการร่วมงานกันครั้งก่อน ในหนังสุดฮิต Minority Report พร้อมสมทบด้วยดาราฝีมือดีอีกคับคั่งไม่ว่าจะเป็น ทิม รอบบินส์ และ ดาโกต้า แฟนนิ่ง

อย่าลืมติดตามความยิ่งใหญ่ครั้งนี้ทุกโรงภาพยนต์ 30 มิ.ย. นี้

http://www.waroftheworlds.com/