Archive for January, 2009

Illusion …again

entry เก่าของตัวเอง
อ่านเจอวันนี้ชอบ
ตอบไม่ได้ว่าทำไม
แต่ชอบ…
 
และชอบ…
 
 
สถานีช่องนนทรี เมื่อเดือนก่อน
 
พระอาทิตย์คล้อยตัวลงต่ำจนลับขอบฟ้า
เงามืดเคลื่อนตัวปกคลุมทั่วไปทุกหนแห่ง
ราวกับแสงไฟที่หรี่ลงในโรงภาพยนต์ก่อนที่หนังจะฉาย
 
บันไดเลื่อนพาคนมากมายจากทุกฟากของถนนที่อัดแน่นไปด้วยรถราขึ้นไปยังสถานีรถไฟฟ้า
ผมก็เป็นคนหนึ่งคนที่ปะปน และเคลื่อนไหลไปพร้อมกับคลื่นมนุษย์ที่ย่ำเท้าคนละจังหวะ
แต่มุ่งไปที่เป้าหมายเดียวกัน
 
ความเบียดเสียดยัดเยียดเป็นตัวแทนที่ดีของช่วงเวลาเลิกงาน
ยิ่งในย่านที่พลุกพล่านไปด้วยตึกราอาคารแบบสาธรแล้ว
ความเร่งรีบ อย่างอึดอัดยิ่งดูเพิ่มทวีคูณ
 
ผมไหลไปตามกระแสของคลื่นมนุษย์
ผ่านบันไดเลื่อนที่เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ
ผ่านประตูรูดบัตรทางเข้ารถไฟฟ้า
ผ่านฝูงชนที่เร่งรีบเดินขึ้นไปบนชานชลา
 
วันนี้ผมมีนัดทานข้าวกับเพื่อนๆแถวสถานีพร้อมพงษ์
ผมต้องลงรถไฟฟ้าที่สถานีสยามเพื่อเปลี่ยนขบวน
จับรถไฟขบวนต่อไปไฟฟ้าขบวนที่มุ่งหน้าไปสถานีอ่อนนุช
 
ผมหยิบหูฟังสีขาวขึ้นมาเสียบเข้าไปที่หูทั้งสองข้าง
หมุนหน้าปัดกลมๆไปยังเพลงที่ต้องการ
ผมปล่อยตัวเองไปกับเสียงเพลงที่ดังออกมาจากหูฟังทั้ง 2
เครื่องเล่นเพลงราคาแพงแยกผมออกจากความวุ่นวายจากสิ่งรอบข้างได้เป็นอย่างดี
 
รถไฟฟ้าเคลื่อนตัวเข้าเทียบที่ชานชลาอย่างช้าๆ
ผมเตรียมตัวเดินเข้าไปตามสัญชาติญาณ
 
คนจำนวนมากต้องการที่จะโดยสารรถขบวนนี้เพื่อมุ่งหน้าไปต่อรถที่สถานีหลัก
แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งเหมือนกัน
ที่เลือกลงที่สถานีนี้
 
วินาทีที่ประตูเปิดนั่นเอง
นั่นคือวินาทีที่ผมสูญเสียจิตวิญญาณไป
 
ผมยาวสลวยถึงกลางหลัง
ปลิวไหวไปตามท่วงท่าเยื้องกรายที่นำเธออกจากขบวนรถไฟฟ้า
ผมสบตาเธอเพียงแค่เสี้ยววินาที
 
แต่เป็นช่วงเวลาเสี้ยววินาทีที่ยาวนานกว่าทั้งชีวิต
 
ผมสู้แรงดันที่ดุลหลังผมให้ผ่านเข้าไปในรถไฟฟ้าไม่ได้
ทั้งๆที่ผมอยากจะหยุดอยู่ตรงนั้น
กระแสมนุษย์ผลักผมเข้าไปสู่ใจกลางรถไฟฟ้า
เธอเดินผ่านออกไปทางประตูที่กำลังปิดลง
 
ผมอยากจะฝืนวิ่งตามเธอออกไป
สองมือปัดป่ายคลื่นมนุษย์เป็นพัลวัน
ราวกับมัจฉาที่ว่ายทวนกระแสน้ำหลาก เสียงก่นด่าดังมาจากรอบทิศ
แต่ความมุ่งมั่นไม่ได้ทำให้ผมไขว้เขวไปแม้แต่นิดเดียว
 
ประตูรถไฟฟ้าปิดลงพร้อมเสียงสัญญาณ
ผมทำได้ดีที่สุดเพียงแค่ยืนเกาะหน้าต่างที่บานประตู
มองออกไปเห็นหลังไวๆที่มีผมยาวสลวยทิ้งตัวยาวอยู่กลางหลัง
รถไฟฟ้าค่อยๆเคลื่อนออกจากชานชลา
พร้อมๆกับตัวเธอที่ค่อยๆเคลื่อนลงบันได
 
เสียงเพลงในหูฟังเงียบไป
เพราะเสียงเต้นของหัวใจผมดังกลบ… 
 
สถานีสยาม เมื่ออาทิตย์ก่อน
 
ผมค่อนข้างมีสติน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับวันอื่นๆ
ผมพึ่งเดินเซไปเซมาจากร้านอาหารในสยามสแควร์ที่ผมและเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยไปร่วมสังสรรค์กัน จนมาถึงสถานีรถไฟฟ้าสยาม
ผมปลีกตัวออกมาก่อนเที่ยงคืนเพื่อจะให้ทันก่อนรถไฟฟ้าขบวนสุดท้ายจะวิ่งหมด
 
กลิ่นเหล้าที่ระเหยออกมาจากตัวผมคงสร้างความรำคาญให้กับคนรอบข้างไม่น้อย
ผมสังเกตุจากสายตาที่มองมาที่ผม
 
ทันทีที่ประตูรถไฟฟ้าเปิดที่ชานชลา
ผมแทรกตัวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตัวริมชิดกับประตู
เอาหัวมึนๆเอนเข้าพิงพลาสติกใสที่เป็นฉากกั้น
มองออกไปยังหน้าต่างที่ประตูฝั่งตรงข้าม
 
รถไฟฟ้าเคลื่อนตัวออกจากสถานีสยามมุ่งหน้าตรงไปยังสถานีอ่อนนุช สถานีปลายทาง
คนที่เริ่มจะเมาหนึ่งคน มองอย่างมึนๆไปยังนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า
พระจันทร์วันเพ็ญลอยเด่นให้เห็นเมื่อรถไฟฟ้าวิ่งผ่านทางด่วนเพลินจิต
จุดเดียวในเส้นทางที่ไม่มีตึกขวางกั้นทัศนียภาพระหว่างท้องฟ้า กับ รถไฟที่วิ่งผ่าน
 
อาจจะเพราะเมา เกือบเมา หรือ สับสนอะไรบางอย่าง
ผมคิดถึงดวงตาสวยคู่นั้น
มันกลมโตเหมือนกันกับพระจันทร์ที่ลอยเด่น
แม้เวลาจะผ่านมาหลายสัปดาห์แล้วแต่ผมยังจำตาคู่นั้นได้ดี
ผมยิ้มพลางหาอะไรทำฆ่าเวลาก่อนที่รถไฟฟ้าจะนำส่งผมถึงสถานีเอกมัยที่ผมต้องลง
 
สองมือของผมก็หยิบเอาเครื่องเล่นเพลงออกมาจากกระเป๋า
หูฟังทั้งสองข้างก็เสียบเข้าที่หู
และผมก็เร่งเสียงเพลงภาษาเกาหลีที่โหลดมาจากในเน็ท
เพลงดังที่ผมไม่เคยเข้าใจความหมายของมันแม้แต่นิดเดียว
 
ผมหลับตาไป ไม่รู้นานเท่าไร
จนสะดุ้งลืมตาขึ้นมาเมื่อคนที่นั่งข้างๆผมลุกขึ้น
ผมหรี่เสียงเพลงจากเครื่องเล่น
เงี่ยหูฟังว่าถึงสถานีอะไร
 
เสียงพนักงานประกาศผ่านลำโพงแตกพร่าของรถไฟฟ้า ว่าถึงสถานีทองหล่อ
 
ผมยังมองไปยังหน้าต่างที่ประตูที่ทำให้ผมนึกถึงเธอคนนั้น
ประตูรถไฟฟ้าค่อยๆเปิดโดยที่ผมไม่ทันรู้ตัว
บานประตูที่ฉายภาพของเธอถูกเลื่อนเก็บเข้าไปยังสองข้างของขบวนรถไฟ
แต่ภาพเธอยังคงอยู่ตรงนั้น
 
ไม่ใช่ซิ…
 
เธอยืนอยู่ตรงนั้นต่างหาก
ผู้หญิงที่ผมฝันถึง
ผู้หญิงที่ผมไม่เคยรู้จัก
ผู้หญิงที่ผมเอาหน้าเธอไปแทนที่นางเอกหนัง AV ญี่ปุ่นที่ผมดูก่อนนอน
และแน่นอน ผมเอาหน้าผมไปแทนที่ผู้ชายที่แสดงคู่
 
ผมพบเธออีกครั้ง
อีกวินาทีหนึ่งที่จิตวิญญาณของผมถูกพรากออกไปจากสังขารอีกครั้ง
 
เธอใส่แว่นตาดำอันใหญ่บังหน้าเธอไปกว่าครึ่ง
แต่ผมจำหน้าเธอได้ดี
เธอมองตรงมายังผม …อย่างน้อยผมก็คิดแบบนั้น
ผมยังจ้องมองเธออย่างตกตะลึงในขณะที่เธอเดินเข้ามา
 
เธอนั่งลงตรงที่นั่งว่างข้างๆผม
 
ผมตัวแข็งทื่อ…
แต่หัวใจเต้นแรงจนกระเทือนไปถึงสมองที่ความคิดวิ่งพล่าน
จินตนาการบ้าๆถูกแรงขับดันทางเพศ และฤทธิ์แอลกอฮอลล์
ชี้นำจนตั้งชัน และ กระเจิดกระเจิง
 
ผมกุมมือแน่นที่ขากางเกงตัวเอง
พยายามที่จะไม่แสดงอะไรพิลึกๆออกมาให้เธอตกใจ
 
ผมอยากจะหันไปมองหน้าเธอเต็มๆ
แต่ก็ขาดซึ่งความกล้า
 
มันมึนตื้อไปหมด
 
จินตนาการกระเจิดกระเจิง!
 
ชุดแต่งงานสีสันสดใส
ประทับทาบบนร่างกายเธอ
ส่วนตัวผมก็เป็นทักซิโด้สีฟ้าเข้ม
 
งานแต่งงานริมทะเลที่มีท้องฟ้าเป็นสีเขียว
และสีน้ำทะเลเป็นสีม่วง
 
หาดทรายสีเหลืองสดอยู่ภายใต้ฝ่าเท้าเปลือยเปล่า
 
ผมโอบกอดเธอ พรมจูบอย่างบรรจลลงไปที่ริมฝีปากบางๆคู่นั้น
มือผมคลอเคลียไปกับผมที่ยาวประหลังของเธอ
 
ผมหลับตา
 
จินตนาการกระเจิดกระเจิง
 
ผู้โดยสารกลุ่มหนึ่งยืนออกันที่หน้าประตูเพื่อเตรียมตัวลง
ประตูค่อยๆเปิด ผู้โดยสารค่อยๆทยอยเดินกันออกไป
ออกไปยังชานชลาของสถานีที่ผมควรจะลง
 
ผมนั่งต่อไป
 
ปลดปล่อยจินตนาการให้เตลิดอีกครั้ง…
 
สถานีเอกมัย เมื่อวานนี้
 
หลังจากสัปดาห์ก่อนที่ผมเจอเธอเป็นครั้งที่ 2 บนรถไฟฟ้า
ผมก็เริ่มถวิลหาจะเจอเธอมากขึ้น ผมเฝ้ามองขบวนรถไฟฟ้าทุกขบวนที่วิ่งผ่าน
หน้าต่างทุกบานถูกผมตรวจสอบอย่างตั้งใจ
 
ถึงแม้ว่าคืนวันนั้น
มันจะจบลงแบบทุเรศๆไปหน่อย
 
ผมจำไม่ได้ว่า สมองและจิตนาการของผมชักนำอะไรให้เกิดขึ้นบ้าง
 
เสียงเรียกจากนายตรวจที่ปลายสถานี ปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์
สถานีปลายทาง สถานีอ่อนนุช
สภาพเหมือนศพเน่าๆของผู้ชายที่ไม่คิดว่าตัวเองเมาคนหนึ่ง
นอนกองพิงอยู่กับแผ่นพลาสติกกั้น
 
ทั้งมึน ทั้งอาย และสับสน
ผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไร…
 
แล้ว …เธอลงไปที่สถานีไหน
 
มึนงงไปหมด
ผมต้องเดินทางกลับบ้านด้วยรถแท็กซี่เพราะนั่งเลยสถานีที่ต้องลงมาไกล
นอกจากนั้นเวลานี้ก็เป็นเวลาที่รถไฟฟ้าหยุดให้บริการแล้วด้วย
 
ผมตื่นมาในตอนสายของวันรุ่งขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกๆ
ผมอยากเจอเธออีกครั้ง
คนที่ผมแต่งงานด้วยในมโนคติ โดยที่ไม่ได้รู้จักแม้แต่ชื่อของเธอ
เราจุมพิตกันเพื่อแยกจาก
เราโลมไล้กายกันอย่างเผ็ดร้อนเพื่อตื่นมาพบว่าสิ่งนั้นเป็นเพียงแค่ความฝัน
บทกวีที่กล่าวร่ายในหนังสือนิยายประโลมโลกที่ผมหยิบอ่าน
ไม่ได้ช่วยลดความใคร่ที่จะได้เจอเธอลงแม้แต่น้อย
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆในโลกเริ่มเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจที่บิดเบี้ยวของผม
 
ความกระหายอยากมันเกินจะกักเก็บ
จิตใจก็รุ่มร้อนแผดเผาร่างกายที่มันอาศัยเป็นภาชนะอยู่
 
ผมดับความฟุ้งซ่านรุ่มร้อนด้วยสุรา
แต่ดังภาษิตจีนโบราณกล่าวไว้
 
หากยามใดลิ้มรสสุราแล้วไม่เกิดความปิติจากรสของมัน
ย่อมเป็นไปได้ว่ามิใช่รสของมันผิดเพี้ยน
แต่เกิดจากใจที่เจ็บป่วยเสียมากกว่า
 
กลางวันเฝ้าตามหา
ตกกลางคืนใช้สุราดับร้อนในใจ…
 
ผมจะได้เจอเธออีกครั้งหรือไม่…
 
ผมได้แต่เฝ้าภาวนา
 
สถานีทองหล่อ คืนนี้
 
ผมเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการตามหาเธอกว่าสัปดาห์
เวลาร้อยกว่าชั่วโมงที่ผ่านไปราวร้อยปี
หมกมุ่น วนเวียน ลุ่มหลง และ ไร้แก่นสาร
 
มีแต่ความว่างเปล่าที่จะไขว่คว้าหาความฝันชั่ววินาทีที่เกิดขึ้นอย่างเลือนลาง
 
ผมตั้งใจจะจบมันในคืนนี้ กับเหล้าสัก 2 ขวด
แอลกอฮอลล์น่าจะฆ่าเซลล์สมองที่ฟุ้งซ่านได้ชะงักนัก
 
การลงทุนนี้น่าจะคุ้มค่าอยู่ในระดับหนึ่ง
 
ผมเรียกรถแท๊กซี่เข้าไปยังกลางซอยทองหล่อ
เป้าหมายของผมอยู่ไม่ไกลนัก
ผมให้รถจอดอยู่ที่หน้าร้าน
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเพื่อนผมที่มานั่งรออยู่ก่อน
คุยกันเสร็จสรรพ์ ผมก็ตรงไปที่โต๊ะ
เลือกที่นั่งที่ติดริมกระจก เพื่อจะได้มีโอกาสแหงนหน้าขึ้นไปมองแสงจันทร์อีกครั้ง
การดื่มน้ำจันทน์ใต้แสงจันทร์
มอบบรรยากาศที่ลุมลึกเกินจะกล่าว
 
แก้วเหล้าแก้วแล้วแก้วเล่าถูกวนไปมาเพื่อเติมเหล้า
ผมตั้งใจจะไปให้ถึงจุดมุ่งหมายโดนไม่รอช้า
เซลล์สมองกำลังถูกทำลาย
มันไม่สามารถฝืนต่อสู้ผมได้
แรงกระหายอยากแข็งแรงกว่าที่มันจะต่อต้าน
 
ผมทำงานได้ดี สติผมกำลังจะขาด
เป็นห้วงหฤหรรษ์ที่ผมตัดขาดจากโลกภายนอกอีกครั้ง
นาฬิกาไม่สามารถบอกเวลา
ปฏิทินไม่สามารถบอกวัน
และเซลล์สมองที่ตายลงตายลงของผม ก็เริ่มจะบอกตัวเองไม่ได้
…ว่าผมเป็นใครกันแน่
 
ราวกับเมายา
ราวกับโลกหลุดลอย
 
จินตนาการบรรเจิด มันเตลิดไปทุกทิศทุกทาง
 
ผมทำลายสติการรับรู้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ…
 
ผู้คนมากมายเดินผ่านบานกระจกที่ผมแฝงกายอยู่ด้านหลัง
ไม่มีใครมองเข้ามา
มีแต่ผมที่มองออกไป
ราวกับว่าผมยังต้องการจะตามหาอะไรบางอย่างอยู่
หรือว่าผมจะไขว่คว้าดวงจันทร์ที่สุกสกาวในคืนวันเพ็ญ
 
ผมเอื้อมมือไปที่กระจกเพื่อจะไขว่คว้าเงาจันทร์ที่ทอดกายอยู่ในนั้น
แม้จะเอื้อมจนสุดมือ เป้าหมายที่คว้าได้มีเพียงแค่กระจกที่กั้นผมและพระจันทร์บนนภา
มันแบ่งแยกผมกับภายนอก
ดุจแยกความฝันและความเป็นจริง
 
ผมแนบมือลงที่กระจกอยู่อย่างนั้น
ยิ้มและมองดวงจันทร์
ไขว่ขว้าไม่ได้ เพราะเราอยู่กันบนโลกคนละใบ
 
เงาอะไรบางอย่างมาขวางผมและเงาจันทร์
ความเป็นจริงที่ซ้อนทับ
หรือความฝันที่บังตา
มือขาวข้างหนึ่งทาบเข้ากับมือผม
ข้างหนึ่งอยู่ในกระจก อีกข้างหนึ่งไม่
ผมมองไล่ตามมือ ตามแขน ไปจนถึงหน้าที่มาของมือขาวข้างนั้น
 
เป็นอีกวินาทีที่ผมแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับความฝัน
ความเมากับสติ
 
ผมอยู่บนโลกใบไหนกันแน่
 
เธอนั่นเอง
ผู้หญิงที่ผมตามหา…
 
คนที่ผมไม่รู้จัก และไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร
สายตาผมสบประสานกับเธออย่างงงวย
เธอมองตอบกลับมา
 
เธอพูดอะไรบางอย่างในรอยยิ้มที่ผมเห็น
เธอยิ้มมาให้ผม
 
ความพยายามครั้งสุดท้ายก่อนที่ผมจะผล็อยหลับไปเพราะฤทธิ์เหล้า
ผมพยายามอ่านริมฝีปากของความฝันที่ลอยอยู่ท่ามกลางความจริง
 
ผมว่า…
 
ริมฝีปากบางคู่นั้นพูดว่า
 
…เราพบกันอีกแล้วนะคะ
 
แล้วโลกของผมก็มืดดับไป
 
……………………………………………………………………………….
 
 
ผมพยายามเข็ญเรื่องนี้ออกมาเป็นเวลาหลายวัน
ความคิดต่อเนื่องมันมีเกี่ยวกับเรื่องนี้
 
จุดเริ่มของมันเกิดจากการที่เพื่อนของผมคนหนึ่งเอาเพลงเพลงหนึ่งให้ผมฟัง เพลงนั้นมีชื่อว่า
ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ของ อพาร์ตเมนท์คุณป้า
เราสองคนนั่งฟังและแบ่งปันความคิดกันว่า
เพลงนี้มันต้องการสื่ออะไร
 
มันช่างเป็นเพลงที่มีความมหมายแตกแยก และต่อต้านอะไรบางอย่างอยู่ลึกๆ
 
สำหรับเรื่องข้างบน
 
ก็คือความคิดเห็นที่ผมมีต่อเพลงนี้
 
 
  
ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ
ศิลปิน : อพาร์ตเมนต์คุณป้า
Intro: G D F C Em A C (2times)

Em                                          A7
นั่งคนเดียวแล้วมองกระจก ที่สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญ

Em                                     A7
โดดเดี่ยวกับความเหงา อยู่กับเงาที่พูดไม่เป็น

Em                                   A7
ฟังเพลงเดิมๆที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้ความหมายของมัน

Em                                                   A7            C
หากฉันจะหลับตาลงสักครั้ง เพื่อพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์

                  G                                       D
* หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน

       F                                   C
ปฏิทินไม่บอกคืนและวัน ดั่งที่ฉันไม่เคยต้องการ

                 G                                    D
แต่อยากให้เธอได้พบกับฉัน เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน

              F                                    C
จูบเพื่อร่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไปโดยไม่รู้จักเธอ

Instru: Em A C (2times)

Em                                   A7
ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ทุกๆครั้งที่ฉันตื่นนอน

Em                                     A7
บทกวีไม่มีความหมาย ฉันงมงายสวดมนต์ขอพร

Em                                    A7
หากจะมีโอกาสสักหน ที่ร่ายมนต์กับสายน้ำจันทน์

Em                                                 A7            C
เพื่อจะได้หลับตาลงสักครั้ง แล้วพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์

Instru: Em A C (2times)

(ซ้ำ *)

Instru: G D F C (2times) Em A C (2times)

(ซ้ำ *)

Instru: Em A C (2times) 

Advertisements

หมดอารมณ์

ผู้หญิงอาจจะมีเรื่องที่หมดอารมณ์เมื่อเห็นผู้ชายทำกิริยาที่ตัวเอง อี๋
แต่อยากจะบอกว่าในฐานะผู้ชาย ผู้หญิงที่สวยขนาดไหน ก็มีกิริยาที่ทำให้ผู้ชาย อี๋ ได้เช่นกัน
อย่างตัวผมเอง จากปากคำของคนรอบข้างว่ากันว่า ผู้หญิง ที่ผมควง อืม รู้จัก โดยมากเกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์จะสวย
 
ผมก็เลยอยากจะบอกว่า สวยๆ พวกเนี้ย
ก็มีเรื่องให้ผม อี๋ มานักต่อนักแล้ว…
 
เช่น
 
– เต้นท่าทุเรศๆในผับ (ล่าสุดศุกร์ที่แล้วเจอท่าลิง…ทำไปได้)
– เมาแล้วอ้วก
– ดูดบุหรี่จัด
– ปากเหม็น (ฟันผุ)
– งอนกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง (อารมณ์มาก่อนเหตุผล)
– โง่ (โง่)
– เนียนไม่จ่ายเงิน (เวลาไปเที่ยว)
– พูดแต่เรื่องตัวเอง (เอียนมาก)
– ไม่สะอาด (เซนเซอร์…บอกไม่ได้)
– ปากดี ขี้โกหก
– ฯลฯ
 
ที่เอามาเขียน
ไม่มีอะไร
แค่นึกได้
อี๋ ดี…
 

อยากรู้…

อยากรู้ว่า…
พวกคนที่เขาบอกเรา
ว่าตัวเค้าเองเก่งๆ…
 
…เค้าบินได้กันมั้ย…

ผ่าน…

ลมหนาวพัดผ่านไปแล้ว…
 
 

พบว่าปีใหม่ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว…

และพบว่า
วันเวลาผ่านไปเร็วมากๆเมื่อเราอายุมากขึ้น
 
เราอยากพูดน้อยลงตอนเราเริ่มแก่
ความทรงจำเราเริ่มแย่เพราะวัย
ร่างกายไม่เฟิร์มเหมือนสามปีก่อน
 
แต่เรายังมีจินตนาการเหมือนเดิม…

เรื่องใหญ่ที่สนใจ

เห็นได้ชัดว่า นสพ.ไทยให้ความสำคัญกับ ซันนี่ และ อ้อม
มากกว่าปัญหาเศรษฐกิจ…

ช่วงหดหู่

เขียนไว้หลายปีแล้วว่า
ช่วงประมาณวันที่ 20 – 30 ของเดือนมกราคม
จะเป็นช่วงที่ หดหู่ สุดๆของปี
 
เพราะว่าเป็นช่วงที่งานเลี้ยงปีใหม่ต่างๆเริ่มหมดไปอย่างจริงจัง
งานที่กองสุมต่างๆเริ่มถูกหยิบออกมาเคลียร์
และที่สำคัญ บัตรเครดิตต่างๆที่เรารูดจ่ายอย่างกระหน่ำและบ้าระห่ำ
ก็จะส่งสลิปมาให้เรา…
 
มันจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ช่วงนี้
แม่งหดหู่ที่สุดในปี…